“ข้าไม่เห็นด้วย”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งผลักรายงานกลับไปกลางโต๊ะ
“เผยเหวินซูเคยช่วยเซี่ยจิ้งเหิงปกปิดการขนคน แก้บัญชี และหลอกพวกเรามาแล้ว วันนี้เขาบอกทางถูก มิได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่พาเราไปตาย”
ไม่มีใครรีบโต้
เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การจากโรงสีไว้ข้างรายงานนั้น
“ข้าจึงเรียกทุกคนมาหารือ ก่อนจะต้องตัดสินใจในวันที่ไม่มีเวลาเหลือ”
โม่หลิงยวนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เขาฟังจนอีกฝ่ายกล่าวจบจึงเอ่ยขึ้น
“คำเตือนเรื่องเรือช่วยคนของเรารอด แต่ยังไม่เพียงพอให้ปล่อยตัว”
ผู้อาวุโสผู้นั้นหันมอง
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด”
“ให้เขาถ่ายทอดสิ่งที่รู้จนคนอื่นใช้ได้ เริ่มจากเส้นทางส่งของ รหัส และวิธีจัดการสิ่งที่เซี่ยจิ้งเหิงทิ้งไว้ เราจะได้ไม่ต้องรอถามเขาทุกครั้งที่มีคนเจ็บ”
ผู้อาวุโสสวี่เคาะนิ้วลงบนโต๊ะ
“ส่วนไหนเกี่ยวกับอุปกรณ์ ข้าตรวจเอง เขาวาดได้ เราก็ต้องทำความเข้าใจได้”
เยี่ยจื้อหยวนเลื่อนบันทึกการตรวจเถียนลู่ออกมา
“แต่บางอย่างอยู่ในตัวคน ปราณที่ฝังไว้เมื่อคืนต่างจากของที่เคยพบ มันพยายามทำลายชีพจรเมื่อถูกกด ไม่ใช่เพียงรบกวนจิต”
“ถอนออกได้หรือไม่” เจ้าสำนักถาม
“หยุดไว้ได้แล้ว ยังต้องหาวิธีถอนให้หมดโดยไม่ทำลายเส้นปราณ”
ห้องเงียบลงอีกครั้ง
หลิงยวนมองรอยดำที่วาดอยู่ในบันทึก
“ให้เผยเหวินซูดูสำเนา หากเขารู้ ต้องบอกว่าเคยเห็นที่ไหน ใครทำ และตรวจยืนยันอย่างไร”
เจ้าสำนักพยักหน้า
“ยังคงคุมขังตามเดิม ส่วนความจำเป็นที่จะให้เขาออกมาช่วยภายใต้การควบคุม ข้าจะให้หอวินัยร่างเงื่อนไขไว้พิจารณา”
ผู้อาวุโสที่คัดค้านไม่ได้ยิ้มรับ
แต่คราวนี้เขาดึงรายงานกลับไปอ่านต่อ
⸻
ขณะเดียวกัน หน้าลานประลองมีเสียงโต้เถียงดังจนคนหันมอง
“ข้าไม่ได้จะลงแข่งวันนี้”
จ้าวเฉิงยืนอยู่หน้าจุดรับรองรายชื่อ กระบี่อยู่ในมือข้างที่ไม่เจ็บ ส่วนแขนอีกข้างยังคล้องผ้าไว้ตามคำสั่งอาจารย์ฉิน
ศิษย์ผู้ลงทะเบียนชี้ข้อความบนกระดาษ
“ข้าก็ไม่ได้ห้ามเจ้าแข่ง ข้าบอกว่าต้องมีหนังสือรับรองก่อนขึ้นลาน”
“เช่นนั้นเจ้าจะขีดชื่อข้าทำไม”
“ข้าขีดเส้นใต้คำว่ารอตรวจ!”
หลินเยว่ซีเดินเข้าไปทันได้ยินประโยคสุดท้าย
นางก้มดูสมุด แล้วหันมองจ้าวเฉิง
“เจ้าต่อรองกับเส้นใต้ด้วยหรือ”
“ข้ากำลังปกป้องชื่อเสียงของตน”
“ชื่อเจ้ายังอยู่ครบทุกตัว”
เสี่ยวถังที่ตามมาข้างหลังยื่นป้ายลงแข่งของตนให้ตรวจ ก่อนกระซิบ
“เขายืนเถียงตั้งแต่ข้ายังต่อแถวอยู่ท้ายลาน”
จ้าวเฉิงทำเป็นไม่ได้ยิน
เยว่ซีหยิบป้ายของตนออกมา ศิษย์ผู้ลงทะเบียนตรวจชื่อแล้วส่งคืน
“ปราณ ผ่านการคัดเลือก ใช้กระบี่ประกอบได้ตามกติกา ตรวจอาวุธอีกครั้งก่อนเริ่มรอบแรก”
นางพยักหน้า
เสี่ยวถังรับป้ายของตนกลับเช่นกัน บนไม้มีตราอนุญาตกำกับแยกไว้ การเข้าร่วมประลองภายในเขตที่กำหนดไม่ได้ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องภารกิจและเอกสารสำคัญของนาง
เยว่ซีเหลือบเห็นเพื่อนลูบตรานั้นด้วยนิ้วโป้ง
“ตื่นเต้นหรือ”
“มือเย็นจนข้าคิดว่าจะถือกระบี่ไม่อยู่”
“ตอนฝึกเจ้าถืออยู่”
“ตอนฝึกไม่มีคนหลายสำนักมอง”
จ้าวเฉิงยื่นหน้าเข้ามา
“มองข้าไว้ก็ได้ ข้าจะนั่งทำหน้าสงบให้เจ้าเห็น”
เสี่ยวถังมองผ้าคล้องแขนของเขา
“แล้วถ้าอาจารย์ฉินยังไม่ให้เจ้าลงแข่งเล่า”
“เช่นนั้นข้าคงสงบไม่ไหว”
เยว่ซีหัวเราะ ก่อนเสียงกระบี่กระทบกันจากลานด้านข้างจะทำให้นางหันไป
⸻
ศิษย์ต่างสำนักกำลังลองสนาม
แต่ละคนได้รับเวลาไม่นานเพื่อคุ้นกับพื้นและแนวเขต บางคนทดสอบระยะกระบี่ บางคนตรวจร่องดินกับแอ่งน้ำที่จัดไว้อย่างเท่าเทียมกัน
เหยียนอวี้หนิงยืนดูอยู่ริมลาน
เมื่อเยว่ซีเดินเข้าไป นางก็พยักหน้าไปทางชายหนุ่มชุดเขียวเข้มที่กำลังประมือกับคนของตน
“ดูเท้าเขา”
เยว่ซีมองตาม
ชายผู้นั้นถอยติดกันสามก้าว ดูคล้ายกำลังเสียเปรียบ แต่พอคู่ซ้อมก้าวตาม เขากลับหมุนส้นเท้า กระบี่แทงเฉียงออกจากข้างลำตัว
ปลายกระบี่หยุดตรงหน้าอกอีกฝ่ายพอดี
เสียงชมดังจากผู้ที่ยืนดู
“เขาทิ้งช่องไว้ให้ตาม” เยว่ซีพูด
อวี้หนิงพยักหน้า
“และคนที่ตามมักคิดว่าตนกำลังชนะ”
ชายชุดเขียวได้ยิน เขาหันมาพร้อมรอยยิ้ม
“ศิษย์น้องเห็นเช่นนั้น ลองสักกระบวนท่าหรือไม่”
เยว่ซีมองกระบี่ในมือเขา
ยังเป็นอาวุธจริง แม้คมจะหุ้มปลอกสำหรับฝึกไว้แล้ว
ผู้ดูแลลานขยับเข้ามา
“ผู้ใดยังไม่ผ่านการตรวจร่างกายวันนี้ ห้ามประมือเพิ่ม”
เยว่ซียกมือที่ยังพันผ้าบางให้ดู
“คงต้องรอบนลานจริงเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มมองผ้าพันมือ แล้วเลื่อนสายตาไปที่ป้ายปราณข้างเอวนาง
“หลินเยว่ซี?”
เสียงพูดคุยรอบข้างเบาลงนิดหนึ่ง
นางไม่ได้หลบตา
“ใช่”
“ได้ยินว่าเจ้าใช้ได้มากกว่าหนึ่งสาย”
อวี้หนิงหันมองทันที
เยว่ซีตอบเพียงว่า
“ถึงวันแข่งท่านก็ได้เห็น”
ชายหนุ่มหัวเราะ
“เช่นนั้นข้าจะรอดู”
เขาคำนับตามมารยาทแล้วกลับไปเก็บกระบี่ ไม่ได้พูดจาดูหมิ่นหรือรบเร้าต่อ
แต่เยว่ซีรู้แล้วว่า ต่อให้ไม่มีม้วนกระดาษของเฉินซู่ คนบางส่วนก็เดินทางมาพร้อมเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางอยู่ก่อน
อวี้หนิงกอดอก
“อย่าเอาทุกคำถามมาคิดจนคืนนี้ไม่ได้นอน”
“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย”
“เจ้าจับป้ายแน่นจนเชือกจะขาด”
เยว่ซีคลายมือ
จ้าวเฉิงเดินมาหยุดข้างนาง
“หากอยากให้คนเลิกถามเรื่องปราณ เจ้าลองประกาศว่าข้าหล่อที่สุดในสำนักดู รับรองทุกคนจะเปลี่ยนเรื่องทันที”
อวี้หนิงมองเขาตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า
“คงเปลี่ยนไปถามว่าเจ้าเจ็บแขนหรือเจ็บศีรษะ”
เสี่ยวถังหลุดหัวเราะดังที่สุด
จ้าวเฉิงหันมองเยว่ซี
“เจ้าพาคนเช่นนี้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้าได้อย่างไร”
เยว่ซียิ้มจนตาหยี
“นางขอเอง”
“ข้าขอซ้อมกระบี่” อวี้หนิงแก้ทันที “ไม่ได้ขอร่วมวงพูดไร้สาระ”
แต่เมื่อนางเดินนำออกไป กลับเดินช้าพอให้ทั้งสามตามทัน
⸻
ก่อนเที่ยง หลิงยวนมาถึงลานพร้อมเจ้าสำนัก
คณะแขกชุดใหญ่เพิ่งผ่านด่านขึ้นมา เสียงทักทายดังต่อเนื่อง ชายหญิงในชุดต่างสีกระจายเข้าที่พัก บางคนหยุดชมลาน บางคนตรงไปคำนับเจ้าสำนักชิงเสวียน
ชายวัยกลางคนชุดม่วงเข้มผู้หนึ่งก้าวออกจากคณะผู้ติดตาม
“ได้ยินว่าทางนี้มีเรื่องยุ่งก่อนงานเริ่ม ข้านำผู้รักษามาด้วยสองคน หากต้องการแรงช่วยก็บอกได้”
เจ้าสำนักรับคำขอบคุณตามมารยาท
ชายผู้นั้นกำลังจะเดินผ่าน เมื่อสายตาหยุดตรงเยว่ซี
“เด็กสกุลหลินสินะ”
หลิงยวนมองเขาทันที
เยว่ซีคำนับ
“หลินเยว่ซีเจ้าค่ะ”
“ข้าเคยได้ยินชื่อบิดาเจ้า น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสพบกัน”
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ชายชุดม่วงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งฟื้นปราณได้ไม่นาน อย่าให้การแข่งขันบีบจนฝืนตัวเอง หากมีสิ่งใดติดขัด ผู้ใหญ่หลายคนยินดีช่วย”
เยว่ซีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ตอนนี้อาจารย์เสิ่นกับอาจารย์ฉินดูแลข้าอยู่”
ชายผู้นั้นพยักหน้า ไม่ยืนยันจะตรวจหรือขอจับชีพจร
“เช่นนั้นก็ดี”
เขาเดินต่อไปกับผู้ติดตาม
เยว่ซีมองตามจนพ้นแนวเสา จึงหันมาหาหลิงยวน
“เขารู้จักท่านพ่อจริงหรือ”
“เขาบอกว่าเคยได้ยินชื่อ”
นางทบทวนคำพูดเมื่อครู่แล้วพยักหน้า
เพียงได้ยินเรื่องบิดา นางก็เกือบฟังเกินสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวเสียแล้ว
หลิงยวนลดเสียงลง
“หากเขามีเรื่องจะเล่า เจ้าฟังได้ แต่ให้ผู้อาวุโสสวี่อยู่ด้วย เขารู้จักบิดาเจ้าจริง”
เยว่ซีมองชายชุดม่วงอีกครั้ง
ไม่มีหลักฐานว่าเขาคิดร้าย
และนางก็ยังไม่มีเหตุผลจะมอบความเชื่อใจให้เพียงเพราะเขาพูดจาดี
⸻
ห้องทำงานของผู้อาวุโสสวี่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่ถอดจากของกลาง
เยว่ซีมาส่งห่อผ้าที่อาจารย์ฉินฝากไว้ แล้วพบสมุดเก่าของบิดาวางเปิดอยู่ข้างถ้วยชา
มุมกระดาษมีภาพเล็ก ๆ วาดด้วยหมึกจาง
มือใหญ่ข้างหนึ่งจับมือเล็กประคองพู่กัน
นางหยุดมอง
กลิ่นหมึกเก่าปนกลิ่นไม้จากโต๊ะทำให้ภาพบางอย่างผุดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
นิ้วของนางเล็กกว่าตอนนี้มาก
พู่กันหนักจนปลายตก
ใครคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง หัวเราะเมื่อหมึกหยดเปื้อนแขนเสื้อของตน
“อย่ากำแน่นนัก พ่อยังไม่ได้จะมาแย่งเจ้า”
เยว่ซีหลุดหัวเราะเบา ๆ
แล้วเสียงนั้นก็หายไป
ผู้อาวุโสสวี่เงยหน้า
“นึกอะไรออกหรือ”
นางแตะข้อมือตนเอง
“ท่านพ่อเคยสอนข้าเขียนหนังสือหรือเจ้าคะ ข้านั่งอยู่บนตักเขา…แล้วทำหมึกเลอะเสื้อ”
ผู้อาวุโสสวี่ยิ้ม
“เสื้อตัวไหนเล่า เขามีเสื้อเปื้อนหมึกฝีมือเจ้าอยู่หลายตัว”
เยว่ซียิ้มตามช้า ๆ
ผู้อาวุโสสวี่ปิดกล่องเครื่องมือแล้วชี้เก้าอี้
“นั่งพักก่อน วันนี้ไม่ต้องพยายามนึกต่อ เก็บที่จำได้ไว้ก็พอ”
นางนั่งลง
ครู่หนึ่งจึงถาม
“ท่านพ่อเคยแพ้การประลองหรือไม่”
“เคย”
“แล้วเขาทำอย่างไร”
“กลับมาบ่นว่าคู่ต่อสู้แขนยาวกว่า”
เยว่ซีหัวเราะ
“จริงหรือเจ้าคะ”
“วันต่อมาก็ไปขอซ้อมกับคนผู้นั้น”
ผู้อาวุโสสวี่หยิบสมุดมาวางให้นางดูอีกหน้า
ตรงขอบกระดาษมีบันทึกสั้น ๆ ถึงระยะเท้าที่ต้องแก้
เยว่ซีอ่านแล้วนึกถึงอวี้หนิง
นางคงต้องไปตามนัดอีกหลายเช้า
⸻
ตอนบ่าย หอวินัยส่งคำขอเบิกตัวเผยเหวินซูมาถึงเจ้าสำนัก
เป็นหนังสือจากผู้ติดตามคณะหนึ่ง อ้างว่าต้องการให้เขาช่วยยืนยันรายการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเซี่ยจิ้งเหิง
หากเป็นเมื่อหลายวันก่อน คำขอเช่นนี้คงถูกพิจารณาร่วมกับเอกสารอื่น
แต่หลังจดหมายปลอมเมื่อคืน หลิงยวนให้แยกมันออกทันที
“ผู้ยื่นอยู่ที่ใด”
“รอคำตอบอยู่หน้าหอรับรองขอรับ”
“ให้รอ”
เจ้าสำนักอ่านจนจบ แล้วส่งกลับ
“การสอบเกี่ยวกับทรัพย์สินทำต่อหน้าหอวินัยได้ ไม่มีเหตุให้พาตัวออกไปพบเป็นการส่วนตัว”
หลิงยวนให้คนแจ้งคำตอบ พร้อมขอรายการทรัพย์สินที่ต้องการสอบ
ไม่นาน ศิษย์ก็กลับมา
มือว่างเปล่า
“เขาบอกว่าต้องกลับไปเอารายการจากหัวหน้าคณะขอรับ”
“ส่งคนไปด้วยหรือไม่”
“ส่งไปแล้วตามคำสั่ง แต่เมื่อถึงเรือนรับรอง หัวหน้าคณะยืนยันว่าไม่ได้ให้ยื่นเรื่องนี้”
เจ้าสำนักวางถ้วยชาลง
“คุมตัวผู้ยื่น สอบว่าใครมอบหนังสือให้”
หลิงยวนมองตราบนกระดาษ
คนร้ายที่โรงสีเพิ่งถูกจับ
ความพยายามครั้งใหม่ก็เริ่มแล้ว
คราวนี้สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ม้วนบันทึก
แต่เป็นคนที่อ่านมันออก
⸻
เผยเหวินซูรับรู้เรื่องนั้นเมื่อหลิงยวนเข้ามาพบในห้องสอบสวน
หนังสือขอเบิกตัวถูกวางตรงหน้า โดยปิดส่วนชื่อผู้ยื่นไว้
เขาอ่านเนื้อหาแล้วหัวเราะสั้น ๆ อย่างไร้อารมณ์ขัน
“รายการทรัพย์สินหรือ”
“เจ้าคิดว่าเขาต้องการอะไร”
เผยเหวินซูมองข้อความบรรทัดที่ระบุว่าจะรับตัวไปเพียงหนึ่งชั่วยาม
“ถามว่าข้าบอกพวกเจ้าไปเท่าใด แล้วดูว่าข้ายังมีประโยชน์กับเขาหรือไม่”
“ใคร”
เขาเงยหน้า
“ข้าระบุจากหนังสือฉบับเดียวไม่ได้”
หลิงยวนไม่ได้เร่งให้เดา
เขาวางภาพรอยดำบนตัวเถียนลู่ลงแทน
เผยเหวินซูมองเพียงครู่เดียว มือก็หยุดเหนือโต๊ะ
“ขอภาพเต็ม ตั้งแต่จุดที่เริ่มขึ้น”
“เจ้ารู้จัก?”
“ข้าเคยเห็นรอยคล้ายกันในบันทึกของเซี่ยจิ้งเหิง แต่ต้องเทียบก่อน”
เขาหยุด แล้วกล่าวต่อ
“บันทึกนั้นไม่ได้อยู่กับบัญชีขนของ เป็นส่วนที่เขาแยกเก็บ ข้าจำภาพได้เพราะคนในภาพตายก่อนเขียนผลจบ”
หลิงยวนหันสั่งผู้จดให้ลงคำให้การ ก่อนกลับมามองเขา
“จำสิ่งที่เห็นให้ชัด ส่วนใดไม่แน่ใจให้บอก”
เผยเหวินซูพยักหน้า
เมื่อหลิงยวนกำลังจะออก เขากลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เยว่ซีจะลงประลองหรือ”
หลิงยวนหยุดที่ประตู
“ใช่”
เผยเหวินซูมองลงที่ห่วงผนึกของตน
“หากมีคนอ้างว่ารู้วิธีช่วยปราณนาง อย่าให้เขาพานางไปลำพัง”
หลิงยวนหันกลับมา
“เขาทำเช่นนั้นกันหรือ”
คราวนี้เผยเหวินซูเงียบไปนาน
“ข้าก็เคยใช้คำว่าช่วยให้นางยอมฟัง”
เสียงโซ่ขยับเบา ๆ เมื่อเขาวางมือลงบนโต๊ะ
“จึงรู้ว่ามันฟังน่าเชื่อเพียงใด”
⸻
เย็นนั้น ลานประลองว่างลงเป็นครั้งแรกของวัน
ธงประจำสำนักเรียงอยู่รอบอัฒจันทร์ แสงสุดท้ายจับขอบเวทีจนหินดูเป็นสีทอง เยว่ซีเดินขึ้นบันไดช้า ๆ แล้วหยุดตรงกลางลาน
พรุ่งนี้ตรงนี้จะเต็มไปด้วยสายตา
นางลองมองไปยังที่นั่งผู้ชม
จากบนเวที คนที่อยู่ด้านล่างดูไกลกว่าที่คิด
“เจ้ามายืนทำอะไร”
เสียงหลิงยวนดังจากเชิงบันได
เยว่ซีหันไปหา
“ลองดูว่าพรุ่งนี้จะมองเห็นท่านหรือไม่”
เขาเดินขึ้นมาหยุดตรงหน้านาง
“ตอนนี้เห็นหรือยัง”
“ใกล้ขนาดนี้ ข้าคงต้องหลับตาจึงจะไม่เห็น”
หลิงยวนยิ้มเล็กน้อย
นางมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนนึกบางอย่างได้
“ท่านก็ลงประลอง”
“อืม”
“เช่นนั้นวันของท่าน ข้าจะอยู่ตรงที่ท่านมองเห็นเหมือนกัน”
สายตาเขานิ่งอยู่บนใบหน้านาง
ลมพัดธงเหนือเวทีสะบัดดังพรึ่บ
เยว่ซียกมือทัดผมที่หลุดลงข้างแก้ม แล้วพูดต่ออย่างพยายามให้เป็นธรรมดา
“แต่ท่านห้ามมัวแต่มองข้าจนแพ้”
“เจ้าจะทำให้ข้าเสียสมาธิหรือ”
นางชะงัก ก่อนเห็นรอยยิ้มตรงมุมปากเขา
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“เช่นนั้นอย่ายิ้มอย่างเมื่อครู่”
คราวนี้เยว่ซีต้องหันหนี
เสียงกวาดพื้นดังแกรกจากด้านล่าง
ทั้งคู่หันไปพร้อมกัน
ชายชราผู้ดูแลลานยืนถือไม้กวาด มองพวกเขาอย่างอดทน
“คุยกันได้ แต่ช่วยย้ายไปตรงบันได ข้ายังกวาดกลางลานไม่เสร็จ”
เยว่ซีรีบคำนับขอโทษ เดินลงไปจนเกือบเหยียบชายเสื้อตนเอง
หลิงยวนตามมาทัน นางจึงหันไปกระซิบ
“เพราะท่านคนเดียว”
“ข้าจะไปช่วยกวาด”
“ข้าหมายถึงที่ข้า—”
นางหยุดพูดเมื่อเห็นว่าเขากำลังกลั้นยิ้ม
เยว่ซีจึงดึงแขนเสื้อเขาให้เดินต่อ
“ไปกินข้าว!”
⸻
ยังไม่ทันถึงทางแยก เสียงเรียกของจ้าวเฉิงก็ดังมาจากหน้าเรือนรักษา
เขายืนอยู่กับเสี่ยวถัง ในมือมีใบรับรองที่อาจารย์ฉินยังไม่ได้ประทับตรา
“พรุ่งนี้เช้าตรวจอีกครั้ง!”
เยว่ซีมองกระดาษ
“เหตุใดเจ้าพูดเหมือนชนะแล้ว”
“เพราะเมื่อวานคำตอบคือยังไม่ต้องมาถาม วันนี้คำตอบคือพรุ่งนี้เช้า”
เสี่ยวถังพยักหน้าอย่างจริงจัง
“นับว่าก้าวหน้า”
จ้าวเฉิงยิ้มกว้าง ก่อนหันไปหาหลิงยวน
“หากข้าได้ลงแข่ง ศิษย์พี่ต้องดูด้วย”
“หากเวลาไม่ตรงกับรอบของข้า”
“ส่วนเจ้า” เขาหันมาชี้เยว่ซี “เตรียมคำชมไว้ก่อนเลย”
“ชมตอนนี้หรือ”
“เก็บไว้ตอนข้าชนะ”
นางยิ้ม
“เช่นนั้นข้าจะเก็บไว้ดี ๆ”
จ้าวเฉิงกำลังจะตอบ แต่สายตาเหลือบเห็นมือของนางยังจับชายแขนเสื้อหลิงยวนอยู่
เขาหยุดเพียงเสี้ยวหนึ่ง แล้วชูใบรับรองขึ้นใหม่
“ถ้าข้ารอนาน คำชมเจ้าห้ามขึ้นราเสียก่อน”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน
เหนือหลังคาเรือนพัก ระฆังถูกทดลองตีหนึ่งครั้ง เสียงกังวานทอดยาวผ่านแนวเขา
พรุ่งนี้การแข่งขันจะเริ่มแล้ว
⸻
อีกฟากหนึ่งของสำนัก ชายผู้ยื่นคำขอเบิกตัวเผยเหวินซูนั่งเหงื่อแตกอยู่หน้าหัวหน้าหอวินัย
“ข้าได้รับเงินให้เอาหนังสือมาส่งเท่านั้น”
“จากใคร”
“คนผู้หนึ่งที่โรงเตี๊ยมใต้เขา เขาบอกว่าจะมารับคำตอบหลังพิธีเปิด”
“รูปร่าง หน้าตา เสื้อผ้า บอกให้หมด”
คำถามดำเนินต่อไปจนตะเกียงถูกเติมน้ำมัน
ส่วนในเรือนรับรองคณะใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้ติดตามวางกระดาษแผ่นเล็กข้างถ้วยชา
“เอาตัวเผยเหวินซูออกมาไม่ได้ขอรับ”
คนที่นั่งอยู่หลังฉากอ่านแล้วส่งกระดาษคืน
“หยุดเรื่องนั้นก่อน”
“แล้วบันทึกยา?”
“ของอยู่กับชิงเสวียนแล้ว ไปแย่งตอนนี้ก็ได้แต่เพิ่มร่องรอย”
ผู้ติดตามก้มหน้า
หลังฉากมีเสียงเปิดกำหนดการประลอง
นิ้วหนึ่งหยุดตรงรายชื่อหลินเยว่ซี
“พรุ่งนี้ไปดูนางลงสนาม”
“ต้องการให้คนของเราทำสิ่งใดหรือขอรับ”
“ยังไม่ต้อง”
กระดาษถูกพับเก็บ
“ข้าอยากเห็นก่อนว่า สิ่งที่เฉินซู่ยอมเสี่ยงจนถูกจับนั้น มีค่าจริงหรือเป็นเพียงคำโอ้อวด”