เข้าสู่ระบบคำพูดของบุรุษแปลกหน้าที่นั่งอยู่ตรงหน้าทำให้ฮวาจื่อเฉิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดได้ว่าหลังจากนี้เขาคงจะต้องไหว้วานบุรุษผู้นี้ให้ไปจากที่นี่พร้อมกับฮวาจื่อชิง เขาจึงได้ยินยอมเอ่ยออกมาด้วยความจริงแค่เพียงบางส่วน
“อ่อ! ใช่แล้วนางตั้งใจจะหนีการแต่งงาน นางถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับคนที่ไม่ชอบนาง บุรุษผู้นั้นมีนางในดวงใจแล้ว นางก็เลยคิดจะหนีจากไปเพื่อเปิดทางให้เขาได้สมหวังกับคนในใจของเขา” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นขมวดคิ้วในทันที
“นางบอกกับเจ้าเช่นนั้นหรือ” คำถามของบุรุษผู้นั้นทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้า เขาไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าที่เจ้าบ่าวของฮวาจื่อชิงคือคนที่มีจิตใจเหี้ยมโหด ชอบฆ่าคนเป็นผักปลา ประเดี๋ยวบุรุษตรงหน้าจะตื่นตระหนกแล้วพลันถอดใจไปเสียก่อน ยามนี้เขาไม่อยากจะออกไปหาบุรุษอื่นมาให้ฮวาจื่อชิงอีกแล้ว
“ว่าแต่เจ้าเป็นคนสกุลใด ดูจากเสื้อผ้าและฝีมือการต่อสู้ขององครักษ์ของเจ้าแล้วเจ้าไม่น่าจะเป็นคนธรรมดาทั่วไปแน่” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามเช่นนี้บุรุษผู้นั้นก็อ้าปากทำท่าว่าจะตอบแต่ฮวาจื่อชิงกลับวิ่งเข้ามาในห้องเสียก่อน
“ทำแผลเสร็จหรือยัง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยามนี้เซี่ยโหวนำทหารของสกุลเซี่ยมาโอบล้อมพื้นที่บริเวณนี้เอาไว้หมดแล้ว” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อเฉิงก็พลันสบถออกมาในทันที
“เช่นนั้นจะทำเช่นไรดี แล้วเหตุใดสกุลเซี่ยจึงได้รู้ข่าวเร็วถึงเพียงนี้” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงเม้มปากแน่น นางหันไปจ้องมองบุรุษที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“ข้าต้องขออภัยท่านด้วย” เมื่อเอ่ยจบนางก็ใช้สันมือสับลงไปที่ต้นคอของเขาทำให้เขาหมดสติในทันที
“เจ้าได้ออมแรงบ้างหรือเปล่า หากเขาคอหักตายขึ้นมา ข้าคงจะหาบุรุษอีกคนให้เจ้าไม่ทันแล้วนะ” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงทอดถอนใจออกมาในทันที
“ข้าย่อมจะควบคุมพลังฝ่ามือของตนเองได้น่า ท่านรีบตามข้ามาเถิด หากปล่อยให้เซี่ยโหวจับตัวท่านได้เขาจะต้องสอบปากคำท่านจนท่านยอมบอกเบาะแสของข้าให้เขารู้เป็นแน่” คำพูดของน้องสาวทำให้ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจในทันที
“นี่เจ้ายังเห็นข้าเป็นพี่ชายของเจ้าอยู่ไหม” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงกังขาแต่ฮวาจื่อชิงไม่คิดจะสนใจเขา นางแบกชายหนุ่มที่หมดสติตรงหน้าขึ้นมาพาดไหล่ของตนเองเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมถึงได้ตัวสูงมากเช่นนี้ แถมยังหนักมากอีกด้วย พี่รองที่แท้ท่านก็หาใช่บุรุษอ่อนแออย่างที่ข้าเคยเข้าใจ ท่านสามารถแบกคนผู้นี้ขึ้นหลังมาหาข้าได้ถือว่าท่านเองก็ไม่ธรรมดา” แม้ปากจะพร่ำบ่นว่าบุรุษผู้นี้มีน้ำหนักตัวมากแต่นางก็แบกทั้งเขาและถุงผ้าของตนเองวิ่งฉิวออกจากบ้านหลังเล็กของตนเองแล้ว ทำให้ฮวาจื่อเฉิงรีบก้มลงเก็บข้าวของของตนเองแล้วรีบวิ่งตามฮวาจื่อชิงไปในทันที
แม้ว่าบุรุษร่างกายสูงใหญ่จะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของนางอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฮวาจื่อชิงเคลื่อนไหวได้ช้าลง นางมีร่างกายที่แข็งแรงและมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปมาตั้งแต่เด็กแล้ว ความสามารถเฉพาะตัวเช่นนี้ของนางทำให้มารดาของนางกังวลว่านางจะถูกผู้อื่นรังเกียจโดยเฉพาะบิดาของนางที่มักจะยึดติดว่าสตรีที่ดีต้องยึดถือหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา ยิ่งเป็นสตรีของสกุลฮวาด้วยแล้วยิ่งต้องวางตัวให้สูงส่งเหนือผู้อื่น จะกินจุและกินเร็วดุจพายุเช่นนางไม่ได้อีกทั้งจะมีพลังดุจช้างสารไม่ได้เช่นกัน มารดาของนางจึงได้สั่งให้นางเก็บงำเรื่องพละกำลังอันล้นเหลือของตนเป็นความลับ ห้ามไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้อย่างเด็ดขาดแม้กระทั่งสาวใช้ในเรือนของนางก็ยังไม่รู้ มีแค่เพียงมารดาและซูหมัวมัวเพียงเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
ช่วงหลายปีที่ผ่านมานางสนิทสนมกับญาติผู้พี่จากเรือนอู่ถงทั้งสามคนเป็นอย่างมากจึงยากที่จะเก็บงำพละกำลังอันล้นเหลือของตนเองให้รอดพ้นไปจากสายตาของพวกเขาได้ แต่ญาติผู้พี่ทั้งสามล้วนรักใคร่เอ็นดูญาติผู้น้องเช่นนางเป็นอย่างมาก จึงไม่มีผู้ใดกล้าปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้ อีกทั้งยังออกหน้าช่วยนางปกปิดความลับนี้ให้นางอีกด้วย
“ชิงชิง เจ้าวิ่งช้าลงอีกหน่อยเถิด” เสียงของฮวาจื่อเฉิงที่วิ่งตามมาทางด้านหลังทำให้ฮวาจื่อชิงทอดถอนใจออกมา
“พี่รอง หากท่านยังมัวชักช้าก็จะไม่ทันกาลแล้วนะ ถ้าเซี่ยโหวค้นพบช่องทางนี้เข้าพวกเราไม่มีทางหนีรอดแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงรีบวิ่งติดตามมา
“เจ้าจับเขาพาดบ่าเช่นนั้น บาดแผลของเขาที่ข้าใช้ยาผงช่วยสมานเอาไว้คงจะปริแตกแล้วเป็นแน่” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาชิงชิงผ่อนฝีเท้าลงแล้วหันไปมองเขา
“เขามีขนาดตัวสูงใหญ่ถึงเพียงนี้ จะให้ข้าแบกเขาขึ้นหลังเช่นท่านได้อย่างไร หากข้าใช้แผ่นหลังของข้าแบกเขาขึ้นมาเท้าของเขาก็คงจะลากพื้นไปตลอดทางเป็นแน่” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่ฮวาจื่อชิงก็วางร่างของบุรุษหนุ่มผู้นั้นลงบนพื้น เปิดสาบเสื้อเพื่อตรวจดูบาดแผลของเขา ฮวาจื่อเฉิงจึงรีบโรยยาสมานแผลลงไปอีกครั้งแล้วใช้ผ้าสะอาดพันรอบบาดแผลของบุรุษผู้นั้นอีกที
“พวกเรารีบไปต่อเถิด ด้านบนภูเขามีเรือนพักของพี่สาม พวกเราพาเขาไปหลบที่นั่นก่อนก็แล้วกัน” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางอุ้มบุรุษตรงหน้าด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความทุลักทุเล แขนข้างซ้ายช้อนบริเวณข้อพับของหัวเข่า แขนข้างขวาช้อนหัวไหล่ยามที่อุ้มเขาขึ้นมานางต้องกางแขนให้กว้างเข้าไว้จึงจะสามารถอุ้มเขาได้พอดี ศีรษะที่แหงนหงายของเขาก็ถูกฮวาจื่อเฉิงเดินเข้ามาจัดวางให้เอนซบลงมาที่ซอกคอของนาง ส่วนแขนที่ห้อยอยู่ก็ถูกนำมาจัดวางบนหน้าท้องของเขาเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
“หากไม่ใช่เพราะข้ารู้สึกเป็นกังวลว่าตนเองจะอุ้มเขาวิ่งไปไม่ไหว ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าต้องลำบากเช่นนี้แน่” แม้ว่าจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ฮวาจื่อเฉิงที่รู้ดีว่าเรือนพักบนเขาของฮวาจื่อมู่อยู่ที่ใดก็รีบเร่งฝีเท้าของตนเองวิ่งนำหน้าไปโดยไม่ทิ้งฝุ่น ปล่อยให้ฮวาจื่อชิงจ้องมองแผ่นหลังที่หายลับไปอย่างรวดเร็วของเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความท้อใจ
“ข้าผู้นี้ช่างโง่เขลาเสียจริง แทนที่จะปรึกษาเรื่องนี้กับพี่ใหญ่หรือไม่ก็พี่สามแต่กลับเลือกมาปรึกษาพี่รอง แม้ว่าจะถูกพี่ใหญ่กับพี่สามตำหนิและห้ามปราม แต่สภาพของข้าก็คงจะไม่ทุลักทุเลเช่นนี้” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพึมพำออกมาแล้วอุ้มบุรุษที่หมดสติไปแล้วผู้นั้นเดินตามฮวาจื่อเฉิงไป
เรือนพักบนเขาของฮวาจื่อมู่ได้รับการตกแต่งเอาไว้อย่างดี ข้าวของภายในเรือนพักถูกจัดวางเอาไว้ตามรสนิยมของฮวาจื่อมู่ ยามที่ผู้ดูแลเรือนเห็นฮวาจื่อเฉิงและฮวาจื่อชิงก็รีบออกมาต้อนรับในทันที แม้ว่าจะแปลกใจที่ฮวาจื่อชิงอุ้มบุรุษผู้หนึ่งมาด้วย แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยทักเรื่องนั้น ด้วยรู้ดีว่าคุณหนูสกุลฮวาผู้นี้มักจะใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบถ้าหากพวกเขาทำให้นางถูกใจ อีกทั้งนางยังไม่เหมือนสตรีอื่นที่พวกเขาเคยเห็นพวกเขาจึงไม่กล้าทำให้นางขัดเคืองใจอย่างเด็ดขาด
ฮวาจื่อเฉิงมอบเงินก้อนโตให้พวกเขาแล้วกำชับพวกเขาว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกผู้ใดแม้แต่ฮวาจื่อมู่ก็ห้ามบอก บรรดาผู้ดูแลเรือนก็รีบขานรับแล้วล่าถอยออกไปให้ห่างจากเรือนในทันที การที่คุณหนูอุ้มบุรุษผู้หนึ่งมาเรือนพักบนเขาที่ลับสายตาของผู้คน คนรักตัวกลัวตายเฉกเช่นพวกเขาย่อมจะต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นจึงจะแคล้วคลาดปลอดภัย พวกเขายังจำได้ดีว่าคุณหนูผู้นี้สามารถฆ่าเสือด้วยมือเปล่า พวกเขาล้วนยังไม่อยากจะตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับเสือตัวนั้นจึงทำได้แค่เพียงปิดหู ปิดตาและปิดปากให้สนิท การรู้จักเอาตัวรอดเช่นนี้ของพวกเขาทำให้พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
เมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ” “นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอี
ฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอ
ยามเช้าเมื่อฮวาจื่อชิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายของนางร้าวระบมไปเกือบทั้งตัว แม้ว่านางไม่อยากจะตื่นขึ้นมามากเพียงใด แต่ในฐานะที่เป็นสะใภ้ใหม่จำต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปคารวะน้ำชายามเช้าต่อพ่อสามีและแม่สามี ยามนี้ภาพลักษณ์ของนางในใจพ่อสามีและแม่สามีน่าจะเสียหายไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ก็คือพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีไม่ขัดหูขัดตาพวกเขาก็พอ“นอนต่ออีกหน่อยเถิด” มารขัดขวางความตั้งใจของนางไม่ได้แค่เพียงพูดห้ามปราม เขายังสอดแขนมาที่เอวของนางแล้วเหนี่ยวรั้งนางให้เอนกายลงไปซบร่างกายของเขาอีกด้วย“ปล่อยข้า วันนี้ข้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อและท่านแม่สามี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางออกแรงดึงแขนของเขาออกซึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะรู้ดีว่าตนเองสู้แรงของนางไม่ได้ ส่วนฮวาจื่อชิงที่พึ่งจะรู้ตัวว่าพละกำลังของนางกลับคืนมาแล้วก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องมองเขาในทันที“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดร่างกายของข้าจึงได้สิ้นไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น” คำถามของนางทำให้เซี่ยเหวินหลางขยับกายลุกขึ้นแล้วก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่ทำให้นางอดรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรี่ย
งานมงคลของอัครมหาเสนาบดีเซี่ยและคุณหนูสกุลฮวาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เกี้ยวเจ้าสาวได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เจ้าบ่าวที่ขี่ม้านำหน้าขบวนดูองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยเหวินหลางทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็อดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือในแง่ร้ายมากมายเกี่ยวกับรูปโฉมและความประพฤติอันโหดเหี้ยมของเขา พวกนางหวาดกลัวว่าทรราชเซี่ยจะไม่มีผู้ใดยินยอมแต่งงานด้วยจนผลสุดท้ายทรราชผู้นั้นจะหันมาหมายปองพวกนาง ตอนที่ได้รู้ว่าคุณหนูสกุลฮวาออกทุกข์แล้วพวกนางพากันยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มที่ ด้วยคิดว่าต่อไปพวกนางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าพ่อสื่อจากจวนสกุลเซี่ยอาจจะวิ่งเข้าไปทาบทามพวกนางจนถึงในจวน แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยเหวินหลางอย่างเต็มตา พวกนางต่างก็พากันรู้สึกเสียดายที่คนที่ได้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาวของเขาไม่ใช่พวกนางฮวาจื่อชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ในเมื่อนางแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วจึงทำได้แค่เพียงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเท่านั้น หากนางเดาไม่ผิดสาวใช้สองคนที่เซี่ยเหวินหลางส่งมาคงกำลังเดินตามประกบติดตามเกี้ยวของนางอย่าง
ท่ามกลางกลิ่นอายอันเย้ายวนและหอมกรุ่น ฮวาจื่อชิงที่ถูกควันหอมของสมุนไพรทำให้สติเลือนรางก็ลงมือทำเรื่องบางอย่างตามความเข้าใจของตนเอง ส่วนบุรุษผู้นั้นในยามนี้แทบจะไม่หลงเหลือสติแล้วเช่นเดียวกัน หาไม่ใช่เพราะเขาถูกผูกแขนและขาเอาไว้ นางเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนลงมือทำเรื่องชั่วร้ายแทนนางเป็นแน่“เจ็บชะมัด!” นางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมาส่วนคนที่อยู่ใต้ร่างของนางยามนี้ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม้กระทั่งในยามที่นางหยุดค้างเพราะความเจ็บปวดแต่เขากลับพยายามดิ้นรนที่จะหาหนทางปลดปล่อยตนเอง สะโพกที่ไม่อยู่นิ่งของเขาทำให้นางยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่เมื่อคิดว่าด้วยความสามารถของญาติผู้พี่ของนางจะต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยโหวเอาไว้ไม่ได้นานแน่ นางจึงยินยอมให้ความร่วมมือกับเขาแต่โดยดีแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้นางหลุดพ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่ถูกเผาอยู่ในเตากำยานแล้วก็ตาม“อ๊า...” เสียงคำรามจากลำคอของคนที่อยู่ด้านล่างและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายของสะโพกของเขาทำให้นางรู้ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับกายของตนเองลงจากร่างของเขา ความตึงแน่นและความเปียกชื้นบริเวณช่วงล่างทำให้นางรู้สึกไม่สบา







