เข้าสู่ระบบในขณะที่สองพี่น้องสกุลฮวาพาตัวบุรุษผู้นั้นหลบหนีขึ้นไปบนเขา เซี่ยจ้งหวายก็นำกำลังพลของสกุลเซี่ยออกตามหาเซี่ยเหวินหลางด้วยตนเอง ยามนี้เซี่ยเหวินหลางคือบุตรชายที่เหลืออยู่แค่เพียงคนเดียวของเขาหากเกิดอะไรขึ้นกับเซี่ยเหวินหลางอีกเขาก็ยากจะทำใจได้
ตอนที่ผู้คุ้มกันมาบอกเขาว่าเซี่ยเหวินหลางถูกลอบสังหารจิตใจของเขาก็ล้วนเต็มไปด้วยความกังวล แม้จะมีคนเห็นว่าบุตรชายของเขามีคนช่วยเหลือไปแล้วแต่เซี่ยจ้งหวายก็ไม่กล้าวางใจรีบส่งคนไปตามสืบหาที่มาของคนร้ายและผู้บงการในทันที ส่วนตัวเขาก็นำกองกำลังที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการซุ่มโจมตีและการสะกดรอยออกไปตามหาบุตรชายด้วยตนเอง
“บ้านกลางป่าหลังนี้เป็นของผู้ใด พวกเจ้าจงไปตรวจสอบให้ข้าที” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยออกมาเมื่อพบร่องรอยของบุตรชายในบ้านหลังนี้ เซี่ยเหวินหลางจงใจทิ้งร่องรอยของตนเอาไว้ ทำให้สะกดรอยตามมาได้อย่างง่ายดาย แต่ร่องรอยของบุตรชายกลับหายไปที่บ้านหลังนี้ทำให้เขายิ่งรู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของบุตรชายมากยิ่งขึ้น
“เรียนท่านโหว เมื่อดูจากสภาพของที่นอนด้านในทำให้เห็นว่ามีการทำแผลและใส่ยา ผงยาที่ข้าน้อยพบเหมือนกับยาสมานแผลชั้นดีที่ท่านหมอเทวดาหลี่เคยมอบให้ท่านโหวเลยขอรับ” เซี่ยถิงเอ่ยรายงานด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล อยู่ๆ เจ้านายของตนเองก็ถูกลอบทำร้าย อีกทั้งยามนี้ยังหายตัวไปทั้งที่ได้รับบาดเจ็บทำให้เขาอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้
“อาเฟิงบอกกับข้าว่า ซานหลางได้รับบาดเจ็บ อาจจะเป็นไปได้ว่าคนที่พาตัวเขามาช่วยรักษาบาดแผลให้เขา” เมื่อเซี่ยจ้งหวายเอ่ยเช่นนี้สีหน้าของเซี่ยถิงก็พลันดีขึ้น
“หากเป็นเช่นนั้นย่อมถือว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนที่ช่วยเหลือท่านอัครเสนาบดีมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ เหตุใดจึงได้พาท่านอัครเสนาบดีหนีจากไปเช่นนี้ อีกทั้งท่านอัครเสนาบดียังไม่ได้ทิ้งร่องรอยให้พวกเราติดตามต่ออีกด้วย” เมื่อเซี่ยถิงเอ่ยเช่นนี้สีหน้าของเซี่ยจ้งหวายที่เดิมทีก็มีความวิตกกังวลอยู่แล้วยามนี้ยิ่งทวีความวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น เซี่ยถิงจึงได้เอ่ยต่อเพื่อคลายความกังวลใจของเขา
“ขอท่านโหวอย่าได้กังวล แม้ว่าท่านอัครเสนาบดีจะไม่ได้ทิ้งร่องรอยให้ติดตาม แต่ข้าน้อยพบว่ามีรอยเท้าอยู่สองรอย รอยหนึ่งน่าจะเป็นบุรุษ ส่วนอีกรอยข้าไม่แน่ใจว่าจะเป็นสตรีหรือไม่ เพราะแม้ว่ารอยฝ่าเท้าจะมีขนาดเล็กแต่ร่องรอยกดลึกบนพื้นดินบ่งบอกว่ากำลังแบกรับน้ำหนักอยู่ ซึ่งข้ามั่นใจว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นคนที่แบกรับน้ำหนักตัวของท่านอัครเสนาบดีเป็นแน่ขอรับ” เมื่อเซี่ยถิงเอ่ยเช่นนี้เซี่ยจ้งหวายก็พยักหน้า
“คงจะเป็นบุรุษร่างเล็กที่สามารถแบกรับน้ำหนักของคนตัวโตอย่างซานหลางได้” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางทอดถอนใจออกมาแล้วจึงได้เอ่ยต่อ
“สะกดตามรอยเท้าของพวกเขาไป ข้าเชื่อว่าพวกเขาคงจะไม่ทำอันตรายซานหลางหรอก ถ้าหากอยากจะฆ่าทิ้งยามนี้พวกเราคงได้เก็บศพของเขาไปแล้ว” เมื่อเซี่ยจ้งหวายเอ่ยเช่นนี้เซี่ยถิงก็ขานรับแล้วรีบออกไปสั่งให้ลูกน้องที่มีความชำนาญด้านการสะกดรอยและมีความชำนาญด้านการแกะรอยเท้าเร่งรีบทำงานเพื่อจะได้ตามหาเซี่ยเหวินหลางได้เร็วขึ้น
ในขณะที่ทางเซี่ยจ้งหวายและกองทัพสกุลเซี่ยกำลังตามหาเซี่ยเหวินหลางกันอย่างเคร่งเครียด ฮวาจื่อชิงที่กังวลว่าบุรุษที่นางแบกมาจะส่งเสียงร้องโวยวายจนทำให้นางถูกจับได้จึงได้จับเขามัดมือมัดเท้ากับเสาเตียง แล้วเอาผ้าผืนหนึ่งมาคาดทับที่ริมฝีปากของเขาเอาไว้แล้วผูกอย่างแน่นหนา ยามที่เขาตื่นขึ้นมาจะได้ไม่สามารถส่งเสียงโวยวายจนทำให้แผนการหลบหนีของนางต้องล้มเหลว
“สภาพเช่นนี้ผู้ใดจะเชื่อว่าข้าหนีตามเขา แค่มองดูก็รู้แล้วว่าข้าลักพาตัวเขามาแล้วบังคับพาเขาหนีไปด้วยกันเสียมากกว่า” ฮวาจื่อชิงบ่นพึมพำออกมา เสียงบ่นของนางทำให้คนที่พึ่งจะฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ยินเข้าพอดี
“อื้อ! อื้อ!” แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดปากพูดได้แต่เขาก็ยังส่งเสียงคำรามในลำคออย่างไม่คิดจะยอมแพ้ สายตาที่เขาใช้จ้องมองนางเต็มไปด้วยโทสะ ฮวาจื่อชิงจึงได้เอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“ท่านอดทนอีกสักหน่อยเถิด พอข้าหนีไปจากที่นี่ได้ญาติผู้พี่ของข้าก็จะปล่อยท่านไปเอง วางใจเถิดข้าไม่คิดจะพาท่านไปด้วยแล้วล่ะท่านสบายใจได้” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ใบหน้าที่กำลังส่ายไปมาเพื่อพยายามจะทำให้ผ้าที่ผูกปากอยู่หลุดออกไปพลันสงบนิ่งลงแล้วใช้สายตาโจมตีนางแทน เขากระตุกแขนและขาที่ถูกมัดเอาไว้บนเตียงแล้วจ้องมองนางด้วยสายตาคาดโทษ
“ท่านอย่าดิ้นรนอีกเลย เชือกที่ข้าใช้ผูกแขนและขาของท่านเหนียวแน่นทนทานยิ่งนัก ขนาดข้าที่มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นยังต้องออกแรงกระตุกตั้งหลายครั้งกว่าจะขาดได้” คำพูดของนางทำให้เขาหรี่ตาจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นอริ
“ท่านวางใจเถิด แผนการของข้าได้เปลี่ยนไปแล้ว ข้าจะไม่สร้างความลำบากใจให้ท่านโดยเด็ดขาด รับรองได้เลยว่าพอข้าหนีไปได้พี่รองของข้าจะต้องยินดีที่จะปล่อยท่านไปและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเป็นการขอขมาต่อท่านอย่างแน่นอน” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้เขาจึงได้ยอมอยู่นิ่งๆ บนเตียง
ฮวาจื่อชิงจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความเห็นใจ สภาพของเขาในยามนี้คือกำลังนอนแผ่หราอยู่บนเตียง แขนและขาถูกกางออกและถูกผูกติดกับเสาเตียงทั้งสี่ด้าน ริมฝีปากถูกผูกเอาไว้อย่างแน่นหนา อีกทั้งสาบเสื้อยังถูกคลายออกด้วยฝีมือของฮวาจื่อเฉิงเพื่อทำแผล หากเปลี่ยนเป็นนางที่ต้องนอนอยู่ในสภาพนี้นางเองก็ย่อมจะรู้สึกโกรธเคืองเช่นเดียวกัน
“แย่แล้ว! ชิงชิงพวกเราหนีไปจากที่นี่ไม่ทันแล้ว ผู้ดูแลเรือนทั้งสามล้วนถูกเซี่ยโหวจับกุมเอาไว้แล้ว อีกไม่นานเซี่ยโหวคงจะต้องตามมาจับตัวเจ้ากลับไปแต่งงานกับทรราชเซี่ยเป็นแน่” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงนิ่งงันไปในทันที
“เหตุใดเซี่ยโหวจึงไม่ยอมปล่อยข้าไป คนของท่านไม่ได้ไปปล่อยข่าวที่จวนโหวหรือว่าข้าหนีตามบุรุษไปแล้ว” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยถามเช่นนี้ฮวาจื่อเฉิงก็ส่ายหน้าในทันที
“ข้าตั้งใจว่าจะให้คนไปปล่อยข่าวหลังจากที่เจ้าหลบหนีไปสักสองสามวันถึงยามนั้นเจ้าคงจะหนีไปได้ไกลแล้ว” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงเดินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิดแล้วจึงได้เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยกับญาติผู้พี่ของตนด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่รอง! ท่านยอมให้เซี่ยโหวจับตัวเถิดแล้วก็พาเซี่ยโหวมาที่นี่เขาจะได้รู้ว่าข้าอยู่กับบุรุษอื่น” คำพูดของนางทำให้บุรุษที่นอนหงายอยู่บนเตียงคำรามออกมาแล้วก็ถลึงตาใส่นางด้วยความดุร้าย
“เซี่ยโหวไม่ใช่คนโง่ เขาจะต้องรู้แน่ว่าเจ้าจัดฉากหลอกลวงเขา” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้คิดจะจัดฉาก แต่ข้าจะหลับนอนกับคนผู้นี้จริงๆ” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย ส่วนบุรุษที่นอนอยู่บนเตียงนั้นหากดวงตาของเขาสามารถฆ่าคนได้ยามนี้สองพี่น้องสกุลฮวาคงจะตายไปนานแล้ว
“ไม่จำเป็นเลยที่เจ้าจะทำลายชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของตนเองเพื่อหลีกหนีการแต่งงานเช่นนี้” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงหัวเราะออกมา
“หากไม่ใช่ทรราชเซี่ย วันหน้าข้าก็คงจะถูกท่านพ่อจับข้าแต่งงานกับผู้อื่นอยู่ดี พี่รองคงจะไม่รู้ว่าหากไม่ใช่เพราะข้าหมั้นหมายกับทรราชเซี่ยคนที่ข้าจะต้องแต่งงานด้วยล้วนเป็นคนที่อนุเฉียวพยายามจะยัดเยียดให้ข้า คนที่อนุเฉียวเลือกมาไม่ต้องไปตามสืบก็สามารถคาดเดาได้แล้วว่าล้วนไม่ใช่คนดี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางชี้แต้มพรหมจรรย์ที่ท้องแขนของตนให้ฮวาจื่อเฉิงดู ข้ารู้ว่าพี่รองสามารถหาวิธีทำให้แต้มนี้จางหายไปได้ แต่ยามนี้ไม่ทันแล้วสิ่งที่ทำได้ก็แค่เพียงยินยอมสละความบริสุทธิ์ของตนเองจริงๆ เพียงเท่านั้น”
“อื้อ!” เสียงคำรามด้วยความโกรธของบุรุษบนเตียงทำให้ฮวาจื่อชิงเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“ท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ใช้ความบริสุทธิ์ของข้าบีบบังคับให้ท่านต้องรับผิดชอบในตัวข้า เรื่องในคืนนี้จะไม่มีผู้ใดรู้ว่าท่านคือใคร เซี่ยโหวเป็นคนจิตใจดีแม้ว่าจะโกรธเคืองข้ามากเพียงใดย่อมไม่ทำร้ายข้าแน่และข้าจะไม่มีทางยินยอมให้เซี่ยโหวทำร้ายท่านด้วย หลังจากเซี่ยโหวจากไปด้วยความโกรธแล้วข้าจะส่งท่านกลับไปยังบ้านของท่าน ผู้อื่นจะคิดว่าบุรุษผู้นั้นหวาดกลัวคนสกุลเซี่ยจนหลบหนีไปแล้ว” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้คนบนเตียงกลอกตาไปมา แต่นางกลับไม่ได้สนใจเขาหันไปถามฮวาจื่อเฉิงด้วยสีหน้าขัดเขินในทันที
“เพียงแต่ถ้าหากข้าคิดจะบังคับขืนใจเขาข้าต้องทำอย่างไร แล้วเขามีบาดแผลเช่นนี้จะสามารถทำให้ข้าสูญเสียความบริสุทธิ์ได้ไหม อย่า! ท่านอย่าได้ทำสีหน้าเช่นนั้น ข้าเคยช่วยพี่สามเพาะพันธุ์ม้ามาตั้งหลายครั้งย่อมจะมีความรู้เรื่องความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างชายหญิงอยู่บ้าง แต่ที่ข้าถามท่านก็เพราะคนผู้นั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะช่วยให้ข้าทำลายความบริสุทธิ์ตามแผนการได้” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางชี้ไปที่คนบนเตียงที่ในยามนี้มีใบหน้าแดงก่ำอย่างน่ากลัวและฮวาจื่อชิงสามารถบอกได้เลยว่า สาเหตุที่ใบหน้าของเขาแดงก่ำเช่นนี้หาใช่เป็นเพราะความขัดเขินแต่เป็นเพราะเขากำลังโกรธเคืองนางเป็นอย่างมากต่างหาก
เมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ” “นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอี
ฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอ
ยามเช้าเมื่อฮวาจื่อชิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายของนางร้าวระบมไปเกือบทั้งตัว แม้ว่านางไม่อยากจะตื่นขึ้นมามากเพียงใด แต่ในฐานะที่เป็นสะใภ้ใหม่จำต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปคารวะน้ำชายามเช้าต่อพ่อสามีและแม่สามี ยามนี้ภาพลักษณ์ของนางในใจพ่อสามีและแม่สามีน่าจะเสียหายไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ก็คือพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีไม่ขัดหูขัดตาพวกเขาก็พอ“นอนต่ออีกหน่อยเถิด” มารขัดขวางความตั้งใจของนางไม่ได้แค่เพียงพูดห้ามปราม เขายังสอดแขนมาที่เอวของนางแล้วเหนี่ยวรั้งนางให้เอนกายลงไปซบร่างกายของเขาอีกด้วย“ปล่อยข้า วันนี้ข้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อและท่านแม่สามี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางออกแรงดึงแขนของเขาออกซึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะรู้ดีว่าตนเองสู้แรงของนางไม่ได้ ส่วนฮวาจื่อชิงที่พึ่งจะรู้ตัวว่าพละกำลังของนางกลับคืนมาแล้วก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องมองเขาในทันที“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดร่างกายของข้าจึงได้สิ้นไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น” คำถามของนางทำให้เซี่ยเหวินหลางขยับกายลุกขึ้นแล้วก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่ทำให้นางอดรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรี่ย
งานมงคลของอัครมหาเสนาบดีเซี่ยและคุณหนูสกุลฮวาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เกี้ยวเจ้าสาวได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เจ้าบ่าวที่ขี่ม้านำหน้าขบวนดูองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยเหวินหลางทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็อดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือในแง่ร้ายมากมายเกี่ยวกับรูปโฉมและความประพฤติอันโหดเหี้ยมของเขา พวกนางหวาดกลัวว่าทรราชเซี่ยจะไม่มีผู้ใดยินยอมแต่งงานด้วยจนผลสุดท้ายทรราชผู้นั้นจะหันมาหมายปองพวกนาง ตอนที่ได้รู้ว่าคุณหนูสกุลฮวาออกทุกข์แล้วพวกนางพากันยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มที่ ด้วยคิดว่าต่อไปพวกนางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าพ่อสื่อจากจวนสกุลเซี่ยอาจจะวิ่งเข้าไปทาบทามพวกนางจนถึงในจวน แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยเหวินหลางอย่างเต็มตา พวกนางต่างก็พากันรู้สึกเสียดายที่คนที่ได้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาวของเขาไม่ใช่พวกนางฮวาจื่อชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ในเมื่อนางแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วจึงทำได้แค่เพียงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเท่านั้น หากนางเดาไม่ผิดสาวใช้สองคนที่เซี่ยเหวินหลางส่งมาคงกำลังเดินตามประกบติดตามเกี้ยวของนางอย่าง
ท่ามกลางกลิ่นอายอันเย้ายวนและหอมกรุ่น ฮวาจื่อชิงที่ถูกควันหอมของสมุนไพรทำให้สติเลือนรางก็ลงมือทำเรื่องบางอย่างตามความเข้าใจของตนเอง ส่วนบุรุษผู้นั้นในยามนี้แทบจะไม่หลงเหลือสติแล้วเช่นเดียวกัน หาไม่ใช่เพราะเขาถูกผูกแขนและขาเอาไว้ นางเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนลงมือทำเรื่องชั่วร้ายแทนนางเป็นแน่“เจ็บชะมัด!” นางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมาส่วนคนที่อยู่ใต้ร่างของนางยามนี้ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม้กระทั่งในยามที่นางหยุดค้างเพราะความเจ็บปวดแต่เขากลับพยายามดิ้นรนที่จะหาหนทางปลดปล่อยตนเอง สะโพกที่ไม่อยู่นิ่งของเขาทำให้นางยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่เมื่อคิดว่าด้วยความสามารถของญาติผู้พี่ของนางจะต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยโหวเอาไว้ไม่ได้นานแน่ นางจึงยินยอมให้ความร่วมมือกับเขาแต่โดยดีแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้นางหลุดพ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่ถูกเผาอยู่ในเตากำยานแล้วก็ตาม“อ๊า...” เสียงคำรามจากลำคอของคนที่อยู่ด้านล่างและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายของสะโพกของเขาทำให้นางรู้ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับกายของตนเองลงจากร่างของเขา ความตึงแน่นและความเปียกชื้นบริเวณช่วงล่างทำให้นางรู้สึกไม่สบา







