LOGINทันทีที่แพทย์ประจำคนไข้เดินออกไปหลังตรวจอาการเบื้องต้นเสร็จทั้งเตโซและสายพิณรีบเดินกลับเข้าห้องมาทันทีจึงพบกับปิ่นอนงค์ที่ได้นางพยาบาลสาวช่วยพยุงนั่งพิงหัวเตียงที่ปรับให้ตั้งขึ้น ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะยื่นมือไปลูบที่ศีรษะหญิงสาวอีกครั้งอย่างปลอบประโลมโดยไร้คำพูดใดๆ นอกจากสายตาอันอบอุ่นส่งไปให้สาวเจ้าจนเจ้าตัวรู้สึกร้อนผ่าวที่สองแก้มขึ้นมาเสียดื้อๆ จึงส่งยิ้มบอกให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว เพราะเธอเองก็ยังไม่พร้อมที่จะมีอาการแผ่นดินไหวเก้าจุดศูนย์ริกเตอร์อีกเป็นครั้งที่สอง ยังดีที่แพทย์และนางพยาบาลเดินเข้ามาจึงทำให้เธอกับเขาละสายตาออกจากกันจึงทำให้เธอสงบลงได้บ้างจนเป็นปกติได้ไม่นานและไม่วายอดที่จะบ่นเขาไม่ได้ในใจอย่างเขินอาย
อย่าแสนดีเป็นผู้ชายอบอุ่นมากเกินไปจะได้ไหม...
“ยังรู้สึกปวดหัวอยู่หรือเปล่าปิ่น” เตโซเอ่ยถามทันทีพลางนั่งลงบนขอบเตียงคนไข้แล้วมองไปที่สาวเจ้า
“มีอาการปวดนิดหน่อยค่ะ…คุณเตโซคะ ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราแยกกันหน่อยได้ไหมคะ” ปิ่นอนงค์เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยชายหนุ่มด้วยความอยากรู้
เมื่อสาวเจ้าค้นพบว่าตัวเองหมดสติไปถึงสองวันเต็มๆ เพราะหลังจากนี้ไม่รู้จะมีโอกาสเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากแยกกับเขาอีกตอนไหนเพราะทางแพทย์จะส่งคนมาพาไปตรวจร่างกายภายในอีกครั้ง หากยืดเยื้อเวลาจะทำให้ลืมไปเสียเปล่าๆ อีกทั้งใครกันที่เป็นคนแจ้งเหตุและพาเธอมาส่งโรงพยาบาล เธอไม่รู้จริงๆ ว่าความทรงจำที่ขาดช่วงไปเกิดอะไรขึ้นบ้างและยังพบอีกว่าเตโซต้องนั่งประชุมผ่านทางแลบท็อปภายในห้องพักผู้ป่วยแทนจนเธอยิ่งรู้สึกเกรงใจและอยากตอบแทนเขาให้มากกว่านี้
แม้ดูเหมือนว่าจะเป็นเขาเสียมากกว่าที่จะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
“ผมรู้เพราะเคนโทร. บอก พอกลับมาถึงภูเก็ตผมก็รีบตรงมาที่นี่เลย ส่วนเรื่องที่เกิดเหตุตำรวจบอกแค่ว่าเป็นอุบัติเหตุตามคำให้การของชาวบ้านที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ว่ามีรถมอเตอร์ไซต์วิ่งตัดหน้ารถคุณ แต่สำหรับผมมันไม่น่าใช่เหตุบังเอิญแน่นอน” เตโซให้คำตอบและสิ้นเสียงของชายหนุ่มก็ดึงสติหญิงสาวกลับมาพอให้เข้าใจสถานการณ์ได้บ้างก่อนจะมองไปที่สายพิณซึ่งรีบพยักหน้าพูดสำทับเตโซทันที
“สายก็คิดเหมือนคุณเตโซนะคะ มันดูบังเอิญเกินไปค่ะ ต้องเป็นการลอบทำร้ายแน่นอนค่ะ” สายพิณพูดด้วยเหตุผลที่คาดคิด
“ฉันไม่มีศัตรูที่ไหนนะคะ…ถ้าหมายถึงเชอรีนกัน ฉันบอกได้เลยค่ะว่าไม่มีทาง” ปิ่นอนงค์ให้คำตอบพลางครุ่นคิดก่อนจะชะงักเงยหน้าไปมองเตโซหับสายพิณปล้วรีบพูดออกไปทันที
“ทำไมถึงมั่นใจ” เตโซเอ่ยถาม
“เห็นเชอรีนวีนเหวี่ยงแรงๆ แบบนี้ แต่เชอรีนไม่มีทางทำเรื่องร้ายแรงได้ขนาดนี้หรอกค่ะ เชอรีนนะก็ได้แต่กล้าต่อปากต่อคำ มากหน่อยก็แค่ลงไม้ลงมือใช้กำลังเหมือนผู้หญิงทั่วไป ไม่เคยมีท่าทีคิดร้ายหรือคิดจะลงมือทำเรื่องรุนแรงกับฉันเลย” ปิ่นอนงค์ให้ตอบที่มีเหตุผลมากกว่าที่เตโซจะเชื่อ
“ถึงอย่างไรก็ต้องระวังตัว ผมรู้ว่าคุณคิดว่าไม่ใช่เชอรีน แต่จิตใจคนเราเข้าใจยากรู้ไหม เราไม่มีทางรู้เลยว่าข้างในของเขาคิดยังไงอยู่ คนที่คิดว่าดีมาตลอดยังกลายเป็นคนร้ายได้เลย ผมไม่ได้อยากปรักปรำน้องของคุณ แต่คิดเผื่อก็ดี” เตโซพูดพลางยื่นมือไปเกี่ยเส้นผมให้ทัดหลังใบหูของสาวเจ้าให้อย่างเบามือ
“คุณโซ ทำไมคุณดูซีเรียสกับอุบัติเหตุนี้จังเลยคะ มันไม่…” ปิ่นอนงค์เงียบไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อเตโซพลางโน้มตัวไปใกล้เล็กน้อยในขณะที่เขาไม่ขยับหนีไปไหน แต่แล้วก็ถูกสายพิณขัดจังหวะด้วยคำพูดที่ทำให้เธอเริ่มฉุกคิดตาม
“คุณปิ่นคะ ใช่ว่าคุณเตโซพูดจะไม่มีเหตุผลนะคะ ทางตำรวจเข้ามาหาคุณเตโซเมื่อวานค่ะ ทางตำรวจพบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเพราะคำให้การของพยานบอกว่าเห็นรถมอเตอร์ไซต์ที่ตัดหน้ารถคุณปิ่นมีโอกาสขับแซงได้หลายครั้งแล้ว แต่เลือกที่จะขับแซงในจุดที่ห้ามแซงและอันตราย ทางตำรวจยังสงสัยไม่่แปลกหรอคะที่คุณเตโซจะสงสัยบ้าง” สายพิณพูดออกไปในสิ่งที่เตโซไม่อยากให้พูดออกมาอย่างชัดเจน
เพราะชายหนุ่มไม่อยากให้หญิงสาวตกใจหรือคิดลงมือสืบหาความจริงเอง เขาเพียงอยากเตือนให้เธอระวังตัวเท่านั้น หากพูดออกไปตามตรงคนที่ตรงไปตรงมาพุ่งเข้าชนอย่างเดียวของเธอเกรงว่าจะทำให้มีเรื่องอันตรายมากกว่าจะมีเรื่องดี ยิ่งถ้ารู้ว่าเชอรีนมีส่วนเกี่ยวข้องก็อาจจะทำให้เสียแผนเพราะสาวเจ้าคงเดินเข้าไปถามตรงๆ กระมัง หรือไม่ก็อาจจะทำให้เรื่องใหญ่โตขึ้นเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาก็เป็นได้
ทั้งเตโซและสายพิณต่างรู้จักปิ่นอนงค์ในระดับหนึ่งในเรื่องของการจัดการชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องที่จะส่งผลต่อเจ้านายหรืออาจทำให้เด็กชายตัวน้อยเกิดปัญหาได้ เพราะสำหรับปิ่นอนงค์แล้ว เด็กชายตัวน้อยสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดฉะนั้นชีวิตของเธอจะต้องไม่เกิดปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นที่ส่งผลต่อการเติบโตของเด็กชายตัวน้อยในอนาคต
และการที่ปิ่นอนงค์ได้ยินในสิ่งที่สายพิณพูดออกมา หญิงสาวก็มีท่าทีเปลี่ยนไปฉับพลัน จนเตโซต้องยื่นมือไปวางลงบนมือของสาวเจ้าเพื่อตึงสติให้เธอไม่ใช้อารมณ์พลางพูดออกไปด้วยโทนเสียงนุ่ม
“ยังไงเราต้องรอตำรวจมาอีกที ทางตำรวจกำลังตรวจสอบเพิ่มว่าเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาหรือมีมากกว่านั้น ปิ่น คุณเป็นคนที่ทุกคนที่ภูเก็ตรู้ตักคุณนะ การที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นคุณก็คงจะเป็นห่วงถึงได้ให้การแบบนั้น” เตโซมองปิ่นอนงค์ที่หันกลับมามองก่อนที่ท่าทางแข็งกร้าวน้อยๆ ค่อยๆ จางลงเมื่อได้สบสายตา
“…ฉันเข้าใจค่ะกับสิ่งที่คุณกับพี่สายกังวล ถึงยังไงตอนนี้ฉันก็ยังเชื่อว่าเชอรีนไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอนค่ะ…คุณปู่! คุณปู่รู้เรื่องนี้หรือเปล่าคะ อย่าให้…”
“อย่าให้อะไร”
ปิ่นอนงค์นั่งไปก่อนจะพูดยืนยันคำตอบที่ให้กับเตโซในความเชื่อใจเชอรีนก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหากเจ้าสัวธรรมรงค์ทราบเรื่องอาจจะทำให้ท่านเป็นกังวลแล้วรีบลงมาภูเก็ตจนอาจจะทำให้ความดันของท่านสูงขึ้นจนโรคที่มีอยู่ในตัวกำเริบทั้งที่ควบคุมมาได้ตลอด ทว่าเสียงเข้มทุ่มแหบของเจ้าสัวธรรมรงค์ดังขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วย ด้านหลังมีคณาและสาธิตเดินตามเข้ามา ถัดไปคือตำรวจที่เธอคาดได้ว่าคงเป็นเจ้าของคดี
เธอมองคนเป็นปู่ที่เดินเขามาก้วยท่าทางสุขุมและแอบส่งสายตาดุมาให้เธอก่อนจะส่งยิ้มแห้งสู้กลับไปพร้อมกับเอ่ยเรียกคนเป็นปู่เสียงอ่อน
“คุณปู่”
บทส่งท้ายปิ่นอนงค์ยันตัวลุกขึ้นอย่างลำบากเล็กน้อยหากแต่ไม่เท่ากับความเจ็บที่ขาเมื่อรู้สึกถึงตะคริวที่ขาซ้ายของตัวเองก่อนจะพยายามยืดขาเพื่อช่วยคลายตะคริว คิ้วทรงสวยขมวดเข้าหากันเมื่อยิ่งรู้สึกเจ็บที่ขามากขึ้น“เป็นตะคริวเหรอปิ่น”“ค่ะ”กระทั่งเสียงทุ้มเข้มของเตโซดังขึ้นพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางเดินอ้อมมาอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวแล้วนั่งลงที่พื้นข้างเตียงซึ่งเธอก็ขยับตัวห้อยขามาทางชายหนุ่ม“อือ…ขาไม่บวม คงเป็นตะคริวปกติ” เตโซมองสำรวจขาซ้ายของปิ่นอนงค์ก่อนจะจับข้อเท้าของเธอมาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ ตั้งแต่ข้อเท้าไปตามปลีน่องก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยิ้มออกมาพร้อมคำตอบ“เจ้าตัวเล็กทำให้คุณต้องตื่นมากลางดึกบ่อยนะช่วงนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงคาดโทษเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวอย่างไม่จริงจัง“อีกสองเดือนก็ครบกำหนดแล้วนิคะ เป็นเรื่องปกติค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มมีความสุขในทุกครั้งที่เตโซยอมตื่นยอมลุกมากับเธอเช่นนี้ตั้งแต่มีอาการแพ้ท้องเขาไม่เคยบ่นหรือมีท่าทีหงุดหงิดใส่เลยแม้แต่นิด ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้แอบกังวลเป็นอย่างมากกับการที่ตั้งครรภ์ตอนใกล้เลขสี
“ไม่ใช่ค่ะ ตอนแรกเรานอนห้องเดียวกันแต่แยกที่นอน พอมาที่นี่ก็แยกห้องนอนกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่เพราะความอ่อนโยนอบอุ่นของเขาทำให้ปิ่นตัดสินใจขอเขาเป็นแฟนก่อนเลยค่ะ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ใครจะไม่รีบคว้าเอาไว้มาเป็นเจ้าบ่าวของตัวเองละคะ” ปิ่นอนงค์เป็นคนเอ่ยตอบอย่างรักษาเกียรติของเตโซโดยไม่พูดถึงข้อตกลงระหว่างกันที่ตอนนั้นหัวใจของเธอกับเขายังว่างเปล่าอยู่“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอน่ารักและทำให้ผมอยากดูแล ไม่มีทางที่คนอย่างผมจะใส่ใจใครโดยไม่สนว่าตัวเองจะลำบากแค่ไหน ขอแค่ให้เธอปลอดภัยมีความสุขก็พอแล้วครับ” เตโซพูดขึ้นบ้างพลางมองสบสายตาปิ่นอนงค์“หวาน หวานมากจริงๆ ค่ะ แต่ความร้ายของคุณปิ่นเราก็ถูกสยบด้วยความอ่อนโยนจากคุณโซ แหม น่าอิจฉามากเลยค่ะ แบบนี้ทั้งคู่คงรักเหนียวแน่นแน่นอน” เพราะความหมั่นไส้และอิจฉาที่คนื่นมีคนรักแล้วทำให้เชอรีนแอบแขวะออกไปตามประสาคนอิจฉาคนมีความรัก“แน่นอนครับ ผมรักเธอมากจนไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นอันตรายได้ ต่อให้ตอนนั้นเธอจะขอหย่าผม ผมก็จะปกป้องเธออย่างไม่มีข้อแม้” เตโซเป็นฝ่ายตอบก่อน“ปิ่นเองก็รักคุณมากเกินกว่าจะเสี่ยงให้คุณมามีอั
บทที่ 24ดวงใจที่ร้ายที่รัก หลังจากที่เตโซได้ขอปิ่นอนงค์แต่งงานไปได้เพียงคืนเดียวข่าวบันเทิงต่างก็ตีแผ่ภาพและข่าวการขอแต่งงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ต่อมาอีกหนึ่งเดือนงานวิวาห์สุดแสนตระการตาภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมวรรณวิภากิจที่ภูเก็ตก็ถูกจัดขึ้นโดยมีสื่อมวลชนและผู้หลักผู้ใหญ่ถูกเชิญเข้าร่วมงานวิวาห์ที่เปิดเผยและออกสื่อให้ทุกคนได้รู้อย่างสมเกียรติของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังที่ใครต่างให้ความสนใจข่าวของคนทั้งสองมาตลอดยามที่มีข่าวตีแผ่ออกไป แม้งานวิวาห์ครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นด้วยความรักและความสุขท่ามกลางผู้คนมากมายที่เข้ามาเป็นพยานในวันแห่งความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของปิ่นอนงค์และเตโซก็ยังมีข้อครหาเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าคนทั้งสองแต่งงานกันแบบเงียบและออกมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งของเตโซทำไมถึงแต่งงานกันอีกครั้งแต่แล้วข้อครหาเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปเมื่อมีคนแย้งมาว่าคนรวยมักชอบทำเรื่องแปลกตามใจ จึงกลายเป็นว่าทุกคนไม่สนใจตั้งคำถามอีกนอกจากรอดูภาพงานวิวาห์ตามสือที่จะตีแผ่ข่าวออกมาภายในงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ
“ถ้าผมไม่เข้าไปช่วยคุณ ผมก็เสียคุณไปสิ ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก คุณคือทุกอย่างในชีวิตที่เหลืออยู่ของผมนะปิ่น อย่าโทษเจ้าสัวเลย ต่อให้เจ้าสัวไม่ผิดคำพูดกับคุณผมก็จะดื้อเข้าไปปกป้องคุณอยู่ดี” เตโซได้ยิ้มกว้างเสียทีพลางยื่นมือไปดึงมือของสาวเจ้ามากอบกุมเอาไว้“เจ็บมากไหมคะ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า” ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาเพื่อให้เตโซชื่นใจขึ้นมาอีกนิดพลางดึงมือออกแล้วยื่นไปลูบเบาๆ ใกล้บริเวณบาดแผลที่ยังมีผ้าก๊อซปิดอยู่“ไม่แล้วครับ” เตโซยิ้มรับพลางตอบ“อยากจะแกล้งโกรธแล้วมึนตึงใส่ก่อนพังงานแต่ก็ทำไม่ลง ห่วงความรู้สึกของคุณอยู่เรื่อย” เธอยู่ปากพูดออกมา“แสบนักนะเรา ว่าแต่ปิ่นรู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางยกมือลงบนศีรษะของหญิงสาวยีเบาๆ ก่อนจะถาม“วันที่ปิ่นบอกมีงานด่วนนั่นแหละคะ บังเอิญเจอลุงหมอแล้วท่านบอกเลยยืนแอบฟังค่ะ” สาวเจ้าตอบตามตรง“อือหือ แสบจริงๆ นะปิ่น” เตโซอุทานออกมาพลางยิ้มขันตัวเองที่ไม่เชื่อพฤกษ์ที่ช่างสังเกต“ว่าแต่ จะเซอร์ไพรส์ขอปิ่นแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ” เธอยิ้มขันก่อนจะพูดออกไป“ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว ขอเลยแล้วกัน” เตโซพูดก่อนจะเริ่มมีท่าทีจริงจังขึ้นมาเตโซมองส
“อย่าเพิ่งกังวลไปครับ พี่ปิ่นอาจจะคิดงานถึงได้ให้เชอรีนมาที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ พี่ปิ่นไม่หนีพี่ไปไหนแน่นอนครับ” เตชินเอื้อนเอ่ยขึ้นหากแต่ข้างในใจก็รู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าการเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้จะล่มไม่เป็นท่า“ขอบใจมาก” เตโซยิ้มรับแล้วขอบคุณน้องชายออกไป“แต่ถ้าพี่ปิ่นรู้แล้วเกิดโกรธขึ้นมาละคะ” พราวมุกเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเผลอลืมตัวก่อนจะรีบหันไปทางอื่นพลางขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังพฤกษ์ทันทีที่เตโซหันขวับมามอง“ไม่หรอกครับ” เตชินพยายามคิดในแง่ดีหากแต่มือไม้เริ่มสั่นยืนไม่นิ่งเฉกเช่นเดียวกับเตโซไปเสียแล้วเพราะกว่าพี่ชายของเขาจะได้พบผู้หญิงที่ใช่และมอบความสุขกับรอยยิ้มของเตโซได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิดทั้งสองคนเกือบจะไม่ได้มีชีวิตมาถึงวันนี้แล้ว…“คุณโซคะ เชอรีน เอ่อ…รออีกนิดนะคะ เชอรีนคิดว่าจะต้องไปได้สวยค่ะ” เชอรีนยังไม่ได้ให้คำตอบแต่ก้าวไปหาเตโซแล้วดึงแขนให้ชายหนุ่มหันหลังกับทางเดินมองมาที่เธอแล้วพูดขึ้นต่อ“รออะไรครับ แล้วเธอทำอะไรอยู่” เตโซพยายามควบคุมสติแล้วถามกลับไปด้วยความสงสัยใคร่รู้“คือว่า…ทุกคนคะ!” เชอรีนที่กำลังจะตอบอยู่ๆ ก็ตะโกนให้ทุกคนหันกลับมามองที่เธอเมื่อเห็นว่าปิ่นอน
สามวันต่อมาเตโซออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางตรงมาภูเก็ตทันทีพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทราบเรื่องของชายหนุ่มตั้งแต่แรกแล้วไม่เว้นแม้แต่เจ้าสัวธรรมรงค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าก่อนที่ปิ่นอนงค์จะเดินทางมาภูเก็ตได้ยินทุกอย่างที่พูดในห้องพักฟื้นแล้วเพียงแต่หญิงสาวไม่รู้ว่าเขามีแผนจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่ก่อนที่เขาจะเซอร์ไพรส์เธอนั่น ขอเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกแสบๆ คันๆ สักนิดก็แล้วกันปิ่นอนงค์เรียกพราวมุกมาเค้นหาความจริงจากปากจนได้รู้ว่าเตโซคิดจะทำอะไรและไม่ยากที่พราวมุกจะเข้าข้างหญิงสาวจนพูดออกมาจนหมดเปลือก เธอนึกดีใจที่รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่มีหรือจะง่ายอย่างที่หวังเอาไว้“คอยดูนะ ปิ่นจะทำให้คุณน้ำตาล่วงต่อหน้าคนอื่นไปเลย เจ้าเล่ห์ดีนัก แต่ก็นะ…ก็ยังดีที่ทำแบบนี้” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองพลางมองไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่กำลังเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมที่ด้านหลังสวนหย่อมซี่งเชื่อมกับทางเดินมาทางรีสอร์ต“พี่ปิ่น งั้นมุกขอตัวไปหาพวกเขาก่อนนะคะ เดี๋ยวฝ่ายนั้นจะรู้ซะก่อนว่าพี่ปิ่นรู้เรื่องแล้ว” พราวมุกที่มาอยู่รอที่ภูเก็ตและแปรพรรคมาอยู่กับปิ่นอนงค์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จะดีใจก็ไม่ดีใจจะเห็นใจก
หลังจากที่เชอรีนกลับไปทุกคนก็พากันกลับมาที่พลูวิลลาส่วนตัวของปิ่นอนงค์เมื่อไม่มีอารมณ์หรือบรรยากาศที่อยากจะอยู่ต่อ หากแต่เตโซก็อดที่จะมองหาพฤกษ์ไม่ได้ตั้งแต่ที่หายตัวไปอีกครั้งในจังหวะที่พราวมุกเดินเข้ามาในวงสนทนา เพราะปฏิกิริยาของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวต้องทักขึ้นมาด้วยความสงสัยใคร่รู้“คุณมองหาใครอย
บทที่ 4ลอบทำร้ายทั้งปิ่นอนงค์และเชอรีนหันขวับไปมองพราวมุกที่เดินเข้ามาพลางพูดด้วยโทนเสียงไม่พอใจเชอรีน ทว่าการปรากฏตัวของพราวมุกทำให้คนเป็นพี่สาวทั้งสองคนสงสัยไม่น้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งจะไปออกงานการกุศลที่เชียงรายและนานๆ ทีพราวมุกจะลงมาภูเก็ตเพราะโดยปกติแล้วพราวมุกมักจะทำงานตัวติดกับจิรันเสี
“ใครบอกว่าฉันจะไม่เอา น้องนายก็บอกแล้วว่าอยากได้ ฉันก็ต้องเอาสิ อีกอย่าง สามีฉันตั้งใจเปย์สร้อยข้อมือสิบห้าล้านให้ขนาดนี้ ฉันจะต้องรีบคว้าไว้ก่อนหมาแมวจรมันจะมาแย่งไป ขอโทษทีนะ” ปิ่นอนงค์จีบปากจีบคอพูดตอบกลับพลางชูกล่องกำมะหยี่สีขาวที่ถูกเปิดออกให้เห็นสร้อยข้อมือหญิงสาวพยายามโชว์ในสิ่งที่ได้ทั้งที
“คุณจะไม่รับของขวัญจริงเหรอครับ” เตโซถามพลางดึงสายตามองไปที่กล่องกำมะหยี่สีขาวในมือของหญิงสาว“คุณตั้งใจจะให้ฉันจริงๆ ใช่ไหมคะ” ปิ่นอนงค์ถามขึ้นอีกครั้งพลางหลุบสายตามามองที่กล่องกำมะหยี่สีขาวในมือ“ครับ” เตโซตอบกลับทันทีอย่างไม่ลังเล“…สร้อยข้อมือ?” ปิ่นอนงค์เปิดกล่องดูของข้างในก่อนจะพูดขึ้นพลางเงย







