Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 54 — ชื่อที่เกือบเรียกออกมา

Share

บทที่ 54 — ชื่อที่เกือบเรียกออกมา

last update publish date: 2026-10-22 11:20:27

ระหว่างทางเดินผ่านลานฝึก

“อายุสิบปี ข้าฝึกกระบี่จนหักไปเจ็ดเล่มแล้ว”

เสียงจากลานด้านล่างทำให้หลินเยว่ซีหยุดเท้า

ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งกำลังยกกระบี่ไม้ขึ้นอวดเพื่อน อีกสองคนยืนฟังด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งเบื่อ ขณะที่คนพูดยังเล่าต่อว่าตนเคยประลองชนะใครบ้าง

เยว่ซีเผลอหันไปทางซ้าย

คำพูดเกือบหลุดจากปาก

เจ้าว่าคราวนี้เป็นเพราะกระบี่ราคาถูกอีกหรือไม่

แต่ข้างกายนางมีเพียงราวระเบียง

ไม่มีหญิงสาวที่ยืนกลั้นหัวเราะแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยกัน

ลมเช้าพัดชายแขนเสื้อผ่านหลังมือ เยว่ซีค่อย ๆ หันกลับมา มองศิษย์กลุ่มนั้นเดินลงจากลานจนลับสายตา

วันแรกที่มาถึงชิงเสวียน นางเองก็เคยยืนฟังใครบางคนโอ้อวดเช่นนี้

แล้วเสี่ยวถังก็กระซิบเรื่องกระบี่ราคาถูก

ทั้งสองหัวเราะจนคนด้านหน้าหันมอง ก่อนพร้อมใจกันแหงนหน้าดูฟ้าราวกับไม่เคยได้ยินอะไร

ตอนนั้นทุกอย่างยังง่ายนัก

นางยังไม่ต้องคิดว่าคำใดจริง มือที่ยื่นมาจะพาไปที่ใด และคนที่เรียกว่าเพื่อนกำลังปิดบังอะไรไว้บ้าง

“เยว่ซี”

นางหันตามเสียง

โม่หลิงยวนยืนอยู่ตรงหัวบันได ในมือถือสมุดปกเทาสองเล่ม เขามองเลยไปยังทางเดินว่างข้างนาง ก่อนกลับมาสบตา

“เจ้ารอใครอยู่หรือ”

เยว่ซีส่ายหน้า แล้วหยุดไปนิดหนึ่ง

“ข้าเพิ่งนึกถึงคนที่ไม่ได้เดินด้วยกันนานแล้ว”

หลิงยวนไม่ได้เร่งถาม

นางจึงเดินลงบันไดไปหาเขาเอง

“เช้านี้จะตรวจรางต่อหรือ”

“ตรวจของที่ถูกนำออกจากเรือนคุมขัง ก่อนจะเริ่มรื้อส่วนที่เหลือ”

เขาส่งสมุดเล่มบางให้นาง

“ผู้อาวุโสสวี่ให้เจ้าช่วยเทียบรายการ หากแขนยังเมื่อยอยู่ เพียงสำรวจก็เพียงพอ”

เยว่ซีรับมา เปิดดูหน้าแรก

รายการแรกเป็นเหล็กค้ำฐาน

รายการถัดมาเป็นถังน้ำ เครื่องนอน และตะเกียง

สิ่งธรรมดาจนหากไม่ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อวาน นางคงไม่คิดว่าต้องตรวจมันทีละชิ้น

“ท่านคิดว่ามีคนจะมานำของออกหรือ”

“ข้ายังไม่รู้”

หลิงยวนเดินเคียงลงมาตามทาง

“จึงต้องนับให้ครบก่อนเขามาถึง”

⸻

โรงเก็บของข้างเรือนคุมขังถูกเปิดประตูทั้งสองบาน

ผู้อาวุโสสวี่นั่งอยู่หน้ากองรางโลหะที่ถอดออกแล้ว ส่วนผู้คุมกำลังแยกตะเกียงและเครื่องมือออกเป็นหมวด ห่อผ้าปิดตราวางเรียงบนโต๊ะอีกฝั่ง ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้นำของออกนอกลาน

เยว่ซีรับหน้าที่อ่านรายการให้ศิษย์สองคนตรวจจำนวน

นางไม่ต้องแตะของที่ยังไม่ผ่านการตรวจ และไม่ต้องฝืนใช้ปราณในวันที่แขนยังล้า

แต่เมื่ออ่านถึงแถวที่สิบเจ็ด นางก็หยุด

“ถุงใส่หมุดสิบสองถุง เหตุใดตรงนี้มีสิบเอ็ด”

ศิษย์ผู้ตรวจนับก้มลงใหม่

“อาจอยู่ใต้ผ้า”

พวกเขายกผ้าคลุมออก

ยังมีสิบเอ็ดถุง

ผู้อาวุโสสวี่เงยหน้าทันที

“ถุงใดหาย”

เยว่ซีพลิกหน้ากระดาษกลับไปดูรายละเอียด

“หมุดยึดรางที่ถอนจากทางแยกฝั่งตะวันออกเจ้าค่ะ”

หลิงยวนวางสมุดในมือลง

หัวหน้าผู้คุมเรียกคนที่รับหน้าที่เก็บหมุดเมื่อคืนเข้ามา ศิษย์ผู้นั้นหน้าซีดเมื่อเห็นช่องว่างบนโต๊ะ แต่ยังตอบได้ชัดเจน

“ข้าใส่ถุงแล้วผูกตราครบ ก่อนส่งให้คนเฝ้าโรงเก็บของ”

“ผู้ใดรับ” หลิงยวนถาม

อีกฝ่ายบอกชื่อ

ผู้คุมคนนั้นถูกเรียกมาตรวจสมุดส่งมอบ เขายืนยันว่ารับสิบสองถุง และมีศิษย์อีกคนลงชื่อเป็นพยาน

เยว่ซีก้มดูรอยหมึก

เลขสิบสองถูกเขียนไว้ก่อนลงตรา ไม่มีรอยแก้

นางจึงเลื่อนสายตาจากโต๊ะไปยังพื้น

ใต้ช่องว่างมีผงสีขาวบาง ๆ ต่างจากฝุ่นดำที่ติดมากับโลหะ

“เมื่อคืนของพวกนี้วางอยู่ตรงนี้ตลอดหรือไม่เจ้าคะ”

“ตอนแรกอยู่ริมประตู” ผู้คุมตอบ “ฝนสาดเข้ามาจึงย้ายลึกเข้าไป”

เยว่ซีเดินตามรอยผงไปสองก้าว ก่อนคุกเข่าลงข้างตะกร้าเครื่องนอน

ถุงผ้าเล็กสีเทาค้างอยู่ระหว่างขาตั้งกับขอบตะกร้า

นางไม่ยื่นมือหยิบ

“อยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ”

ผู้คุมเข้ามาตรวจตราก่อนนำขึ้นวางบนโต๊ะ

เชือกยังผูกแน่น ตราปิดไม่แตก ผู้อาวุโสสวี่เปิดต่อหน้าทุกคนแล้วนับหมุดภายใน ครบตามจำนวน

ศิษย์ผู้เก็บของเมื่อคืนถึงกับยกมือเช็ดเหงื่อ

“คงหล่นตอนย้ายโต๊ะ ข้าสะเพร่าเอง”

หลิงยวนมองระยะจากตำแหน่งโต๊ะเดิมถึงตะกร้า

“บันทึกว่าพบที่ใดไว้ด้วย”

เขาไม่ได้กล่าวหาผู้ใด แต่ก็ยังไม่ปล่อยให้เรื่องจบด้วยคำว่าคงจะ

เยว่ซีกลับมองตะกร้าเครื่องนอน

ด้านข้างมีป้ายไม้เล็กแขวนไว้

ส่งซักก่อนยามอู่

นางพลิกสมุดกลับไปยังหน้ารายการผ้า

“เมื่อคืนมีคำสั่งห้ามเคลื่อนของออกแล้ว เหตุใดป้ายนี้ยังแขวนอยู่”

หัวหน้าผู้คุมเดินเข้ามาดู

“เป็นป้ายจากรอบส่งซักเดิม ยังไม่ได้ปลด”

“แล้วคนที่มารับจะรู้หรือไม่ว่าห้ามนำออก”

คำถามนั้นทำให้ผู้คุมหันไปเรียกศิษย์หน้าประตูทันที

หลิงยวนรับป้ายไม้ไปพลิกดูด้านหลัง

มีหมายเลขงาน วันที่ และชื่อผู้รับผิดชอบ

เขาลูบรอยเชือกใหม่ตรงรูแขวน ก่อนเงยหน้าขึ้น

“ตรวจป้ายทุกใบ เทียบกับคำสั่งต้นฉบับ อย่าใช้ป้ายที่ติดอยู่กับของเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว”

เยว่ซีมองถุงหมุดซึ่งถูกเก็บกลับขึ้นโต๊ะ

หากวันนี้พวกเขานับเพียงเครื่องนอนตามป้าย ถุงใบนั้นอาจถูกนำออกจากลานไปด้วย

นางยังไม่รู้ว่ามันตกลงไปเองหรือมีคนวางไว้

แต่ความต่างระหว่างสองอย่างนั้น อาจหมายถึงคนที่ยังเข้าถึงเรือนคุมขังได้

⸻

ใกล้เที่ยง หอวินัยส่งบัญชีผู้รับงานมาถึง

เยว่ซีช่วยแยกแผ่นที่เกี่ยวกับโรงซักออกให้หัวหน้าผู้คุม ขณะที่หลิงยวนตรวจคำสั่งส่งของซึ่งออกหลังปิดเรือนเหนือ

ชื่อนับสิบผ่านสายตานาง

จนถึงชื่อหนึ่ง

เสี่ยวถัง

ปลายนิ้วเยว่ซีหยุดอยู่ตรงขอบกระดาษ

ใต้ชื่อระบุหน้าที่คัดแยกผ้าและขนเชื้อเพลิง ภายใต้การดูแลของศิษย์ผู้ควบคุม ห้ามเข้าเขตเรือนคุมขังและห้ามรับงานนอกสำนัก

เยว่ซีอ่านเพียงเท่าที่อยู่ตรงหน้า ไม่พลิกหาประวัติส่วนอื่น

แต่ความทรงจำซึ่งนางพยายามวางไว้ตั้งแต่เช้ากลับเคลื่อนเข้ามาอีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่มีเสียงหัวเราะ

นางจำความรู้สึกในวันที่ทะเลาะกันได้ชัดกว่าถ้อยคำ

เสี่ยวถังต้องการช่วยพี่ชาย

ความกลัวทำให้อีกฝ่ายไม่ยอมถอย ส่วนเยว่ซีไม่อาจยอมรับการตัดสินใจที่นำตนเข้าไปอยู่ในอันตรายโดยไม่บอกความจริง

ยิ่งพูด ทั้งสองยิ่งได้ยินคนละเรื่อง

เสี่ยวถังพูดถึงคนในครอบครัวที่อาจสูญเสีย

เยว่ซีถามว่าเหตุใดความเป็นเพื่อนของพวกนางจึงไม่มากพอให้บอกกัน

สิ่งที่เจ็บที่สุดไม่ใช่การรู้ว่าเสี่ยวถังรักพี่ชายมากเพียงใด

นางเข้าใจความรู้สึกนั้น

หากมีหนทางช่วยบิดามารดา เยว่ซีก็คงคว้าไว้จนมือเลือดไหล

แต่ความเข้าใจไม่ได้ทำให้ความหวาดกลัวในวันที่ถูกพาไปเผชิญอันตรายหายไป และไม่ได้ตอบคำถามว่านางจะกล้าฝากชีวิตไว้กับเพื่อนคนเดิมอีกได้อย่างไร

“แผ่นนี้ตรวจแล้วหรือยัง”

เสียงหัวหน้าผู้คุมทำให้นางเงยหน้า

เยว่ซีส่งกระดาษให้

“รายชื่อผู้ทำงานโรงซักเจ้าค่ะ แต่ไม่มีผู้ใดในหน้านี้ได้รับอนุญาตให้เข้ามารับของเอง”

อีกฝ่ายรับไปอ่าน ก่อนขีดเครื่องหมายไว้ตรงหัวกระดาษ

เยว่ซีถอนมือกลับ

หลิงยวนมองนางจากอีกด้านของโต๊ะ แต่รอจนทุกคนแยกย้ายไปตรวจของจึงเดินเข้ามา

“เจ้าพักก่อนได้”

“ข้าไม่ได้เหนื่อย”

เขาเหลือบมองกระดาษที่นางส่งไปแล้ว

“ข้าไม่ได้หมายถึงแขนเจ้า”

เยว่ซีเงียบ

นางเดินออกไปยังชายคา มองศิษย์ขนถังน้ำผ่านลานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น

“บางครั้งข้าก็คิดถึงนาง”

หลิงยวนหยุดข้างเสา ไม่ขวางทางลม

“แต่พอนึกถึงวันที่เกิดเรื่อง ข้าก็ไม่อยากพบอีก” นางพูดต่อ “ข้าไม่รู้ว่าตนเองต้องการอย่างไรกันแน่”

“วันนี้จำเป็นต้องตัดสินหรือ”

เยว่ซีหันมองเขา

“ไม่จำเป็น”

“เช่นนั้นก็ยังไม่ต้อง”

คำตอบสั้นจนเยว่ซีหลุดยิ้มจาง ๆ

“ท่านไม่คิดจะบอกข้าว่าควรใจกว้างหรือ”

หลิงยวนมองนางตรง ๆ

“คนที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจคือเจ้า”

เขายื่นกระบอกน้ำให้

เยว่ซีรับมา มือทั้งสองแตะกันชั่วครู่ ความอุ่นจากปลายนิ้วทำให้นางคลายแรงที่กำขอบแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว

“ข้ายังไม่พร้อมฟังคำขอโทษเดิมอีกครั้ง”

“หากได้พบกัน เจ้าบอกนางเช่นนั้นได้”

เยว่ซีดื่มน้ำ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ

อย่างน้อยนางก็ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนไม่เคยคิดถึงเสี่ยวถัง เพื่อพิสูจน์ว่าตนยังเจ็บอยู่

⸻

บ่ายนั้น พวกเขาพบป้ายส่งของผิดปกติอีกสองใบ

ใบแรกระบุวันที่ถูกต้อง แต่ใช้ชื่อผู้ดูแลซึ่งถูกย้ายหน้าที่ไปแล้ว

ใบที่สองเป็นงานซึ่งไม่มีอยู่ในสมุดต้นฉบับ

ทั้งสองใบสั่งให้นำของออกทางประตูเล็กด้านตะวันตก

หลิงยวนให้ผู้คุมเปลี่ยนจุดเก็บของที่ผ่านการตรวจ แยกผู้ถือกุญแจออกจากผู้ลงชื่ออนุญาต และส่งคนไปตรวจโรงซักโดยไม่ประกาศเรื่องป้ายปลอมให้คนทั้งสำนักรู้

“เหตุใดไม่ปิดประตูตะวันตกเลยเจ้าคะ” เยว่ซีถาม

“ปิดการขนของแล้ว แต่ยังให้คนเดินตามปกติ”

เขาวางป้ายทั้งสองเคียงกัน

“คนทำอาจรอดูว่าเราพบหรือยัง หากทุกคนวิ่งวุ่นไปทางเดียวกัน เขาจะรู้ก่อนที่เราจะเห็นตัว”

ผู้อาวุโสสวี่ยกหมุดจากถุงขึ้นมาหนึ่งตัว

“ของพวกนี้ใช้เปิดห้องขังไม่ได้ แต่มีร่องซึ่งบอกวิธีประกบทางส่งปราณ ผู้ที่ได้ไปอาจนำไปเทียบกับรางส่วนอื่น”

“เช่นนั้นคนที่ต้องการมันอาจยังมีรางอยู่” เยว่ซีกล่าว

“หรือกำลังหารางที่ต่อกัน” หลิงยวนตอบ “ตอนนี้ยังแยกไม่ได้”

เขาสั่งให้คัดรูปร่องหมุดไว้ แล้วปิดถุงเดิมด้วยตราใหม่

เยว่ซีมองออกไปนอกประตู

เมื่อเช้านางยังคิดว่าอันตรายคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น

ตอนนี้สิ่งที่น่าจับตากลับเป็นมือของคนที่เปลี่ยนป้ายบนตะกร้าได้โดยไม่มีผู้ใดสงสัย

⸻

ก่อนกลับเรือน เยว่ซีแวะไปหายายหวัง

หญิงชรากำลังรื้อชายเสื้อเก่าเพื่อเปลี่ยนด้ายที่เปื่อย เมื่อเห็นนางก็เลื่อนตะกร้าออกจากเก้าอี้ข้างตัว

“มาช่วยร้อยเข็มหน่อย ตาข้ามองรูมันไม่ชัดแล้ว”

เยว่ซีนั่งลง รับด้ายมาบิดปลาย

นางลองสองครั้งจึงร้อยผ่าน

ยายหวังรับกลับไปโดยไม่ทักเรื่องที่นางเงียบกว่าปกติ

เสียงเข็มผ่านผ้าดังแผ่ว ๆ อยู่พักหนึ่ง

“ท่านยาย” เยว่ซีเรียก “ท่านเคยคิดถึงคนที่ทำให้ท่านเสียใจหรือไม่”

เข็มในมือหญิงชราหยุด

“เคยสิ”

“แล้วทำอย่างไรเจ้าคะ”

“ดูว่าเขายังทำให้ข้าเสียใจเรื่องเดิมอยู่หรือไม่”

เยว่ซีก้มมองเศษด้ายบนตัก

ยายหวังเย็บต่ออีกสองฝีเข็ม ก่อนถาม

“เสี่ยวถังหรือ”

นางพยักหน้า

“วันนี้เห็นชื่อในบัญชีงาน นางอยู่โรงซัก”

หญิงชราไม่ได้บอกให้ไปหา และไม่ได้ห้าม

“ตอนพวกเจ้าเข้ามาที่นี่ใหม่ ๆ มีเรื่องเล่าให้ข้าฟังไม่เว้นวัน” ยายหวังกล่าว “พักหลังเจ้าเล่าเรื่องคนเจ็บ เรื่องคุมขัง เรื่องคนตายเสียมาก”

เยว่ซีเงยหน้า

“ข้าก็มีเรื่องดีเล่าแล้ว เมื่อวันก่อนข้าช่วยเด็กจากโรงสูบน้ำได้”

“เรื่องนั้นเจ้าบอกข้าแล้วสามรอบ”

นางเม้มปาก

ยายหวังยิ้ม ก่อนใช้นิ้วแตะหน้าผากนางเบา ๆ

“ข้าไม่ได้เบื่อ ข้าอยากได้ยินเรื่องที่ทำให้เจ้าดีใจอีก”

เยว่ซีจับมือเหี่ยวย่นนั้นไว้ครู่หนึ่ง

นางมีคนที่รักอยู่ข้างกาย มีสิ่งที่ตนทำได้เพิ่มขึ้น และมีวันข้างหน้าที่อยากไปให้ถึง

ถึงอย่างนั้น เวลามีเรื่องน่าหัวเราะ บางครั้งนางก็ยังหันไปหาที่ว่างข้างตัวอยู่ดี

⸻

เมื่อกลับถึงเรือน โม่หลิงยวนยังไม่กลับจากหอวินัย

เยว่ซีจึงเปิดสมุดฝึก เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้ลงไปหนึ่งบรรทัด

ของครบตามจำนวน ไม่ได้แปลว่าวางอยู่ถูกที่

นางมองประโยคนั้น แล้ววางพู่กัน

เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านนอก

ผู้มาถึงเป็นศิษย์หญิงจากหอวินัย ในมือถือห่อกระดาษเล็กซึ่งปิดตราไว้

“ศิษย์พี่โม่ให้ข้ามาบอกว่า คืนนี้ท่านต้องตรวจคำให้การต่อ อาจกลับช้า”

“พบคนเปลี่ยนป้ายแล้วหรือ”

“ยัง แต่มีผู้มารายงานสิ่งผิดปกติจากโรงซัก”

เยว่ซีลุกขึ้น

ศิษย์หญิงพูดต่อ

“นางพบใบรับงานซึ่งใช้หมายเลขป้ายประจำตัวของตน ทั้งที่ป้ายถูกหอวินัยเก็บไว้ตั้งแต่ถูกลงโทษ จึงนำมาให้ผู้ควบคุมตรวจทันที”

มือเยว่ซีซึ่งกำลังปิดสมุดหยุดลง

“เสี่ยวถัง?”

“ใช่”

ห้องเงียบไปชั่วขณะ

คราวก่อน ความกลัวเรื่องพี่ชายทำให้เสี่ยวถังเลือกปิดบัง

คราวนี้นางนำสิ่งที่อาจทำให้ตนถูกสงสัยไปให้หอวินัยด้วยมือของตนเอง

เยว่ซียังไม่รู้ว่าใบรับงานนั้นเกี่ยวกับอะไร และการกระทำเพียงครั้งเดียวไม่ได้ทำให้นางวางใจได้ทั้งหมด

แต่นางได้ยินความต่างนั้นชัดเจน

“แล้วเหตุใดจึงมาบอกข้าเจ้าคะ”

ศิษย์หญิงวางห่อกระดาษลงบนโต๊ะ โดยไม่เปิดตรา

“นี่เป็นสำเนารูปป้ายที่ศิษย์พี่โม่ให้เจ้าดู ว่าตรงกับป้ายผิดปกติที่พบเมื่อเช้าหรือไม่ พรุ่งนี้เช้าจะเทียบต้นฉบับอีกครั้ง”

เยว่ซีพยักหน้า

อีกฝ่ายลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“เสี่ยวถังฝากถามผ่านผู้ควบคุมด้วยว่า หากต้องให้การต่อหน้าเจ้า เจ้าจะยินยอมหรือไม่ นางบอกว่าถ้าเจ้าไม่สะดวก นางจะให้การแยก”

เยว่ซีมองเก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้ามโต๊ะ

นางเคยนึกว่าหากได้พบกันอีก เสี่ยวถังคงเรียกชื่อแล้วรีบเดินเข้ามาเหมือนแต่ก่อน

แต่ตอนนี้อีกฝ่ายหยุดรออยู่ไกลถึงหอวินัย และฝากถามก่อนแม้กระทั่งเรื่องที่จะต้องนั่งในห้องเดียวกัน

เยว่ซีค่อย ๆ ปิดสมุดฝึก

“ข้าจะไปฟังเรื่องใบรับงาน”

นางเงยหน้าขึ้น

“บอกนางว่า ข้าจะไปพรุ่งนี้เช้า”

หลังศิษย์หญิงจากไป เยว่ซีนั่งอยู่กับห่อกระดาษอีกครู่หนึ่ง ก่อนแกะตราตามที่ได้รับอนุญาต

ภาพป้ายบนสำเนามีหมายเลขซึ่งเขียนชัดเจน

ใต้ภาพนั้น หลิงยวนเขียนกำกับไว้ด้วยลายมือของตนเอง

ใบรับงานออกเมื่อวาน ก่อนเราสั่งย้ายของ

เยว่ซีอ่านซ้ำ

คนทำป้ายเตรียมจะนำบางอย่างออกไป ตั้งแต่ก่อนพวกนางเริ่มตรวจโรงเก็บของในเช้าวันนี้

และเพื่อให้ผ่านประตูสำนักได้ คนผู้นั้นเลือกใช้ชื่อของเสี่ยวถัง

ชื่อของคนที่เคยถูกจับได้ว่าโกหกมาแล้ว

หากเรื่องแดงขึ้น คนส่วนใหญ่คงพร้อมเชื่อว่านางทำอีกครั้ง

เยว่ซีวางกระดาษลงช้า ๆ

พรุ่งนี้นางจะได้พบเพื่อนเก่า

และครั้งนี้ นางจะฟังให้จบก่อนตัดสิน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 61 — คนที่ถูกทิ้งไว้

    ก่อนฟ้าสาง รถม้าคันสุดท้ายหยุดอยู่หน้าเรือนเก่านอกเมืองชายสวมเสื้อคลุมมองคนสองคนที่ช่วยกันลากร่างผู้ป่วยออกมา ข้อเท้าของคนผู้นั้นครูดพื้น ทิ้งรอยเลือดจาง ๆ บนขั้นบันได“คนนี้ขึ้นรถไม่ได้แล้วขอรับ”ผู้คุมคนหนึ่งเปิดชายเสื้อให้ดูเส้นดำลามจากชายโครงขึ้นถึงลำคอ แม้ถูกกรอกยาไปสองครั้ง นิ้วมือของผู้ป่วยยังคงเกร็งกระตุก“เหลืออีกกี่คน”“ข้างในอีกหนึ่ง คนที่เคาะประตูเมื่อคืน”ชายสวมเสื้อคลุมหันไปมองเรือนประตูห้องด้านในถูกตอกไม้ขวางเพิ่ม รอยดำใต้ธรณีแผ่ออกมากกว่าเดิม“เอาคนนี้ขึ้นรถ ทิ้งคนข้างในไว้”ผู้คุมชะงัก“แต่หากคนของสำนักมาพบ—”“พวกมันจะมัวช่วยคน”คำตอบทำให้ไม่มีใครถามต่อชายสวมเสื้อคลุมหยิบแผ่นยันต์ออกมาสองแผ่น ส่งให้ลูกน้องที่ยังยืนอยู่“วางไว้ข้างเตา เมื่อได้ยินคนเปิดประตู ให้จุดไฟ”จากในห้อง เสียงแหบพร่าดังขึ้น“อย่า…ทิ้งข้า…”ชายผู้นั้นขึ้นรถโดยไม่หันกลับเสียงล้อบดผ่านดินชื้น กลบเสียงขอร้องจนหมด⸻“นั่งลงก่อน ข้าวจะเย็น”ยายหวังเลื่อนชามมาตรงหน้าเสี่ยวถังนางยืนอยู่ข้างโต๊ะตั้งแต่เข้าประตู มือจับชายแขนเสื้อแน่นจนเยว่ซีต้องดึงเก้าอี้ให้“ยายบอกเจ้า ไม่ได้บอกชาม”เสี่ยวถังรีบนั่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 60 — คราวนี้ข้าจะไม่หันกลับ

    กระบี่ไม้ของจ้าวเฉิงหลุดจากมือเป็นครั้งที่สามมันหมุนกลางอากาศ ก่อนโม่หลิงยวนจะใช้ปลายกระบี่เกี่ยวด้ามไว้แล้วส่งกลับมาจ้าวเฉิงรับทัน แต่ใบหน้าเริ่มร้อน“ข้าเปลี่ยนท่าแล้ว”“เท้ายังอยู่ที่เดิม”หลิงยวนใช้ปลายไม้แตะพื้นข้างรองเท้าเขา“เจ้าแก้กระบวนท่าด้านบน แต่เปิดทางด้านล่างให้ข้าเข้าถึงเหมือนเดิม”จ้าวเฉิงก้มมอง ก่อนถอยเท้าขวาครึ่งก้าว“เช่นนี้หรือ”“ลองดู”คราวนี้เขาไม่รีบฟันกระบี่ตั้งเฉียงคุมหน้าอก ฝีเท้าขยับตามหลิงยวนโดยไม่ก้าวยาวเกินไป เมื่ออีกฝ่ายเข้าประชิด จ้าวเฉิงจึงบิดข้อมือรับแล้วหมุนออกทางด้านข้างเสียงไม้กระทบกันดังติดกันสามครั้งเขารักษากระบี่ไว้ได้แต่ปลายกระบี่ของหลิงยวนหยุดอยู่ใต้ชายโครงแล้วจ้าวเฉิงนิ่งไป ก่อนถอนหายใจ“อย่างน้อยครั้งนี้ไม่หลุด”“เพราะเจ้ารู้แล้วว่าต้องรักษาสิ่งใด”เสียงตบมือดังจากริมลานหลินเยว่ซียืนอยู่ข้างเสี่ยวถัง ในมือมีถุงผ้ากับกระบอกน้ำจ้าวเฉิงหันไปทันที“เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ก่อนกระบี่เจ้าจะบินรอบที่สาม”“เช่นนั้นเจ้าพลาดสองรอบแรก”“น่าเสียดายจริง ๆ”เขาใช้กระบี่ชี้นาง“ข้าหมายถึงพลาดตอนที่ข้ายังมีแรง”หลิงยวนลดอาวุธลง“พักก่อน อีกครู่ลองให

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 59 — เสียงจากอีกฟาก

    “ซ้าย!”หลินเยว่ซีขยับแผ่นอาคมไปทางซ้ายเสียงแตกเปรี๊ยะดังขึ้นทันทีแสงบนโต๊ะดับวูบ ควันสีขาวลอยผ่านปลายจมูก ก่อนจ้าวเฉิงซึ่งยืนดูอยู่จะยกมือปัดหน้าตนเอง“ข้าเพิ่งล้างหน้ามา”เสี่ยวถังชะงักอยู่ฝั่งตรงข้ามฉากไม้“ข้าหมายถึงซ้ายของข้า”เยว่ซีมองแผ่นอาคมในมือ แล้วค่อย ๆ วางลง“เช่นนั้นซ้ายของเราสองคนคงไม่ถูกกัน”เสียงหัวเราะดังจากข้างโต๊ะเสิ่นซูเหอใช้พู่กันเคาะขอบถาด“เพราะเหตุนี้จึงต้องตกลงกันก่อนเริ่ม ต่อไปใช้ทิศตะวันออกกับตะวันตก”การฝึกวันนี้จัดในห้องปิดด้านหลังเรือนรักษา หลังเกิดเรื่องผู้บุกรุก ผู้ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาดูบนโต๊ะมีถาดอาคมสองใบ คั่นด้วยฉากไม้สูงระดับสายตา ปราณสำหรับฝึกมาจากหินปราณก้อนเล็กใต้ฐาน ไม่ได้ดึงจากผู้ฝึก หากเดินผิดทาง แสงจะดับและต้องเริ่มใหม่เยว่ซีทำหน้าที่เลื่อนแผ่นอาคมควบคุมทางเดิน ส่วนเสี่ยวถังมองปลายทางแล้วบอกทิศหอวินัยอนุญาตให้เสี่ยวถังร่วมการฝึกพื้นฐานภายใต้การดูแล ข้อจำกัดเรื่องภารกิจและเอกสารสำคัญยังคงเดิมนางมาถึงก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม พร้อมตำราที่คั่นหน้าด้วยเศษผ้าสามแห่งเยว่ซีเห็นแล้วไม่ได้กล่าวอะไรเพียงเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตร

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 58 — คนที่นางยอมให้เดินข้างกัน

    “ห้ามนำหนังสือฉบับนี้ไปถึงเรือนรักษา”โม่หลิงยวนวางกระดาษลงต่อหน้าศิษย์รับส่งข่าวชายหนุ่มหน้าเสียทันที“แต่ตราประทับ—”“เป็นของปลอม”หลินเยว่ซียืนอยู่ข้างโต๊ะ มองมือของอีกฝ่ายที่กำชายเสื้อแน่นขึ้นเขาเป็นผู้นำหนังสือขอข้อมูลเส้นปราณเข้ามาเมื่อวาน เช้านี้จึงถูกเรียกมาสอบถามต่อหน้าผู้ดูแลหอวินัย“ข้าไม่ได้เปิดอ่านขอรับ คนส่งมีป้ายผ่านด่านกับหนังสือจากสำนักผู้จัดงาน ข้าตรวจชื่อแล้วจึงรับมา”หลิงยวนไม่ได้กล่าวโทษ“เขารอคำตอบอยู่ที่ใด”“เรือนรับรองด้านนอก เขาบอกว่าต้องกลับก่อนเที่ยง”“มีใครไปแจ้งเขาหรือยังว่าเราสอบถามผู้จัดงานแล้ว”“ยังขอรับ”หลิงยวนหันไปหาผู้ดูแลหอวินัย“ให้เขารอต่อ ตรวจป้ายผ่านด่านกับรายชื่อผู้เดินทาง อย่าเพิ่งให้คนเข้าไปล้อมเรือน”เมื่อศิษย์ออกไป เยว่ซีจึงถาม“ท่านคิดว่าเขายังไม่รู้ว่าเราพบหนังสือปลอม?”“หากรู้แล้ว เขาคงไม่รอถึงเช้า”“หรือเขาไม่รู้ว่าตนถือของปลอมมา”หลิงยวนมองนาง ก่อนพยักหน้า“จึงต้องรู้ก่อนว่าเขารับมาจากใคร”บนโต๊ะมีหนังสือจริงจากผู้จัดงานวางเทียบอยู่ด้วยลายตราคล้ายกันมาก ทว่าเส้นขอบด้านหนึ่งของตราจริงบิ่นไปเล็กน้อย ส่วนตราปลอมกลับสมบูรณ์ผู้ปลอมอาจเ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 57 — สิ่งที่ยังพูดไม่จบ

    “หากข้าไม่ให้เจ้าลงประลองปราณ เจ้าจะทำอย่างไร”เสิ่นซูเหอถามขณะถอนนิ้วจากข้อมือหลินเยว่ซีนางมองประกาศรับสมัครบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้าตอบ“ถามท่านว่าข้ายังขาดสิ่งใด หากฝึกทันก็ขอรับการประเมินใหม่ หากไม่ทัน ข้าจะลงเฉพาะกระบี่”“ไม่คิดขอให้หลิงยวนมาช่วยพูดหรือ”“หากเขาพูดแล้วเส้นปราณข้าแข็งแรงขึ้นได้ ท่านคงไม่ต้องตรวจนานเพียงนี้”เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากประตูโม่หลิงยวนยืนถือจดหมายอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อใดเสิ่นซูเหอปล่อยแขนเสื้อนางลง“เช่นนั้นฟังให้ครบ ข้าอนุญาตให้เจ้ารับการประเมิน ยังไม่ได้อนุญาตให้ลงประลอง ใช้ได้เฉพาะปราณไม้กับปราณน้ำตามขอบเขตที่ฝึก ห้ามฝืนเปิดสายอื่น”เยว่ซีพยักหน้า“การประเมินจะดูอะไรบ้างเจ้าคะ”“ใช้พลังได้เพียงใด รับแรงสะท้อนได้เท่าใด และหยุดได้หรือไม่”“ข้อสุดท้ายข้าฝึกอยู่ทุกวัน”เสิ่นซูเหอเลื่อนประกาศกลับให้นาง“หยุดตอนเหนื่อยกับหยุดตอนกำลังจะชนะ เป็นคนละเรื่องกัน”เยว่ซีก้มมองชื่อประเภทการประลองบนกระดาษเมื่อครู่สายตานางยังหยุดอยู่ตรงคำว่าปราณคราวนี้นางอ่านกติกาด้านล่างจนจบ⸻หลิงยวนรออยู่ใต้ชายคาเยว่ซีเดินออกมาพร้อมประกาศที่พับเก็บเรียบร้อย สายตาเห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 56 — คนที่ยอมยืนอยู่ข้างหลัง

    กระบี่ไม้หลุดจากมือหลินเยว่ซีเป็นครั้งที่สี่มันกระแทกพื้น กลิ้งไปหยุดแทบเท้าจ้าวเฉิงเขาก้มเก็บขึ้นมา แต่ยังไม่ยอมส่งคืน“หากเจ้ามองแต่ข้อมือข้า ข้าก็เพียงเปลี่ยนมือ”เยว่ซีคลึงนิ้วซึ่งถูกบิดออกจากด้ามกระบี่“ท่านเพิ่งใช้วิธีนี้ได้ครั้งเดียว อย่าเพิ่งพูดเหมือนทำสำเร็จมาทั้งชีวิต”“แต่ครั้งเดียวก็ทำให้กระบี่เจ้าอยู่กับข้า”เขายกกระบี่สองเล่มขึ้นอย่างพอใจใต้ต้นสน โม่หลิงยวนปิดจดหมายที่เพิ่งอ่านจบ ก่อนเดินเข้ามากลางลาน“ลองใหม่ คราวนี้ดูไหล่ด้วย”จ้าวเฉิงคืนกระบี่แล้วตั้งท่าเยว่ซีขยับเท้าซ้ายไปข้างหน้าเล็กน้อย นางไม่รีบเข้าจับข้อมือเหมือนก่อน รอจนเขาฟันเฉียงจึงยกกระบี่รับเพียงให้คมเบนออกมือซ้ายเอื้อมเข้าหาด้ามจ้าวเฉิงยิ้มแล้วเปลี่ยนมือทันทีแต่เยว่ซีเห็นไหล่เขาขยับก่อนนางไม่ตามจับมือใหม่ กลับก้าวประชิด ใช้แขนกดท่อนแขนเขาเข้าหาลำตัว แล้วหมุนด้ามกระบี่ของตนค้ำใต้ด้ามอีกเล่มกระบี่จ้าวเฉิงกระดกขึ้นเขารีบคลายนิ้ว ก่อนข้อมือจะถูกงัดตามเสียงไม้ตกพื้นดังอีกครั้งคราวนี้เป็นกระบี่ของเขาเยว่ซีถอยพ้นระยะทันทีจ้าวเฉิงก้มมองมือว่าง แล้วหันไปหาโม่หลิงยวน“ศิษย์พี่ ท่านเพิ่งบอกให้นางดูไหล่ เ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status