Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 42 — กระดาษที่หายไป

Share

บทที่ 42 — กระดาษที่หายไป

last update publish date: 2026-10-20 14:55:59

โม่หลิงยวนเปิดซองจากหอวินัยหลังอาหารเช้า

เขาอ่านคำให้การของลั่วชิงเหยาจนจบ ก่อนดึงสำเนาจดหมายฉบับหนึ่งออกมาวางแยก

ด้านหน้ามีถ้อยคำเกี้ยวพาราสีอยู่หลายบรรทัด ส่วนด้านหลังเป็นรายการงานที่เผยเหวินซูให้นางทำ

หนึ่งในนั้นเขียนว่า

เอกสารจากหีบหลินอัน ไม่ต้องส่งทั้งชุด เอาเฉพาะแผ่นที่มีภาพวงปราณด้านหลัง

หลิงยวนอ่านประโยคนั้นอีกครั้ง

เมื่อเยว่ซีมาถึง เขาจึงเลื่อนเก้าอี้ข้างโต๊ะออกให้นาง

“พบเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”

“เอกสารที่หายจากบัญชีของเจ้า”

นางวางห่อหนังสือลงทันที

“ตั้งแต่ตอนข้าเข้าสำนักหรือ”

เขาพยักหน้า

“ตอนนั้นข้าพบว่ามีแผ่นหนึ่งถูกนำออก แต่ยังตามไม่พบว่าอยู่ที่ใด ลั่วชิงเหยาเพิ่งให้การว่านางเป็นคนส่งต่อ”

เยว่ซีรับสำเนามาอ่าน

วันที่อยู่ก่อนนางขึ้นเขาหลายวัน

ขณะนางยังนั่งคิดอยู่ที่หมู่บ้านว่าจะขอเข้าหอจดหมายเหตุอย่างไร คนอื่นกลับเปิดหีบของครอบครัวนางแล้ว

“นางรู้หรือไม่ว่าเป็นเอกสารอะไร”

“นางบอกว่าเผยเหวินซูอ้างว่าเป็นแบบอาคมเก่าซึ่งต้องตรวจ ก่อนให้เจ้าดูของในหีบ”

“แล้วตอนนี้อยู่ที่ใด”

“กำลังตรวจของที่ยึดไว้ใหม่”

เยว่ซีวางกระดาษลง

“ข้าไปด้วยได้หรือไม่”

หลิงยวนมองนาง ก่อนพยักหน้า

“ไปดูได้ แต่ให้ผู้ดูแลเปิดของ”

นางรับคำแล้วหันไปหยิบห่อหนังสือ

เขามองตาม

“เจ้ายังไม่ได้บอกว่าวันนี้มาทำอะไร”

เยว่ซีชะงัก ก่อนหยิบสมุดฝึกเล่มเล็กออกมา

“เมื่อเช้าทำได้อีกหนึ่งหยดเจ้าค่ะ”

หลิงยวนรับสมุดมาอ่านบรรทัดใหม่

“ข้อมือ?”

“ไม่ร้อน”

เขาพยักหน้าแล้วส่งคืน

เยว่ซีเก็บสมุดลงช้า ๆ ความขุ่นเคืองเมื่อครู่ยังอยู่ แต่เรื่องดีที่นางตั้งใจมาเล่าก็ไม่ได้ถูกกลืนหายไปด้วย

⸻

ที่หอวินัย ลั่วชิงเหยากำลังชี้ภาพร่างกล่องใส่เอกสารให้ผู้ดูแล

หลังคำให้การเพิ่มเติม นางถูกจำกัดให้อยู่ในเรือนรับรองของหอวินัยระหว่างตรวจความผิดส่วนที่ยังไม่เคยเปิดเผย ไม่มีสิทธิ์เข้าออกหอจดหมายเหตุหรือไปเยี่ยมผู้ต้องขังอีก

นางเงยหน้าขึ้นเมื่อเยว่ซีเข้ามา

สายตาทั้งสองสบกัน ก่อนลั่วชิงเหยาจะหันกลับไปที่ภาพ

“ข้าส่งให้เขาตรงระเบียงเรือนรับรอง เขาม้วนรวมกับแผนที่สองฉบับแล้วใส่กระบอกไม้”

ผู้ดูแลเปิดบัญชีสิ่งของที่ยึดจากเผยเหวินซู

มีกระบอกไม้สามอัน

แผนที่ภายในถูกตรวจแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นผู้สอบสวนมองหาเส้นทางขนคน จุดซ่อนยา และตำแหน่งค่ายกล

กระดาษเก่าที่ไม่มีชื่อบุคคลจึงถูกจัดไว้ในหมวดแผนผังอาคม รอตรวจความหมายเพิ่มเติม

ไม่นานนัก ศิษย์ก็ยกกล่องหลักฐานเข้ามา

เยว่ซีถอยให้ผู้ดูแลคลี่กระดาษทีละแผ่นบนผ้าสะอาด

แผนที่เส้นทางหนึ่งฉบับ แผนผังเรือนหนึ่งฉบับ และกระดาษบางที่ถูกประกบไว้ระหว่างแผ่นรองสองชั้น

บนด้านหน้าเป็นภาพเส้นปราณในร่างมนุษย์

ด้านหลังมีวงกลมห้าวงซ้อนเหลื่อมกัน

ขอบบนถูกตัดออกจนไม่เหลือชื่อเรื่อง

หลิงยวนก้มลงมอง ก่อนเอ่ยเบา ๆ

“ลายมือหลินจิ้งเหยียน”

เยว่ซีจำตัวอักษรนั้นได้เช่นกัน

นางเคยใช้นิ้วลูบชื่อบนตำราจนรอยหมึกตรงมุมปกจางลง ทุกครั้งที่อยากแน่ใจว่าบิดาเคยมีตัวตนจริง ๆ

แต่บนกระดาษแผ่นนี้มีมากกว่าชื่อ

มีคำแก้ข้างเส้นอาคม มีข้อความที่เขียนแทรกอย่างเร่งรีบ และรอยวงคำหนึ่งถึงสองครั้ง

ห้ามเปิดพร้อมกัน

เยว่ซีโน้มเข้าไปอ่าน

“นี่เป็นวิธีฝึกของข้าหรือเจ้าคะ”

หลิงยวนอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายก่อนตอบ

“น่าจะเป็นแบบที่เขากำลังทดลอง ยังมีส่วนที่ไม่ได้สรุป”

ผู้ดูแลหันไปสั่งศิษย์ทันที

“เชิญอาจารย์ฉินกับท่านเสิ่นมา อย่าเพิ่งคัดแบบออกไปนอกห้อง”

ลั่วชิงเหยามองกระดาษจากอีกฝั่งโต๊ะ

“ตอนส่งให้เขา ข้าเห็นเพียงด้านที่เป็นภาพร่างกาย”

เยว่ซีเงยหน้าขึ้น

“ท่านอ่านหรือไม่”

“อ่านไม่จบ”

นางก้มมองมือตนเอง

“ข้ารีบเอาออกมาก่อนผู้ดูแลกลับ”

เยว่ซีนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วหันกลับไปหากระดาษ

นางยังไม่รู้ว่าข้อความนี้ช่วยอะไรได้บ้าง แต่เพียงคิดว่ามันอาจถูกเผาไปพร้อมจดหมายของเผยเหวินซู มือก็เย็นลงแล้ว

⸻

“ข้าเก็บไว้”

เผยเหวินซูยอมรับเมื่อผู้สอบสวนวางสำเนาตรงหน้า

“เหตุใดจึงตัดหัวกระดาษออก”

เขามองหลิงยวนซึ่งนั่งอยู่ข้างผู้ดูแล แขนซ้ายยังคล้องไว้ ไม่มีเยว่ซีอยู่ในห้อง

“ถ้าไม่ตัด ใครเห็นก็รู้ว่ามาจากหีบตระกูลหลิน”

“ใครให้เจ้านำออกมา”

“เซี่ยจิ้งเหิงต้องการเอกสารเกี่ยวกับปราณของนาง ข้าจึงให้ชิงเหยาช่วยหา”

“เจ้าส่งให้เขาหรือไม่”

“ส่งสำเนา”

ผู้สอบสวนจดคำตอบ ก่อนเลื่อนกระดาษอีกแผ่นมา เป็นภาพยาที่เผยเหวินซูเคยนำไปให้เยว่ซี

“เจ้ารู้ว่าบิดานางห้ามเปิดปราณพร้อมกัน แต่ยังเตรียมยากระตุ้น?”

เผยเหวินซูนิ่งไป

“ถ้าค่อย ๆ เปิดตามแบบนี้ อาจใช้เวลาหลายปี”

“จึงเลือกวิธีที่เร็วกว่า ทั้งที่รู้ว่าอันตราย”

“ข้าคิดว่าจะควบคุมได้”

หลิงยวนมองเขา

“ด้วยอะไร”

ไม่มีคำตอบ

เผยเหวินซูเลื่อนสายตากลับไปยังกระดาษ ในที่สุดจึงเอ่ยขึ้น

“ข้าไม่ได้เผามัน อย่างน้อยสิ่งนี้ก็ยังช่วยนางได้”

ผู้สอบสวนหยุดพู่กัน

“เราจะบันทึกว่าเจ้ารักษาเอกสารไว้ รวมทั้งเหตุที่ขโมยและปกปิดมัน”

เผยเหวินซูกำมือใต้โต๊ะ

“ข้าขอพูดกับนางสักครั้งไม่ได้หรือ”

“นางไม่ได้ขอพบเจ้า”

คำตอบมาจากหลิงยวน

เผยเหวินซูเงยหน้าทันที

“ท่านเป็นคนตัดสินแทนนางอีกแล้วหรือ”

หลิงยวนไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า

“เจ้าหน้าที่ถามนางก่อนข้ามาที่นี่แล้ว”

เผยเหวินซูเงียบลง

ครั้งนี้ไม่มีถ้อยคำใดที่เขาจะใช้เปลี่ยนการปฏิเสธของนางให้กลายเป็นความผิดของคนอื่นได้

⸻

เยว่ซีไม่ได้รออยู่หน้าห้องสอบสวน

นางอยู่ในห้องตรวจข้างหอวินัย ฟังเสิ่นซูเหออธิบายแบบร่างของบิดา

“เขาไม่ได้วาดวงสำหรับกักปราณห้าวง” เสิ่นซูเหอกล่าว “แต่กำลังแบ่งจังหวะที่ปราณแต่ละสายจะทำงาน”

อาจารย์ฉินใช้นิ้วไล่ตามเส้นเชื่อม

“ปล่อยทีละส่วน ให้ส่วนที่เหลือสงบอยู่ แล้วจึงเปลี่ยนสาย แต่ตรงรอยต่อนี้ยังมีปัญหา”

ด้านข้างมีลายมือของหลินจิ้งเหยียนเขียนไว้

เมื่อสายหนึ่งหยุด อีกสายมักตื่นตามก่อนเส้นปราณคลายตัว

เยว่ซีมองประโยคนั้นแล้วนึกถึงความร้อนที่แล่นขึ้นข้อมือระหว่างฝึกน้ำ

“เหมือนที่เกิดกับข้าหรือเจ้าคะ”

“คล้ายกัน” เสิ่นซูเหอตอบ “แต่เรายังบอกไม่ได้ว่ากลไกเหมือนกันทั้งหมด เจ้าผ่านการผนึกมาสิบสามปีแล้ว สภาพเส้นปราณเปลี่ยนไป”

อาจารย์ฉินพลิกกลับไปดูด้านหน้า

“ที่สำคัญ เขาเขียนชัดว่าทดสอบกับแบบจำลองเท่านั้น ยังไม่ใช้กับคน”

เยว่ซีอ่านบรรทัดนั้นตาม

ความหวังที่พุ่งขึ้นเมื่อครู่ค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ในระดับที่นางจับมันไว้ได้

“แต่ใช้ศึกษาเพิ่มได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”

“ได้ และอาจช่วยให้เรารู้ว่าบิดาเจ้าพบอะไรไปแล้วบ้าง”

เสิ่นซูเหอยิ้มบาง ๆ

“เราจะไม่ต้องเริ่มจากกระดาษเปล่า”

เยว่ซีพยักหน้า

นางเลื่อนสายตาไปยังมุมล่าง ซึ่งมีรอยหมึกต่างจากส่วนอื่นเล็กน้อย

ข้อความสั้น ๆ เขียนแทรกอยู่ข้างภาพมือ

วันนี้เยว่ซีหยุดปราณพฤกษาได้เองก่อนจับถ้วย ใช้เวลาสามลมหายใจ

นางอ่านซ้ำ

“ข้าเคยทำได้…”

เสิ่นซูเหอก้มมองตาม

“ดูเหมือนบิดาเจ้าจดความก้าวหน้าไว้ด้วย”

เยว่ซีเปิดสมุดฝึกของตนเอง วางข้างสำเนากระดาษเก่า

ลายมือสองคนต่างกันมาก ของบิดาเรียบร้อยกว่า ส่วนของนางมีรอยหมึกเลอะตรงคำว่า ถึงถ้วย

นางแตะขอบสมุดเบา ๆ

ตอนอายุห้าขวบ พ่อเคยจดเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ให้นาง

ตอนอายุสิบแปด นางกำลังหัดจดมันด้วยตนเอง

⸻

สามวันต่อมา รถม้าจากเหมืองตะวันตกมาถึงชิงเสวียน

ผู้ป่วยหนักส่วนหนึ่งยังรักษาตัวในเมืองใกล้เหมือง หญิงสองคนที่มีชื่ออยู่ในจดหมายของลั่วชิงเหยาเดินทางมาพร้อมแพทย์ หลังอาการคงที่พอจะเคลื่อนย้ายได้

ซูหว่านชิงยืนรออยู่ใต้ชายคา

คำตอบจากคำถามที่ส่งไปยืนยันแล้วว่า ทั้งสองคือคนที่ยังหายไปจากรายชื่อของนาง

แต่เมื่อม่านรถเปิดออก นางกลับยืนนิ่งจนเยว่ซีต้องขยับเข้าไปใกล้

หญิงที่มีแผลเป็นข้างคิ้วนั่งพิงเบาะ ขาทั้งสองคลุมด้วยผ้าห่ม อีกคนประคองแขนที่พันผ้าไว้แนบอก

ทั้งสามมองกันอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วหญิงบนรถก็เรียก

“หว่านชิง”

ซูหว่านชิงยกมือปิดปาก

นางเดินเข้าไปสองก้าว ก่อนหยุดตรงหน้ารถราวกับกลัวว่าหากเร็วเกินไป คนตรงหน้าจะหายไป

“ข้าตามหาพวกเจ้าอยู่”

หญิงที่พันแขนยื่นมือข้างที่ยังใช้ได้ออกมา

ซูหว่านชิงจับมันไว้ทันที

“พวกข้าก็รอ”

ไม่มีใครถามว่าทำไมจึงมาช้า

อาจารย์ฉินให้คนยกเก้าอี้รองรับหญิงที่เดินไม่ได้ แล้วพาทั้งหมดเข้าเรือน ผู้ช่วยกำลังจะปิดประตูเพื่อกันลม แต่คนป่วยทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน

เยว่ซีเห็นมือที่จับชายผ้าห่มเกร็งขึ้น

นางจึงวางเก้าอี้ขวางไว้เบา ๆ

“เปิดไว้สักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะเอาฉากมาบังลมให้”

หญิงบนเก้าอี้พยักหน้า

พอฉากถูกนำมาตั้ง เยว่ซีจึงถอยออกมาให้ทั้งสามได้คุยกัน

ซูหว่านชิงนั่งข้างเตียง ฟังเพื่อนเล่าเรื่องทางเดินจากโรงพักฟื้นไปโรงคัดหิน เรื่องข้าวแข็ง และคนงานคนหนึ่งที่แอบแบ่งผักให้

เมื่อถูกถามถึงคนอื่น นางก้มหน้าลง

“พบอีกสามคนแล้ว ยังมีชีวิต”

มือที่จับกันแน่นขึ้น

“ส่วนอีกสองคน… ข้ารู้แล้วว่าพวกนางอยู่ที่ไหน”

ความเงียบทอดยาวอยู่ในห้อง

เยว่ซีเดินไปหยิบผ้าสะอาดเพิ่ม วางไว้ใกล้มือ แล้วออกมานั่งรอด้านนอก

บนรายชื่อทั้งเจ็ด ไม่มีช่องที่เขียนว่า ยังไม่ทราบ อีกแล้ว

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชื่อสองชื่อซึ่งมีวันที่เสียชีวิตกำกับอยู่เบาลงเลย

⸻

บ่ายวันเดียวกัน อาจารย์ฉินอนุญาตให้หลิงยวนถอดผ้าคล้องแขนเป็นช่วงสั้น ๆ

เขาวางแขนซ้ายบนเบาะตามคำสั่ง ขยับนิ้วช้า ๆ ขณะเยว่ซีนั่งคัดบันทึกอยู่ฝั่งตรงข้าม

“อย่าจับพู่กัน” นางกล่าวโดยไม่เงยหน้า

“ข้ายังไม่ได้จับ”

“ท่านมองมันอยู่”

“ข้ามองสมุดเจ้า”

เยว่ซีเงยหน้าขึ้น พบว่าเขามองสมุดจริง ๆ จึงก้มลงเขียนต่ออย่างรวดเร็ว

หลิงยวนไม่ได้ทักเรื่องใบหูที่เริ่มแดงของนาง

ครู่หนึ่งนางจึงเลื่อนสำเนาบันทึกบิดามาตรงกลาง

“ท่านเคยเห็นเขาทดลองสิ่งนี้หรือไม่”

“เห็นเขาขีดแก้หลายครั้ง แต่ตอนนั้นข้าเรียนวิชาตัดพันธะเป็นหลัก เขายังไม่ได้ให้ข้าลองแบบนี้”

เยว่ซีพยักหน้า

“ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดปราณอีกสายจึงตื่น ทั้งที่ข้าไม่ได้เรียกมัน”

“เราจะต้องดูทั้งทางที่เจ้าส่งปราณออก และทางที่มันกลับ”

นางมองภาพวงกลมห้าวง

“ทางกลับ?”

หลิงยวนใช้นิ้วขวาชี้ลูกศรเล็ก ๆ ซึ่งแทบกลืนไปกับเส้นแก้

“ตอนเจ้าหยุดใช้ปราณ มันไม่ได้หายไป ต้องกลับเข้าสู่ส่วนที่กักไว้ หากส่วนเดิมยังเต็มหรือทางผ่านตึง มันอาจผลักสายที่อยู่ข้างกัน”

เยว่ซีอ่านหมายเหตุรอบภาพอีกครั้ง

ตรงมุมหนึ่งมีรอยขีดฆ่าคำว่า เพิ่มแรงกัก แล้วเขียนแทนว่า

เว้นที่ให้ปราณกลับ

นางนึกถึงวันที่พยายามดันความร้อนในแขนกลับจนมันยิ่งแรงขึ้น

“ถ้าเช่นนั้น การกดให้สงบอย่างเดียวอาจไม่พอ”

“อาจเป็นเช่นนั้น”

หลิงยวนยังไม่สรุปแทนการทดสอบ

เยว่ซีหยิบกระดาษแผ่นใหม่มาจดคำถาม ก่อนลุกไปตามเสิ่นซูเหอ

คราวนี้นางไม่ได้ขอให้เปิดผนึกเพิ่ม

นางขอดูว่าในแบบจำลอง ปราณที่ถูกปล่อยออกไปจะกลับเข้าที่เดิมอย่างไร

⸻

การทดลองเริ่มขึ้นในห้องอาคมหลังเรือนโอสถ

ไม่มีผู้ใดนั่งอยู่กลางวง มีเพียงผลึกขนาดเล็กห้าชิ้นอยู่บนถาดหิน ใช้ปราณปริมาณต่ำจนหากแตกก็ไม่เกินขอบม่านป้องกัน

แบบแรกทำตามส่วนที่อ่านได้ครบจากบันทึก

แสงสีเขียวเคลื่อนออกจากผลึกหนึ่งชิ้น ผ่านร่องอาคม แล้วหยุดตามคำสั่ง

ทันทีที่ไหลย้อนกลับ แสงข้างเคียงก็กระตุก

เสิ่นซูเหอตัดการทดลอง

เยว่ซีมองจุดที่สั่น ไม่ได้มองผลึกชิ้นแรก

“ตรงนั้นเริ่มก่อนเจ้าค่ะ”

อาจารย์ฉินก้มตรวจร่องอาคม

“เห็นแล้ว”

พวกเขาลองอีกครั้งโดยลดปริมาณปราณ ผลยังคล้ายเดิม แม้แรงสะท้อนจะน้อยลง

หลิงยวนนั่งอยู่ด้านนอกวง มองเส้นทางบนถาดแล้วกล่าวขึ้น

“อย่าเพิ่งเปลี่ยนแรงกัก ตรวจรอยต่อนี้ก่อน”

เสิ่นซูเหอเลื่อนตะเกียงเข้ามา

ร่องอาคมสองเส้นตัดกันตรงจุดแคบที่สุด เส้นหนึ่งเป็นทางกลับ อีกเส้นคอยประคองผลึกข้างเคียง

เมื่อปราณย้อนเข้า จึงรบกวนอีกส่วนทันที

พวกเขาแยกรอยต่อบนถาดทดลองออกจากกัน แล้วเริ่มใหม่ด้วยปริมาณเท่าเดิม

แสงสีเขียวเคลื่อนไป

หยุด

ไหลกลับ

ผลึกข้างเคียงยังมืดสนิท

เยว่ซีกลั้นหายใจอยู่จนเสิ่นซูเหอวางมือลง

“ครั้งนี้ไม่รบกวนอีกสาย” นางกล่าว

อาจารย์ฉินจดผลทันที

“ทดสอบซ้ำก่อน และอย่าเพิ่งเอาไปเทียบกับร่างคน เส้นปราณคนไม่ได้แยกย้ายง่ายเหมือนขีดร่องบนหิน”

เยว่ซีพยักหน้ารัว ๆ

นางเข้าใจว่ายังเหลือทางอีกไกล

แต่ครั้งนี้พวกเขารู้แล้วว่าควรมองตรงไหน

ระหว่างเก็บถาด เสิ่นซูเหอพลิกสำเนากระดาษของหลินจิ้งเหยียนขึ้นเทียบกับแสง แล้วหยุดมือ

“หลิงยวน มาดูนี่”

มุมล่างของภาพมีเส้นบางมากซ่อนอยู่ใต้รอยพับเก่า เมื่อคลี่ให้ตรงจึงเห็นว่ามันลากแยกจากวงทั้งห้าออกไปนอกภาพ

ปลายเส้นมีอักษรเพียงสี่คำ

ให้ฐานผนึกพักได้

เยว่ซีเงยหน้ามองหลิงยวน

เขามองข้อความนั้นนิ่งเช่นกัน

นี่เป็นบันทึกที่เขียนก่อนคืนจันทร์ดับ ก่อนที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะต้องรับภาระไว้ในร่างกายตลอดสิบสามปี

บิดาของนางไม่ได้ออกแบบให้ผู้ประคองผนึกต้องแบกรับมันโดยไม่มีวันวาง

เสิ่นซูเหอเลื่อนตะเกียงให้สว่างขึ้น

ใต้รอยพับยังมีตัวอักษรอีกบรรทัดหนึ่ง

ต้องทำฐานสำรองให้ครบก่อนถอนผู้คุม

เยว่ซีค่อย ๆ วางสมุดของตนลงข้างกระดาษเก่า

“เช่นนั้นเราจะเริ่มหาว่าฐานสำรองที่เหลือทำอย่างไร”

หลิงยวนหันมามองนาง

นางจับมือขวาของเขาไว้ ก่อนมองกลับไปยังภาพที่บิดาวาดค้างไว้

“ครั้งนี้ข้าอยากให้ท่านได้พักจริง ๆ”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status