สายลับทะลุมิติ ไปเป็นคุณหนูที่ถูกทิ้ง

สายลับทะลุมิติ ไปเป็นคุณหนูที่ถูกทิ้ง

last updateTerakhir Diperbarui : 2025-04-24
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
8
2 Peringkat. 2 Ulasan-ulasan
31Bab
9.1KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

อดีตสายลับอย่างนางความอดทนอดกลั้นไม่เป็นสองรองผู้ใดอยู่แล้ว ...ถูกทิ้งหรือ ? ทนได้ชิว ๆ ...ถูกกลั่นแกล้งหรือ ? นางย่อมทนได้ ...แต่การอดทนของ เฟยเมี่ยว ผู้นี้ย่อมไม่เหมือนใคร ! ต่อหน้านางจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่โต้ตอบ แต่ลับหลังนั้นใครทำอัันใดไว้ย่อมต้องได้รับผลกรรมนั้นตอบสนอง สำหรับสายลับหน่วยงานราชการเก่าอย่างนาง วังหลวงก็แค่สนามเด็กเล่นแหละน่า ขนาดองค์รัชทายาทยังเป็นสหายคนสนิท ฮองเฮาก็เอ็นดูราวเป็นลูกแท้ ๆ แต่กับชินอ๋องผู้นั้นไยเข้าถึงได้ยากยิ่ง สายลับก็เถอะนางขอถอยห่างเสียดีกว่า... ถูกทิ้งแล้วอย่างไร คุณหนูเฟยเมี่ยวผู้นี้จะยืนหยัดด้วยขาของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งใครให้ดู !!!

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทนำ

บทนำ

           

เขตวังหลวงเป็นสถานที่คนนอกอยากเข้ามาดูด้วยตาสักครา ทว่าหากมิใช่เหล่าขุนนางที่ต้องเข้ามาว่าราชการกับฮ่องเต้แห่งแคว้น ก็ต้องมีรับสั่งจากคนภายในอนุญาตให้เข้ามาได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ย่างกายเข้ามา

...คนที่อาศัยอยู่ข้างในนั้นกลับมีความคิดอยากออกไปข้างนอกยิ่ง และก็ออกไปได้ยากเช่นกัน

ซุนเฟยเมี่ยวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยคิดอยากเข้าวังหลวงแต่พอได้มาอาศัยอยู่จริงแล้วกลับหาทางออกไปนอกวังหลวงเสียทุกวันและทุกเวลา

เฟยเมี่ยวมิใช่นางกำนัล และยิ่งไม่ใช่คนในราชวงศ์ที่ต้องอาศัยอยู่ในวังหลวงอันเปรียบเสมือนกรงทองแห่งนี้ แต่นางคือสตรีวัยสิบสี่ย่างเข้าสิบห้าใกล้วัยปักปิ่นที่ถูกบุพการีทอดทิ้ง !

บิดา มารดาของซุนเฟยเมี่ยวนั้น ทิ้งให้นางต้องเติบโตในวังที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและลำดับขั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ ที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอ ไม่แพ้ข้าวสามมื้อที่ต้องกินทุกวันเลยล่ะ

หากเจอคนที่มีศักดิ์สูงกว่าไม่ว่าตนเองจะมีอายุมากน้อยเพียงใดก็ต้องน้อมเคารพเสมอ มิเช่นนั้นแล้วอาจลืมตาตื่นอีกทีในคุกหลวงก็เป็นได้

ทว่าสิ่งที่แม้ว่าทำถูก หากไม่เป็นที่ถูกใจก็ย่อมสามารถกลายเป็นผิดได้เสมอ อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้...

“พวกท่านช่างกล้าแย่งที่ประทับชมสวนขององค์หญิงสาม ที่แห่งนี้องค์หญิงเสด็จมาทุกวันหลังเสวยพระกระยาหารเช้าพวกท่านเข้าวังหลวงมานานจะไม่รู้เชียวหรือ ?!”

สตรีสามนางที่ถูกหาว่าแย่งที่ประทับองค์หญิงสาม คือ บุตรีของขุนนางขั้นสูงที่ได้รับเกียรติเข้ามาร่วมเรียนเป็นสหายของเหล่าองค์หญิงองค์ชายในวังนั่นเอง

หนึ่งในนั้นคือซุนเฟยเมี่ยว บุตรีของแม่ทัพใหญ่ซุนเหวินเชาที่ตอนนี้กำลังออกศึกกำราบเหล่าชนเผ่าเร่ร่อนประจำชายแดนในขณะนี้ คุณหนูตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนูที่ถูกทิ้ง เพราะนอกจากนางแล้ว พี่ชายและน้องชายรวมถึงมารดาก็ล้วนตามไปประจำที่ชายแดนด้วยกันทั้งสิ้น

...จะไม่ให้เรียกว่า ถูกทิ้งได้อย่างไรเล่า ใช่ไหมล่ะ

ส่วนสตรีอีกสองนางที่มีชะตากรรมโชคร้ายร่วมกันในตอนนี้ก็เป็นลูกของขุนนางขั้นสูงไม่แพ้กัน แต่จะให้สูงส่งอย่างไรก็ไม่สามารถสู้ได้กับองค์หญิงสาม จ้าวลู่เอิน อันประสูติจากฮ่องเต้และฮองเฮา อีกทั้งยังเป็นองค์หญิงที่โปรดปราณที่สุดของฮ่องเต้อีกด้วย

หากพูดกันตามความจริงแล้ว ศาลาแห่งนี้เป็นที่ประจำของพวกนางทั้งสามคนมาหลายวันแล้วมากกว่า มีวันนี้นั่นล่ะที่อยู่ดีดีองค์หญิงสามเสด็จมา...

ทั้งสามคนที่ยังก้มหน้าจากการที่เพิ่งคำนับไปนั้นชะงักไปทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของนางกำนัลข้างกายขององค์หญิงสาม

คุณหนูคนซ้ายมือของเฟยเมี่ยว นามเหลียงซู เป็นบุตรีคนโตของตระกูลเลี่ยง ประมุขตระกูลเป็นถึงผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายตุลาการ คุณหนูนางนี้จึงมีนิสัยโดดเด่นคือรักความยุติธรรมยิ่ง ออกจะโผงผาง อันไม่เหมาะกับการต้องมาเป็นสหายของคนในราชวงศ์ยิ่งนัก เท่าที่เฟยเมี่ยวพูดคุยและอยู่ด้วยกันมาค่อนข้างเดาได้ว่าสหายของนางผู้นี้คงจะอยู่ในวังหลวงได้อีกไม่นานหรอก และวันนั้นอาจจะมาถึงแล้วด้วยน่ะสิ

เหลียงซูเงยหน้าขึ้นตอบโต้นางกำนัลที่กล่าวก่อนหน้าทันที

“เจ้าพูดผิดแล้ว ศาลาตรงนี้พวกเรามานั่งเล่นก่อนเข้าเรียนประจำมิเคยเห็นองค์หญิงสามเสด็จสักครา อันใดคือมาทุกวันกันเล่า”

เหลียงซูพูดมิผิด แต่นางผิดที่พูดในตอนนี้ต่างหาก !

กฎข้อที่หนึ่งของการอยู่รอดในวังหลวงคือ เชื้อพระวงศ์พูดอันใดย่อมถูกเสมอ ทั้งที่รู้ว่าผิดก็ต้องเงียบไว้ หากจะโต้แย้งจำเป็นต้องมีหลักฐานมารองรับ มิเช่นนั้นก็เตรียมรับบทลงโทษไว้ได้เลยในข้อหาหมิ่นเกียรติเชื้อพระวงศ์

“คุณหนูเลี่ยง มาเพียงไม่นานควรสงบปากไว้หน่อยเถอะเจ้าค่ะ ไม่กี่วันมานี้องค์หญิงทรงเบื่อไม่มาบ้างหาได้นับอันใด

ทรงไม่คิดว่าจะมีคนกล้าแย่งที่ประทับเสียได้ อีกทั้งยังกล้ากล่าววาจาจาบจ้วงหมิ่นพระเกียรติองค์หญิงสามอีก ทหารนำคุณหนูท่านนี้ไปรับโทษเสีย คราวหน้าจะได้เจียมตนเสียบ้าง!!!”

“เจ้าต่างหากที่กล้าตะคอกใส่ข้าอันเป็นบุตรีขุนนาง ข้ายังไม่ได้หมิ่นเกียรติองค์หญิงสามเสียสักคำเลย...โอ๊ย!”

เฟยเมี่ยวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอื้อมมือไปหยิกหลังเรียกสติสหายใหม่เสียหน่อย ก่อนที่โทษจะมากไปกว่านี้ ด้วยอำนาจของบิดาของเหลียงซูย่อมช่วยนางรอดได้อยู่แล้ว เพียงแต่นับจากวันนี้คงไม่เห็นเหลียงซูเข้ามาเรียนในวังหลวงอีกแล้วก็เท่านั้น

เหลียงซูยังมีทีท่าไม่ยอมเช่นเดิมแม้ได้รับสายตาสื่อความหมายจากเฟยเมี่ยวแล้วก็ตาม

“ข้าเป็นนางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงสามย่อมพูดแทนองค์หญิง ใช่ไหมเพคะ?”

แน่นอนลู่เอินที่ยืนสงบนิ่งคอเชิดอยู่เบื้องหลังนางกำนัลปากเก่งย่อมหยักยิ้มให้แทนคำตอบ เพียงเท่านี้เหลียงซูก็ไร้คำใดกล่าวว่านางกำนัลผู้นั้นได้แล้ว

คุณหนูตระกูลเลี่ยงที่เพิ่งมีโอกาสเป็นพระสหายให้กับเหล่าราชวงศ์เพียงห้าวันก็ถูกปลดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้...

เฟยเมี่ยวได้แต่มองสหายใหม่ถูกพาตัวออกไป จนภายในศาลาหลังงามกลับเข้าสู่ความเงียบอีกคราจนได้ยินเสียงกอบัวในสระน้ำไหวเบาตามแรงลม

...เฟยเมี่ยวมิใช่ไม่อยากช่วย แต่ตอนนี้สำคัญกว่าคือต้องช่วยตนเอง เพราะอย่าหวังเลยว่านางทั้งสองจะถูกปล่อยไปง่าย ๆ

“พวกเจ้าสองคนคิดว่าควรทำอย่างไรโทษฐานมาแย่งที่นั่งชมสระบัวของข้า !”

องค์หญิงสาม หรือ ลู่เอิน เดินนำนางกำนัลมาข้างหน้า ผ่านไปนั่งยังตั่งยาว สีหน้านิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างคนกำลังรอชมความคลื้นเคลง

สตรีอีกคนที่ยืนข้างเฟยเมี่ยวนามว่า หนิงอัน มาจากตระกูลไป๋ มีบิดาเป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการ นางเข้ามาเป็นสหายเล่าเรียนในวังได้ปีกว่าแล้ว อยู่มานานย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์เยี่ยงนี้ควรทำอย่างไร

“พวกเราสองคนขอให้องค์หญิงสามโปรดกรุณาพวกเราด้วยเพคะ คราวหน้าพวกเราจะไม่ทำอีกแล้วเพคะ พวกเราจะรีบไปเดี๋ยวนี้ไม่รบกวนเวลาสบายพระทัยองค์หญิงอีกแล้วเพคะ”

...ถูกแล้ว กฎของการเอาตัวรอดในวังหลวงอีกข้อก็คือ หากเจอคนในราชวงศ์ที่ใด ต้องหลบเลี่ยงเป็นการดีที่สุด

เมื่อถวายความเคารพเสร็จ หนิงอันก็รีบเดินนำออกมาจากศาลาทันที ตามด้วยเฟยเมี่ยวข้างหลัง

องค์หญิงเสด็จทั้งทีนางกำนัลเอย ขันทีเอย ติดตามมาไม่ต่ำกว่าสิบคนอยู่แล้ว สตรีทั้งสองเดินออกมาจากศาลาได้พ้นไม่ทันไร หนิงอันที่เดินนำหน้าก็ถูกหนึ่งในนางกำนัลคนติดตามขององค์หญิงสามผลักกระเด็นจนตกน้ำไปเสียแล้ว และพร้อมกันนั้นนางกำนัลอีกคนก็ผลักเฟยเมี่ยวด้วยเช่นกัน

ตูม !  ตูม !

เสียงแรกเป็นหนิงอันตกน้ำ

ส่วนอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงของนางกำนัลที่ตั้งใจผลักเฟยเมี่ยวตก พลาดเป้าตกน้ำไปเสียเอง

“นั่น ๆ คุณหนูซุนกล้าผลักนางกำนัลขององค์หญิงสามตกน้ำหรือ ?! ท่านคิดจะหมิ่นเกียรติองค์หญิงใช่หรือไม่!!!”

นางกำนัลปากกล้าคนเดิมตะโกนออกมาจากศาลา ซึ่งก็ไม่เกินจากที่คาดไว้เลย เฟยเมี่ยวเบี่ยงหลบชะตากรรมเยี่ยง

หนิงอันได้ย่อมไม่พ้นชะตากรรมต่อไป เพราะสุดท้ายอย่างไรองค์หญิงสามมากอำนาจ และมากด้วยคนเอาใจย่อมไม่ปล่อยพวกนางสามคนให้สบายอยู่แล้ว

จัดการได้สองคนเหลืออีกหนึ่ง...

“ไยเจ้าคิดเยี่ยงนั้นได้ ข้าอยู่ใกล้ ๆ ย่อมเห็นว่าเป็นเพราะนางกำนัลคนนั้นเห็นคุณหนูหนิงอันพลัดตกน้ำจึงกระโดดไปช่วยต่างหาก”

“นั่นมัน...”

แน่นอนนางกำนัลปากมากก้าวขึ้นเป็นถึงคนสนิทขององค์หญิงสามได้ ทั้งวาจาและหัวสมองย่อมไม่โง่เป็นแน่

เฟยเมี่ยวรู้ดีว่าสตรีนางนี้ทำหน้าที่เยี่ยงมือขวาคอยใช้ปากหาเรื่องแทนเจ้านาย หากอยากจะหยุดปากนั่นได้ต้องเอ่ยอันใดที่ไม่ให้นางกำนัลปากเก่งต่อความเอามาเป็นโทษได้

เฟยเมี่ยวอาศัยในวังมาเป็นปีปะทะมาหลายครั้งแล้ว อยู่รอดมาได้ เป็นเพราะทักษะติดตัวนั่นล่ะ

“เจ้าอย่าได้สนทนาให้มากความกับนางเลย นางสติไม่ดี มิเช่นนั้นบิดามารดาจะทิ้งนางไว้กับเสด็จแม่ข้าหรือ”

มาแล้ว ท่าไม่ตายขององค์หญิงสามยามมิรู้จะจัดการกับเฟยเมี่ยวอย่างไร ก็มักจะจบด้วยการนำจุดด้อยของนางมาเอ่ยทวน ย้ำแล้วย้ำอีกเสมอ

อันใดก็สติไม่สมประกอบแล้วถูกทิ้ง หรือไม่ก็เป็นภาระของฮองเฮา มารดารักของนาง สิ่งที่เฟยเมี่ยวเจอมาล้วนมาจากการที่ลู่เอินอิจฉานางที่เป็นที่รักของฮองเฮามากกว่าตนเองซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ต่างหาก

องค์หญิงสามถูกไทเฮาขอไปเลี้ยงแต่เล็ก พอได้กลับสู่อ้อมอกผู้เป็นมารดาแท้ ๆ อย่างฮองเฮา กลับถูกเฟยเมี่ยวอันถูกสหายฝากฝังให้ช่วยเลี้ยงดู แย่งชิงความรักไปเสีย ก็ไม่แปลกที่

ลู่เอินจะคอยตามราวีเฟยเมี่ยวให้อยู่อย่างยากลำบากตลอดมา

เฟยเมี่ยวไม่ตอบโต้ ก็มิใช่ว่าจะยอมให้ถูกรังแก เพียงแต่นางยืนอยู่ตรงนี้เพื่อรอเวลาเท่านั้น...

อา อีกไม่นาน ท่านผู้นั้นก็น่าจะถึงแล้ว...

ทนอีกนิดเดียว นางเพียงรับคำกล่าวดูถูกและคำพูดเจ็บแสบให้ผ่านเข้าหูและปล่อยเลยออกไปเท่านั้น ไม่ตอบโต้อันใดเพียงยืนนิ่งให้ลู่เอินปลดปล่อยความอัดอั้นก็เท่านั้นเอง

ขันทีนายหนึ่งวิ่งจากที่ไกลเข้ามากระซิบกับนางกำนัลปากมากก่อนที่จะถูกถ่ายทอดไปสู่เจ้านายอย่างลู่เอิน

เฟยเมี่ยวสังเกตการสีหน้าของแต่ละคนที่ได้รับสารก็รู้แล้ว ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็หลุดพ้นเสียที

“ฝากไว้ก่อนเถอะ หึ่ย!”

เฟยเมี่ยวรอจนขบวนเสด็จขององค์หญิงสามจากไปจนหมด ก็กวักมือเรียกบ่าวของตนเองนาม มู่กวา เป็นบ่าวสตรีร่างใหญ่สองเท่าของขนาดสตรีทั่วไป พละกำลังเทียบเท่าบ่าวบุรุษผู้ทำงานแบกหาม วิ่งเร็วไม่หยอก แต่มีข้อเสียตรงที่หัวทึบไปเสียหน่อย คิดอันใดเองไม่ค่อยเป็นทว่าทำตามคำสั่งได้ดียิ่ง

มู่กวาเป็นบ่าวที่มารดาของเฟยเมี่ยวทิ้งไว้ให้รับใช้ ถือว่าเป็นบุญคุณอย่างเดียวที่เฟยเมี่ยวซึ้งใจ

“พี่มู่ทำดียิ่ง ตอนนี้รีบลงไปช่วยหนิงอันขึ้นมาก่อนเถอะ แล้วรีบพานางไปตำหนักของข้า หาชุดให้เปลี่ยนเสีย”

สิ้นคำสั่ง เสียงตูมก็ดังตามมาเพียงไม่ถึงเค่อ หนิงอันที่คอยนิ่งในสระบัวส่วนตื้นก็ถูกอุ้มขึ้นมาและหายลับไปจากสายตาอีกคนทันใด

เฟยเมี่ยวให้มู่กวารีบวิ่งไปชวนฮองเฮาให้เสด็จมาทอดพระเนตรดอกบัวตั้งแต่เห็นขบวนขององค์หญิงสามมาแต่ไกล ๆ แล้ว เมื่อครู่ที่ลู่เอินยอมละเว้นนางก็เพราะไม่กล้าหาเรื่องเฟยเมี่ยวต่อหน้าฮองเฮานั่นล่ะ

ณ ที่ชั้นสามของตำหนักชมวิวสระบัวไม่ไกลนั้นเอง...

“เจ้าคิดว่าใครฉลาดสุด”

หนึ่งในสองบุรุษชุดดำทมึน พวกเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสวนของวังหลวง เอ่ยถามอีกคนด้วยน้ำเสียงทุ้มไร้อารมณ์เอนเอียงใด

“ย่อมเป็นองค์หญิงสามลู่เอินพะยะค่ะ นางเพียงอยู่นิ่งก็สามารถกำจัดคุณหนูสองนางได้ตามที่ใจหวัง ส่วนคุณหนูอีกท่านก็เกือบถูกจัดการ หากฮองเฮาไม่กำลังเสด็จมาเสียก่อนพะยะค่ะ”

“หึ อย่างนั้นรึ”

คนตอบอย่างมั่นใจก่อนหน้าเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว เพราะดูเหมือนว่าเจ้านายของตนเจ้าของคำถามดูไม่ได้เห็นพ้องเช่นเดียวกัน

“...พะยะค่ะ”

“ผิดแล้ว เจ้ายึดติดเพียงแต่ผลลัพธ์ที่เห็นมากเกินไป...

เจ้าคิดว่า อยู่ดีดีไยฮองเฮาเสด็จมายังศาลาริมสระบัวตอนนี้กันเล่า หากไม่เพราะมีคนไปชักชวนมา...”

“พระองค์หมายถึงว่ามีหนึ่งในคุณหนูวางแผนให้ฮองเฮามาอย่างนั้นหรือขอรับ ?”

เจ้าของเสียงทุ้มทรงอำนาจหยักยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถกต่อ

“เดาหน่อยซิ เจ้าคิดว่าคุณหนูท่านใดเป็นผู้ลงมือ”

บุรุษผู้มีศักดิ์ต่ำกว่านิ่งคิดชั่วครู่ก่อนตอบ

“ไม่ใช่คุณหนูเลี่ยงแน่ เพราะนางเพิ่งเข้ามามิน่าคาดเดาได้ก่อนและดูเถรตรงไม่มากเล่ห์ มีนิสัยดุจบิดาของนางมิผิด

และก็ไม่น่าใช่คุณหนูไป๋ มิเช่นนั้นแล้วคงวางแผนให้ตนรอดพ้นได้เร็วก่อนที่จะตกน้ำแน่ ซึ่งคุณหนูซุนดูเป็นคนที่น่าเป็นไปได้มากที่สุดพะยะค่ะ

...เพียงแต่นางรู้ล่วงหน้าเพียงนั้น ไยไม่คิดช่วยเหลือสหายอีกสองคนให้พ้นภัยเล่าพะยะค่ะ หรือนางคิดถึงเพียงตนเองรอดเป็นพอ ส่วนสหายมิสนใจใยดี”

“หากมองเพียงผิวเผินย่อมคิดเยี่ยงนั้นไม่ผิด ผลลัพธ์ที่เห็นตรงหน้าล้วนมีเพียงคุณหนูซุนที่รอดพ้นในครานี้ ส่วนอีกสองคนไม่เจ็บตัวก็เจ็บใจ ทว่าหากวัดกันที่ผลลัพธ์ในระยะยาวหลังจากวันนี้ ย่อมต้องยกย่องความคิดหลักแหลม รอบครอบของคุณหนูซุนยิ่ง

...คุณหนูตระกูลเลี่ยงนั้นมีนิสัยเถรตรงไม่ยอมหักมิเหมาะกับสังคมภายในวังหลวงหรอก ครานี้นางถูกคาดโทษจากลู่เอินย่อมดีกว่าในอนาคตที่นางอาจพลาดครั้งยิ่งใหญ่กว่านี้ก็เป็นได้ ส่วนคุณหนูไป๋นั้นจิตใจอ่อนแออ่อนไหวง่าย ตกน้ำไปย่อมดีกว่าถูกลงโทษอื่นใดเป็นไหน ๆ อย่างน้อยนางก็ไม่ถูกคาดโทษไว้คิดทดคราหน้า อีกทั้งนางก็ว่ายน้ำเป็น สุดท้ายก็ถูกช่วยขึ้นมาอยู่ดีมิใช่หรือ

เจ้ายังคิดว่าคุณหนูตระกูลซุนไร้น้ำใจอีกหรือไม่”

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

เทพประจักษ์ นาสมฝั
เทพประจักษ์ นาสมฝั
ติดตามอยู่น๊า
2025-05-07 21:46:22
1
0
Alisa Shorty
Alisa Shorty
จบแล้วหรอ ห้วนๆ สั้นๆ ไปหน่อย
2025-09-25 14:43:33
0
0
31 Bab
บทนำ
บทนำเขตวังหลวงเป็นสถานที่คนนอกอยากเข้ามาดูด้วยตาสักครา ทว่าหากมิใช่เหล่าขุนนางที่ต้องเข้ามาว่าราชการกับฮ่องเต้แห่งแคว้น ก็ต้องมีรับสั่งจากคนภายในอนุญาตให้เข้ามาได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ย่างกายเข้ามา...คนที่อาศัยอยู่ข้างในนั้นกลับมีความคิดอยากออกไปข้างนอกยิ่ง และก็ออกไปได้ยากเช่นกันซุนเฟยเมี่ยวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยคิดอยากเข้าวังหลวงแต่พอได้มาอาศัยอยู่จริงแล้วกลับหาทางออกไปนอกวังหลวงเสียทุกวันและทุกเวลาเฟยเมี่ยวมิใช่นางกำนัล และยิ่งไม่ใช่คนในราชวงศ์ที่ต้องอาศัยอยู่ในวังหลวงอันเปรียบเสมือนกรงทองแห่งนี้ แต่นางคือสตรีวัยสิบสี่ย่างเข้าสิบห้าใกล้วัยปักปิ่นที่ถูกบุพการีทอดทิ้ง !บิดา มารดาของซุนเฟยเมี่ยวนั้น ทิ้งให้นางต้องเติบโตในวังที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและลำดับขั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ ที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอ ไม่แพ้ข้าวสามมื้อที่ต้องกินทุกวันเลยล่ะหากเจอคนที่มีศักดิ์สูงกว่าไม่ว่าตนเองจะมีอายุมากน้อยเพียงใดก็ต้องน้อมเคารพเสมอ มิเช่นนั้นแล้วอาจลืมตาตื่นอีกทีในคุกหลวงก็เป็นได้ทว่าสิ่งที่แม้ว่าทำถูก หากไม่เป็นที่ถูกใจก็ย่อมสามารถกลายเป็นผิดได้เสมอ อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้...“พวกท่านช่างกล้าแย
Baca selengkapnya
1 นางคือสหายขององค์รัชทายาท (1)
กลางดึกในเขตวังหลวงนั้นเอง องครักษ์เฝ้ายามทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ใครต้องการบุกรุกเข้ามาล้วนทำได้ยากยิ่ง แต่ท่ามกลางความมืดนั้นเองก็ยังมีร่างเพรียวบางสวมชุดสีดำทั้งตัวกระโดดข้ามหลังคาด้วยฝีเท้าเบามิต่างจากฝีเท้าแมว นางห้ามจากหลังคาหนึ่งไปอักหลังหนึ่งด้วยเครื่องมือที่พิสดารไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในยุคนี้ ค่อย ๆ อาศัยจุดบอดของการเฝ้ายาม เดินทางจนมาถึงตำหนักลู่ซานอันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ขององค์หญิงสามลู่เอินร่างเพรียวชุดดำผู้นี้คือ ซุนเฟยเมี่ยวเอง คืนนี้นางมีนัดกับสหายข้างนอกวังหลวง แต่ก่อนออกไปนั้นนางต้องจัดการเหล่าบุคคลที่กลั่นแกล้งนางเมื่อช่วงกลางวันเสียก่อนเวลานี้กลางยามห้าย[1]แล้ว จากสายของเฟยเมี่ยวในตำหนักลู่ซานบอกไว้ว่ายามนี้ทั้งเจ้านายและบ่าวรับใช้ต่างเข้านอนหมดแล้ว เป็นช่วงเหมาะสมยิ่งที่เฟยเมี่ยวจะจัดการบางอย่างอย่างลับ ๆ ในตำหนักนี้ นางเข้าไปในตำหนักไม่นานจัดการนำผงสมุนไพรคันใส่ในหีบเสื้อผ้าของลู่เอินเสร็จก็จากไปทันทีเวรยามของวังหลวงเฟยเมี่ยวเข้าใจหมด ด้วยการใช้ทักษะที่ร่ำเรียนมากว่าสิบปีของการเป็นสายลับในชาติก่อน ค่อย ๆ ชักจูงคนด้วยความปรารถนาใต้บึ้งลึกจิตใจ หรือไม่ก็กิเลสหล
Baca selengkapnya
1 นางคือสหายขององค์รัชทายาท (2)
“เมี่ยวเมี่ยวชักจะเหิมเกริมเกินไปเสียแล้วนะ อันใดคือเจ้าหุบยิ้มทันทีที่มิได้อยู่ต่อหน้าเสด็จแม่กัน”เฟยเมี่ยวมิได้กลัวอันใดกับคำพูดเชิงตำหนิแต่เต็มไปด้วยการล้อเลียนของบุรุษข้างเคียง นางยังคงเดินจ้ำอ้าวต่อไปไม่ได้ให้หวงลู่ที่มีศักดิ์เป็นถึงองค์รัชทายาทเดินนำอย่างที่ควรเลย“หม่อมฉันก็เรียนมาจากพระองค์ยามเข้าหน้าเหล่าขุนนางและลับหลังเหล่าขุนนางนั่นแหละเพคะ พระองค์ยิ้มบ่อยน่าจะรู้ว่าการหยักยกริมฝีปากมันเมื่อยเพียงใด”เขาล้อมา เฟยเมี่ยวก็ล้อกลับบ้างไม่ยอมแพ้หรอก ในวังหลวงแห่งนี้มีเพียงหวงลู่ผู้นี้นั่นล่ะที่รู้ว่าเนื้อแท้นิสัยของเฟยเมี่ยวซุกซนและเจ้าเล่ห์เพียงใด นางจึงสบายใจยามอยู่กับเขาและเอ่ยขอให้เขาช่วยพาออกนอกวังหลวงอยู่หลายครา ด้วยอำนาจขององค์รัชทายาทที่เป็นรองเพียงฮ่องเต้และฮองเฮา เฟยเมี่ยวเลือกคบเขาเป็นสหายแล้วมีประโยชน์เป็นที่สุด“เสด็จแม่ก็เอ็นดูเจ้าเสียจริง แล้วนี่ยังถูกลู่หลินแกล้งอยู่หรือไม่?”การที่หวงลู่รู้นั้นมิใช่เพราะว่าเฟยเมี่ยวมาฟ้องนะ แต่เพราะองค์หญิงสามแสนเอาแต่พระทัยผู้นั้นแสดงออกถึงความไม่ชอบหน้านางจนใครต่างก็รู้ดี ไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาเองนั่นแหละ“องค์หญิงสามแกล้งข้า
Baca selengkapnya
2 บุคคลที่ต้องหลีกเลี่ยงเป็นอันดับหนึ่ง
ฮือ เฟยเมี่ยวขอถอนคำพูดที่เคยบอกไว้ว่าขี่ม้าง่ายกว่าขี่รถมอเตอร์ไซค์เสียตอนนี้ ชาติก่อนเฟยเมี่ยวขี่รถในสนามแข่งทีไรชนะที่หนึ่งตลอด ไยพอขี่ม้าแข่งบ้าง นางกลับไม่ชนะเสียทีเล่า !แดดแรงแล้ว เฟยเมี่ยวจึงขอทดไว้แข่งกับองค์รัชทายาทหวงลู่คราวหน้าแทน ทั้งสองคนลงจากหลังม้าได้ก็เดินเคียงคู่กันออกมาจากสนามวิ่งม้า จากที่เฟยเมี่ยวคิดไว้ว่าจะเดินกลับตำหนักของทันทีก็ต้องชะลอแผนนั้นไว้ก่อน เพราะที่ทางออกจากสนาม พบผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งยืนอยู่เจอหน้ากันเพียงนี้แล้ว จะเลี่ยงตามกฎที่ตนตั้งไว้ก็ไม่ได้ จำต้องเผชิญหน้าเท่านั้น“ถวายบังคมชินอ๋องเพคะ”“คำนับเสด็จอาพะยะค่ะ”ตรงหน้าของนางนั้นคือบุรุษร่างสูงใหญ่สวมชุดสีดำทมึนพาดลายงูใหญ่นูนแต่ดูกลมกลืน บนชุดมีเพียงสีแดงเลือดกับสีทองบ้างช่วยแต่งเติมให้ดูยิ่งทรงอำนาจขึ้นไปอีก ชินอ๋องผู้นี้เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้ที่อายุห่างกว่าสิบปี ปีนี้เขาน่าจะอายุยี่สิบห้า เป็นโอรสองค์เล็กสุดในอดีตฮ่องเต้ ไม่รู้ด้วยความรักสายสัมพันธ์พี่น้อง หรือเป็นเพราะพระมารดาของชินอ๋องเป็นอดีตนางกำนัลคนสนิทของไทเฮา หรือเหตุอันใดทำให้ชินอ๋องผู้นี้สามารถดำรงอยู่ในเมืองหลวงข้างกายฮ่องเต้ได้ ทั้ง
Baca selengkapnya
3 ช่วยว่าความสืบคดี (1)
ศาลยุคโบราณนี้ไม่ต่างจากยุคปีค.ศ.สองพันมากนัก มีตำแหน่งนั่งของคนเข้าดูบรรจุได้หลายสิบคน ตรงกลางเว้นไว้เป็นลานโล่งมีที่นั่งของจำเลย และทุกตำแหน่งนั่งหันไปทางตำแหน่งผู้พิพากษาและเหล่าเจ้าหน้าที่ตัดสินต่าง ๆ ซึ่งจัดไว้ในที่ปิดอย่างเหมาะสมเมื่อกลุ่มของชินอ๋อง องค์รัชทายาทและเฟยเมี่ยวมาถึงก็มีคนอยู่เต็มศาลว่าคดีแล้ว พวกนางมาถึงก็ไปอยู่ตรงตำแหน่งหลังที่นั่งของชินอ๋องอันนั่งแทนตำแหน่งของเสนาบดีหลิงทันที“เริ่มเลย”สิ้นคำของเต๋อรุ่ย บุรุษเคราย้อยผู้หนึ่ง ก็เดินออกมาข้างหน้าพร้อมหนังสือในมือเตรียมเปิดอ่านรายละเอียดคดีให้ทุกคนในศาลว่าคดีรู้กันถ้วนทั่วเขาคือบิดาของเหลียงซู สหายใหม่ที่โดนไล่ออกจากการเป็นพระสหายของเหล่าองค์หญิงองค์ชายไปแล้วนั่นเอง เขามีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเสนาบดีกรมตุลาการ หรือที่คนเรียกกันว่า ผู้ช่วยเลี่ยง“คดีนี้มีผู้ตายคือ นายตู้ อายุสี่สิบห้าปี อาชีพเก็บของป่าไปขาย ไม่มีภรรยา บิดามารดาตายหมดแล้ว เขาอาศัยอยู่ในบ้านเช่าคนเดียว ในวันเกิดเหตุนั้นมีนายซางที่เป็นสหายมาร่วมดื่มสุราด้วยที่บ้าน เช้าวันต่อมามีชาวบ้านแถบนั้นพบศพนายตู้นอนสิ้นใจอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านในที่ลับตาคน ไม่ไกลมีมีดที
Baca selengkapnya
3 ช่วยว่าความสืบคดี (2)
รับสั่งของชินอ๋องผ่านไปไม่นาน นอกจากเก้าอี้ของจำเลยที่ถูกมัดมือและมีทหารยืนคุมแล้ว ตรงกลางลานก็ปรากฏเป็นพ่อลูกร้านเกี๊ยวเพิ่มมาเฟยเมี่ยวมองพ่อค้าร้านเกี๊ยวแล้วเขาดูนิ่งเฉยติดจะมีอารมณ์กรุ่นโกรธเล็ก ๆ ไม่ได้ดูร้อนรนอย่างคนทำความผิดเท่าไหร่ ผิดก็แต่ลูกสาวที่ถูกนายตู้ไปชื่นชอบนั่นล่ะ ที่มีสีหน้าลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ อีกทั้งการแต่งตัวของสตรีนางนี้ก็ดูฟุ้งเฟ้อเกินจะเป็นเพียงลูกสาวร้านขายเกี๊ยวเสียด้วย ทั้งปิ่นทอง กำไล และชุดตัวใหม่ ทุกอย่างถูกประโคมเข้ามาอย่างคนไม่เคยมี พอได้มีก็กำลังเห่อของใหม่อย่างไรอย่างนั้นสมัยที่เฟยเมี่ยวเป็นสายลับในชาติก่อนนั้น ตอนที่ยังไม่มีภารกิจให้ออกไปปฏิบัติการเป็นสายลับที่ประเทศอื่น นางเคยไปช่วยทำงานในศาลช่วยสืบคดีกับนักสืบเก่ง ๆ มาบ้าง นางเคยได้รับบทเรียนมาว่า การจะหาคนร้ายในคดีที่ยากไขนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือทักษะการสังเกตและจินตนาการ คนสืบคดีต้องเอะใจในสิ่งที่แปลกและใส่จินตนาการเข้าไปเพื่อตั้งสมมติฐานขึ้นมา ลองพิสูจน์ดูว่าจริงหรือไม่ หากใช่ก็จบ หากสมมติฐานนี้ไม่ใช่ก็แค่เปลี่ยนใหม่ไปจินตนาการอีกอย่างก็เท่านั้นจากที่นางสังเกตและฟังเรื่องราวการสืบคดีของเหล่ามื
Baca selengkapnya
3 ช่วยว่าความสืบคดี (3)
“ตอนดื่มสุรานายตู้เอ่ยอันใดกับเจ้าบ้าง พูดมาให้หมด”คนเมาสองคนเรื่องที่คุยย่อมไม่พ้นเรื่องปรับทุกข์ในช่วงนั้นหรอก แม้นางจะไม่รู้ว่านายตู้เมาหรือไม่ แต่การทำให้สหายเมาถึงกับค้างที่บ้านได้ เขาก็ต้องดื่มไปพอสมควรนั่นล่ะ“ตามจริงที่พี่ตู้ชวนมาคราวนี้ข้าก็แปลกใจอยู่ เพราะเราทั้งสองไม่ค่อยสนิทกันมาก หากเขาไม่บอกว่าจะเลี้ยงสุราข้าทั้งหมดก็คงไม่ไปหรอก...อา เขาเหมือนกำลังบ่น ๆ เรื่องการหาเงินแต่งเมียนั่นล่ะ บอกว่าชอบพอนางมากแต่บิดานางยื่นคำขาดว่าให้มีสินสอดมากประมาณนึงถึงจะยกให้ เขายังเอ่ยว่าอยากยืมเงินข้าอยู่เลย เพียงแต่ข้าเดิมทีก็จนยิ่งกว่าเขาอยู่แล้ว ไม่มีให้หรอก...เอ่อ เหมือนมีอยู่คราหนึ่งเขาบอกว่าตามจริงเขายืมเงินคนผู้หนึ่งมามากแล้วเพื่อนำไปซื้อของ ตอนนี้ยังไม่มีเงินคืนเลย ยังต้องหาเงินไปสู้ขอเพิ่มอีก อันใดทำนองนั้นขอรับ เอ่อ ข้าจำได้เพียงเท่านั้น”พอนายซางเห็นว่าเฟยเมี่ยวอยู่ข้างตน กำลังช่วยตนเองจึงพยายามนึกทุกอย่างที่พอนึกได้ออกมาจนหมด...แหม ก็ใครจะไม่อยากรอดเล่าเมื่อฟังจนจบเจ้าของคำถามก็นิ่งไปชั่วครู่ก่อนหลุดหัวเราะออกมา นางฟังแล้วดันนึกเรื่องราวหลังจากนี้ออกซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตกตะล
Baca selengkapnya
4 การเดิมพันอันแสนเท่าเทียม (1)
วันธรรมดาของเฟยเมี่ยวที่ไม่มีอันใดน่าตื่นเต้นตื่นตาใจก็เป็นเยี่ยงวันนี้ หลังจากไปเข้าเฝ้าคุยเล่นกันฮองเฮาแล้ว นางก็ต้องมาร่วมเรียนวิชาต่าง ๆ กับเหล่าองค์ชาย องค์หญิง และลูกหลานขุนนางคนอื่น ๆ ที่ได้รับสิทธิ์มาเรียนร่วมด้วย ที่ตำหนักศึกษานี้มีหลายห้องเลย วันนี้ถึงคราววิชาเขียนอักษรที่ เฟยเมี่ยวไม่อยากเรียนที่สุดนั่นเองนางนั่งเรียนหลังห้องสุดริมสุด โดยทั้งข้างหน้าและข้าง ๆ โต๊ะเขียนหนังสือว่างอย่างที่เห็นได้ประจำ องค์รัชทายาทหวงลู่นั้นนั่งแถวหน้าสุดนู่นน่ะ ส่วนเหล่าเชื้อพระวงศ์ก็นั่งกระจายกันออกไปตามความต้องการของตนมีลูกหลานขุนนางที่ขอเข้าพวกเรียบร้อยไปนั่งตามกลุ่มของเจ้านายตน ส่วนเฟยเมี่ยวจะมาช้าก่อนเริ่มเรียนเสมอ เพื่อหาที่นั่งไกลจากผู้คนหน่อยและสำหรับวิชานี้นางมักจะแอบหลับนั่นเองเชื้อพระวงศ์ที่มาร่วมเรียนในชั้นนี้ครอบคลุมอายุตั้งแต่อายุสิบปีถึงจนกว่าจะสอบจบได้เลยล่ะ ในห้องเรียนนี้นอกจากหวงลู่ที่เฟยเมี่ยวพอสนิทด้วยแล้ว ก็มีคุณหนูไป๋ ไป๋หนิงอันที่หลังจากถูกองค์หญิงสามแกล้งไปแล้ว เฟยเมี่ยวจึงบอกให้นางไปหาเชื่อพระวงศ์ติดตามเถิด ซึ่งหนิงอันก็เลือกอยู่รวมกับท่านหญิงเจียวจิง แม้ไม่ใช่องค์
Baca selengkapnya
4 การเดิมพันอันแสนเท่าเทียม (2)
“เจ้าอย่าได้เล่นลิ้น ตกลงเดิมพันกับข้าบัดเดี๋ยวนี้!!”นางไม่ตกลงวันนี้อย่างไรองค์หญิงสาวลู่เอินก็ต้องหาเหตุผลอื่นมาจัดการนางอีกอยู่ดี“หม่อมฉันไม่ใช่ไม่ตกลงเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันคิดเพียงว่า แล้วหากพระองค์เป็นฝ่ายแพ้ล่ะ หม่อมฉันจะได้อันใดตอบแทนเพคะ” จะให้องค์หญิงมารับใช้เฟยเมี่ยวก็ไม่ได้อยู่แล้ว...“เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดภายหลังก็ยังมิสาย อย่างไรข้าก็ไม่แพ้เจ้าอยู่แล้ว”เฟยเมี่ยวคิดไว้แล้วมิผิดเลย องค์หญิงผู้นี้มิรู้ถูกไทเฮาเลี้ยงมาอย่างไร นิสัยช่างต่างจากฮองเฮาและองค์รัชทายาทหวงลู่มากเพียงนี้“เอาอย่างนี้ไหมเพคะ หากหม่อมฉันบังเอิญชนะ ก็ให้ขออันใดก็ได้กับองค์หญิงอย่างไม่มีข้อแม้ ส่วนหากองค์หญิงชนะก็เอาตามที่พระองค์ตรัสมาก่อนหน้าเลย แม้นโอกาสชนะของหม่อมฉันจะน้อยนิดแต่รับรองว่าหากชนะได้จะไม่ขออันใดมากเกินความสามารถองค์หญิงสามแน่เพคะ”ข้อเสนอของเฟยเมี่ยวล้วนอ้างอิงมาจากสิ่งที่คนเสนอต้องการทั้งสิ้น นางมิได้สรุปเกินเลยสักหน่อย ด้วยความมั่นใจในตนเองของลู่เอินย่อมไม่คิดว่าตนเองจะแพ้ได้ แม้จะตงิดในเงื่อนไขขออันใดก็ได้แต่ในเมื่อโอกาสเกิดยาก ย่อมปล่อยผ่านแน่นอน“ตกลง ข้าจะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรส่
Baca selengkapnya
5 กลับไปเยี่ยมตระกูลซุนสายหลัก
5กลับไปเยี่ยมตระกูลซุนสายหลักเฟยเมี่ยวมาถึงโรงสุราท้ายตรอกแล้ว โรงสุราแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่คนทั่วไปรู้จักกัน คนที่มาใช้บริการที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุทธภพที่เดินทางเข้าเมืองหลวง และอยากได้ที่พักราคาเป็นกันเองพร้อมกันนั้นแบบไม่ต้องการคนรับใช้มาก เพราะที่นี่ไม่มีเสี่ยวเอ้อให้เรียกรับใช้ มีเพียงห้องและเครื่องนอนให้เท่านั้น ทำความสะอาดวันละครั้ง มีร้านอาหารที่เน้นสุราขนาดเล็ก ให้บริการ ทว่าโรงสุราแห่งนี้มีอีกบริการหนึ่งที่คนในเครือข่ายจะรู้กัน นั่นคือ บริการหางานรับจ้างนั่นเอง เจ้าของที่นี่มีสายสัมพันธ์กว้างขวางรับงานจากใครก็ตามที่ต้องการคนทำงานแบบเงียบ ๆ และหาคนมาทำงานให้ ซึ่งเฟยเมี่ยวก็รู้บริการนี้จากสายข่าวหนึ่งในขอทาน นางจึงมารับงานไปทำบ่อยครา หาเงินเพิ่มจากที่ตระกูลซุนส่งมาให้ใช้ประจำนั่นล่ะ“ขอข้าวสารหน่อย”รหัสในการขอรายนามภารกิจในตอนนี้นั่นเอง เฟยเมี่ยวส่งเงินค่าขอดูข่าวให้และรับกระดาษแผ่นใหญ่มา นางเลือกโต๊ะที่ว่างอยู่มุมร้านเพื่อไล่ดูงาน เกณฑ์การเลือกงานของเฟยเมี่ยวคือ ลงแรงแล้วต้องได้เงินคุ้มค่าเหนื่อย จะเป็นงานอันใดนางทำได้หมดแต่ไม่ต้องกังวลนะ งานของที่นี่เลือกรับแต่งานสุจริ
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status