เข้าสู่ระบบช่วงสายสืบสานก็มาเคาะห้องนอนของน้องสาวคนเล็กด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“มีอะไรหรือเปล่าคะพี่สืบ”
“พี่เข้าไปคุยห้องเราได้หรือเปล่า”
“ได้สิคะ เข้ามา” สานฝันขยับตัวให้พี่ชายเดินเข้ามาในห้องก่อนจะปิดประตูเดินไปนั่งโซฟากอดหมอนอิงดูซีรีส์ที่กำลังฉายอยู่บนจอใหญ่ตรงหน้า
“พี่สืบมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“…คือพี่”
“พี่สืบคงอยากรู้เรื่องของขวัญของฝันใช่ไหมคะ” สืบสานพยักหน้าเบา ๆ สานฝันยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะเดินไปยังตู้โชว์ด้านข้างที่อยู่ติดกับโต๊ะทำงาน มันเป็นรูปปั้นตุ๊กตาเทพเซียนหรือฟิกเกอร์ มีทั้งสแตนดี้คู่และเดี่ยว ดูก็รู้ว่าเป็นสแตนดี้คู่รัก
“นี่คือ…”
“พี่สืบรู้หรือเปล่าคะว่าน้องสาวตัวเองเป็นสาววาย”
“…”
“พี่สืบไม่รู้ก็ไม่แปลก อย่าว่าแต่พี่สืบ คุณพ่อคุณแม่หรือพี่ทอฝันก็ไม่รู้หรอกค่ะ”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“พี่สืบจะถามว่าฝันเป็นสาววายตั้งแต่เมื่อไหร่หรือว่าของขวัญเหล่านี้ถูกส่งมาเป็นครั้งแรกเมื่อไหร่มากกว่ากันคะ”
“…อย่างหลัง”
“ฝันรู้ตั้งแต่แรกแล้วละคะว่าคนที่ส่งมาไม่ใช่พี่สืบ แต่เป็นพี่ทศ เพราะพี่ทศเป็นคนเดียวที่รู้ว่าฝันชอบนิยายวายเลยตามเก็บสะสมพวกกู้ด สแตนดี้ รวมไปถึงฟิกเกอร์พวกนี้มาให้ตลอด”
“ไม่ใช่แค่ฝันนะคะ ตลอดหลายปีที่พี่สืบไม่อยู่พวกเราต่างก็ได้รับของขวัญวันเกิดคนละชิ้นกันทุกปี แม้ไม่จ่าหน้าชื่อคนส่ง ฝันก็รู้อยู่ดี ช่างเถอะ พูดไปพี่สืบก็จำอะไรไม่ได้” สานฝันว่าพลางยักไหล่ ก่อนจะปิดประตูตู้โชว์เบา ๆ
“แต่พี่อยากฟัง”
“ฟังเพื่ออะไรคะ พี่สืบไม่ชอบพี่ทศนี่นา พูดไปก็หาว่าเข้าข้าง แต่พี่ทศก็เป็นคนที่น่าสงสารอยู่ดี”
“ทำไม” สืบสานถามพลางเดินไปนั่งที่โซฟาก่อนจะกดหยุดซีรีส์ที่กำลังโลดแล่นอยู่บนหน้าจอ
“จะว่ายังไงดี เป็นฝันก็คงจะขอแยกทางกับที่สืบไปตั้งนานแล้ว ไม่ต้องฝืนทนอยู่แบบนั้น” สานฝันเดินตามมานั่งลงข้าง ๆ พี่ชายพลางกอดหมอนอิงแนบอก ก่อนจะเปิดปากเล่าในสิ่งที่ตัวเองรับรู้มาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
“พี่ทศมักจะเป็นคนที่เก็บอะไรไว้กับตัว ไม่ปริปากเล่าถ้ายังไม่ถึงที่สุด ตอนนั้นที่พี่สืบไปเรียนต่อที่อังกฤษ พี่ทศใช้ชีวิตคนเดียวไม่ง่ายเลย หลังจากพี่ไปไม่นานมีคนเอาเบอร์โทรศัพท์พี่ทศไปปล่อยในเว็บเถื่อน มีเบอร์แปลกมากมายโทรมาหา บ้างโทรมาเซ็กซ์โฟน บ้างโทรมาข่มขู่ จนพี่ทศหวาดระแวง นอนผวาอยู่ช่วงหนึ่ง ไหนจะเรื่องที่คุณแม่โทรไปด่าทอตลอดปีแรกที่พี่สืบออกจากบ้านไป” สืบสานนั่งฟังเงียบ ๆ แต่ทว่ามือที่ซ่อนอยู่ข้างหลังหมอนอิงกลับกำหมัดแน่น
“และที่พี่ทศมักจะติดรถไปทำงานกับพี่สืบ ไม่ใช่เพราะอยากจะอยู่ใกล้ชิดพี่ตลอดเวลาหรอก แต่ความจริงพี่ทศมีอาการแพนิกตอนขับรถ รถคันแรกที่พี่ทศซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองต้องขายไปเพราะถูกมอเตอร์ไซค์ตัดหน้าแบบกระชั้นชิด ครั้งแรก ครั้งที่สองยังพอทน แต่ครั้งที่สามกลับขี่ประชิดแล้วคนซ้อนยกปืนขึ้นมาขู่ จนรถเสียหลักพุ่งลงข้างทาง เพราะเหตุนี้พี่ทศเลยไม่กล้าขับรถเองอีก” เกิดความเงียบขึ้นปกคลุมภายในห้อง แม้สานฝันจะเห็นพี่ชายนั่งก้มหน้าฟังเงียบ ๆ แต่บรรยากาศเยือกเย็นที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาทำเอาเธอหายใจติดขัดไปด้วย
“พวกพี่ต้นตาลเลยตามมานอนด้วย อยู่ดูแลช่วงหนึ่ง พี่คงไม่รู้ว่าพี่ทศมักมีอาการนอนผวาตอนกลางคืน” สานฝันเล่าไปด้วยพลางสังเกตท่าทางพี่ชายไปด้วย
สืบสานรู้…ตั้งแต่ทศวรรษย้ายมานอนที่นี่มีหลายคืนที่นอนผวาและสะดุ้งตื่นกลางดึก พออีกฝ่ายเห็นว่าเขานอนหลับอยู่บนเตียง จดจ้องอยู่อย่างนั้นสักพักก็ก้มตัวลงนอนต่อ หรือไม่ก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่น
“คุณพ่อกับคุณแม่เองก็ได้รับของขวัญวันเกิดทุกปีเช่นกัน พี่คงเห็นแล้วมั้งในห้องชาคุณพ่อ ตลอดเวลาหลายปีมานี้พี่ทศพยายามอย่างหนักที่จะรักษาสายสัมพันธ์นี้เอาไว้ให้พี่ ตอนนี้พี่อาจจำอะไรไม่ได้ พี่คงเคยสงสัยว่าทำไมฝันถึงได้เข้าข้างพี่ทศขนาดนั้น เพราะพี่ทศเป็นคนดีจริง ๆ ตอนพี่ไปเรียนอังกฤษค่าเทอมของพี่ที่พี่ทศอ้างว่าเป็นเงินเก็บ ความจริงเป็นทองแท่งที่ทางบ้านพี่ทศซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดทุกปี พี่ทศเอาไปจำนำ พอทางบ้านรู้แม่พี่ทศโกรธใหญ่ บอกให้เลิกกับพี่ทันที แต่พี่ทศก็ยังยืนกรานจะคบพี่ต่อให้ได้ คุกเข่าอยู่หน้าบ้านอยู่นาน ฝันก็เพิ่งมารู้อะไรหลาย ๆ อย่างตอนไปฮ่องกงกับพี่ ๆ พวกนั้น พี่สืบ…ฝันไม่ได้อยากจะบังคับให้พี่กลับไปหาพี่ทศ แต่ฝันอยากให้พี่ทั้งสองจบกันด้วยดี ฝันอยากเห็นพี่ทศกลับมาสดใสเหมือนเดิม พี่ทศน่าสงสาร พี่คงจินตนาการไม่ออกว่าตอนพี่ทศร้องไห้ดูน่าเวทนาขนาดไหน รู้ทั้งรู้ว่าการลงทุนครั้งนี้มีความเสี่ยงก็ยังจะทุ่มสุดตัว สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร แม้แต่หัวใจตัวเอง พี่อาจจะเห็นว่าพี่ทศร้ายกาจ แต่อีกด้านเสียคนรักโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เป็นฝันก็คงจะทำเรื่องบ้าบอคอแตกมากกว่านี้เป็นแน่ ถ้าพี่ไม่ได้มีความทรงจำอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว ก็อย่ารั้งพี่ทศเอาไว้เลย พี่เซ็นใบหย่าให้พี่ทศซะเถอะ”
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







