Masukหลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้
“อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง
“เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห
เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต
“จุดรับของหมายเลขนี้อยู่ที่ใด”โม่หลิงยวนวางกระดาษกลับลงตรงหน้าเผยเหวินซูมือที่กำลังเลื่อนตามรหัสหยุดอยู่เหนือเลขสามตัว“เดิมเป็นลานพักเกวียนทางตะวันออกของคลอง แต่ข้าไม่อาจรับรองว่าพวกมันยังใช้ที่เดิม”หลิงยวนหันไปสั่งศิษย์หน้าประตู“แจ้งคนที่เฝ้าคลอง ให้ตรวจลานเกวียนและทางน้ำใกล้กัน ห้ามรอข้า”เมื่อศิษย์ออกไป เขาจึงกลับมาถามต่อ“ถ้าสถานที่ถูกเปลี่ยน คนขนส่งจะรู้ได้อย่างไร”เผยเหวินซูมองวงหมึกตรงมุมกระดาษ สีหน้ายังซีดอยู่“จะมีเครื่องหมายทิ้งไว้ที่จุดเดิม ใต้เสารับชายคาด้านที่หันเข้าถนน”“เครื่องหมายแบบใด”“สามขีดบอกให้ไปต่อ สองขีดให้รอ ถ้าเป็นวงกลม…”เขาหยุดไปครู่หนึ่งหลิงยวนรอโดยไม่เร่งคำถามซ้ำ“ให้ทำลายของที่พามา ณ จุดนั้น”ผู้จดบันทึกก้มหน้าลงเสียงพู่กันครูดกระดาษดังชัดในห้องเงียบหลิงยวนดึงแผนที่มาวาง“เขียนทุกทางออกที่เจ้าจำได้ แยกให้ชัดว่าเห็นเองหรือเพียงเคยได้ยิน”เผยเหวินซูรับพู่กันทันทีคราวนี้มือเขาเคลื่อนไหวเร็วกว่าเมื่อก่อน⸻ลานพักเกวียนอยู่ห่างจากถนนใหญ่เข้าไปในดงหลิวยามปกติ คนขับรถมักหยุดให้ม้ากินน้ำที่นั่นก่อนข้ามคลอง ทว่าคืนนี้กลับไม่มีตะเกียงแขวนอยู่แม้แต่ดวงเดี
ก่อนฟ้าสาง รถม้าคันสุดท้ายหยุดอยู่หน้าเรือนเก่านอกเมืองชายสวมเสื้อคลุมมองคนสองคนที่ช่วยกันลากร่างผู้ป่วยออกมา ข้อเท้าของคนผู้นั้นครูดพื้น ทิ้งรอยเลือดจาง ๆ บนขั้นบันได“คนนี้ขึ้นรถไม่ได้แล้วขอรับ”ผู้คุมคนหนึ่งเปิดชายเสื้อให้ดูเส้นดำลามจากชายโครงขึ้นถึงลำคอ แม้ถูกกรอกยาไปสองครั้ง นิ้วมือของผู้ป่วยยังคงเกร็งกระตุก“เหลืออีกกี่คน”“ข้างในอีกหนึ่ง คนที่เคาะประตูเมื่อคืน”ชายสวมเสื้อคลุมหันไปมองเรือนประตูห้องด้านในถูกตอกไม้ขวางเพิ่ม รอยดำใต้ธรณีแผ่ออกมากกว่าเดิม“เอาคนนี้ขึ้นรถ ทิ้งคนข้างในไว้”ผู้คุมชะงัก“แต่หากคนของสำนักมาพบ—”“พวกมันจะมัวช่วยคน”คำตอบทำให้ไม่มีใครถามต่อชายสวมเสื้อคลุมหยิบแผ่นยันต์ออกมาสองแผ่น ส่งให้ลูกน้องที่ยังยืนอยู่“วางไว้ข้างเตา เมื่อได้ยินคนเปิดประตู ให้จุดไฟ”จากในห้อง เสียงแหบพร่าดังขึ้น“อย่า…ทิ้งข้า…”ชายผู้นั้นขึ้นรถโดยไม่หันกลับเสียงล้อบดผ่านดินชื้น กลบเสียงขอร้องจนหมด⸻“นั่งลงก่อน ข้าวจะเย็น”ยายหวังเลื่อนชามมาตรงหน้าเสี่ยวถังนางยืนอยู่ข้างโต๊ะตั้งแต่เข้าประตู มือจับชายแขนเสื้อแน่นจนเยว่ซีต้องดึงเก้าอี้ให้“ยายบอกเจ้า ไม่ได้บอกชาม”เสี่ยวถังรีบนั่ง







