เข้าสู่ระบบคำพูดของบุรุษแปลกหน้าที่นั่งอยู่ตรงหน้าทำให้ฮวาจื่อเฉิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดได้ว่าหลังจากนี้เขาคงจะต้องไหว้วานบุรุษผู้นี้ให้ไปจากที่นี่พร้อมกับฮวาจื่อชิง เขาจึงได้ยินยอมเอ่ยออกมาด้วยความจริงแค่เพียงบางส่วน
“อ่อ! ใช่แล้วนางตั้งใจจะหนีการแต่งงาน นางถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับคนที่ไม่ชอบนาง บุรุษผู้นั้นมีนางในดวงใจแล้ว นางก็เลยคิดจะหนีจากไปเพื่อเปิดทางให้เขาได้สมหวังกับคนในใจของเขา” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นขมวดคิ้วในทันที
“นางบอกกับเจ้าเช่นนั้นหรือ” คำถามของบุรุษผู้นั้นทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้า เขาไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าที่เจ้าบ่าวของฮวาจื่อชิงคือคนที่มีจิตใจเหี้ยมโหด ชอบฆ่าคนเป็นผักปลา ประเดี๋ยวบุรุษตรงหน้าจะตื่นตระหนกแล้วพลันถอดใจไปเสียก่อน ยามนี้เขาไม่อยากจะออกไปหาบุรุษอื่นมาให้ฮวาจื่อชิงอีกแล้ว
“ว่าแต่เจ้าเป็นคนสกุลใด ดูจากเสื้อผ้าและฝีมือการต่อสู้ขององครักษ์ของเจ้าแล้วเจ้าไม่น่าจะเป็นคนธรรมดาทั่วไปแน่” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามเช่นนี้บุรุษผู้นั้นก็อ้าปากทำท่าว่าจะตอบแต่ฮวาจื่อชิงกลับวิ่งเข้ามาในห้องเสียก่อน
“ทำแผลเสร็จหรือยัง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยามนี้เซี่ยโหวนำทหารของสกุลเซี่ยมาโอบล้อมพื้นที่บริเวณนี้เอาไว้หมดแล้ว” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อเฉิงก็พลันสบถออกมาในทันที
“เช่นนั้นจะทำเช่นไรดี แล้วเหตุใดสกุลเซี่ยจึงได้รู้ข่าวเร็วถึงเพียงนี้” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงเม้มปากแน่น นางหันไปจ้องมองบุรุษที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“ข้าต้องขออภัยท่านด้วย” เมื่อเอ่ยจบนางก็ใช้สันมือสับลงไปที่ต้นคอของเขาทำให้เขาหมดสติในทันที
“เจ้าได้ออมแรงบ้างหรือเปล่า หากเขาคอหักตายขึ้นมา ข้าคงจะหาบุรุษอีกคนให้เจ้าไม่ทันแล้วนะ” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงทอดถอนใจออกมาในทันที
“ข้าย่อมจะควบคุมพลังฝ่ามือของตนเองได้น่า ท่านรีบตามข้ามาเถิด หากปล่อยให้เซี่ยโหวจับตัวท่านได้เขาจะต้องสอบปากคำท่านจนท่านยอมบอกเบาะแสของข้าให้เขารู้เป็นแน่” คำพูดของน้องสาวทำให้ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจในทันที
“นี่เจ้ายังเห็นข้าเป็นพี่ชายของเจ้าอยู่ไหม” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงกังขาแต่ฮวาจื่อชิงไม่คิดจะสนใจเขา นางแบกชายหนุ่มที่หมดสติตรงหน้าขึ้นมาพาดไหล่ของตนเองเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมถึงได้ตัวสูงมากเช่นนี้ แถมยังหนักมากอีกด้วย พี่รองที่แท้ท่านก็หาใช่บุรุษอ่อนแออย่างที่ข้าเคยเข้าใจ ท่านสามารถแบกคนผู้นี้ขึ้นหลังมาหาข้าได้ถือว่าท่านเองก็ไม่ธรรมดา” แม้ปากจะพร่ำบ่นว่าบุรุษผู้นี้มีน้ำหนักตัวมากแต่นางก็แบกทั้งเขาและถุงผ้าของตนเองวิ่งฉิวออกจากบ้านหลังเล็กของตนเองแล้ว ทำให้ฮวาจื่อเฉิงรีบก้มลงเก็บข้าวของของตนเองแล้วรีบวิ่งตามฮวาจื่อชิงไปในทันที
แม้ว่าบุรุษร่างกายสูงใหญ่จะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของนางอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฮวาจื่อชิงเคลื่อนไหวได้ช้าลง นางมีร่างกายที่แข็งแรงและมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปมาตั้งแต่เด็กแล้ว ความสามารถเฉพาะตัวเช่นนี้ของนางทำให้มารดาของนางกังวลว่านางจะถูกผู้อื่นรังเกียจโดยเฉพาะบิดาของนางที่มักจะยึดติดว่าสตรีที่ดีต้องยึดถือหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา ยิ่งเป็นสตรีของสกุลฮวาด้วยแล้วยิ่งต้องวางตัวให้สูงส่งเหนือผู้อื่น จะกินจุและกินเร็วดุจพายุเช่นนางไม่ได้อีกทั้งจะมีพลังดุจช้างสารไม่ได้เช่นกัน มารดาของนางจึงได้สั่งให้นางเก็บงำเรื่องพละกำลังอันล้นเหลือของตนเป็นความลับ ห้ามไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้อย่างเด็ดขาดแม้กระทั่งสาวใช้ในเรือนของนางก็ยังไม่รู้ มีแค่เพียงมารดาและซูหมัวมัวเพียงเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
ช่วงหลายปีที่ผ่านมานางสนิทสนมกับญาติผู้พี่จากเรือนอู่ถงทั้งสามคนเป็นอย่างมากจึงยากที่จะเก็บงำพละกำลังอันล้นเหลือของตนเองให้รอดพ้นไปจากสายตาของพวกเขาได้ แต่ญาติผู้พี่ทั้งสามล้วนรักใคร่เอ็นดูญาติผู้น้องเช่นนางเป็นอย่างมาก จึงไม่มีผู้ใดกล้าปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้ อีกทั้งยังออกหน้าช่วยนางปกปิดความลับนี้ให้นางอีกด้วย
“ชิงชิง เจ้าวิ่งช้าลงอีกหน่อยเถิด” เสียงของฮวาจื่อเฉิงที่วิ่งตามมาทางด้านหลังทำให้ฮวาจื่อชิงทอดถอนใจออกมา
“พี่รอง หากท่านยังมัวชักช้าก็จะไม่ทันกาลแล้วนะ ถ้าเซี่ยโหวค้นพบช่องทางนี้เข้าพวกเราไม่มีทางหนีรอดแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงรีบวิ่งติดตามมา
“เจ้าจับเขาพาดบ่าเช่นนั้น บาดแผลของเขาที่ข้าใช้ยาผงช่วยสมานเอาไว้คงจะปริแตกแล้วเป็นแน่” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาชิงชิงผ่อนฝีเท้าลงแล้วหันไปมองเขา
“เขามีขนาดตัวสูงใหญ่ถึงเพียงนี้ จะให้ข้าแบกเขาขึ้นหลังเช่นท่านได้อย่างไร หากข้าใช้แผ่นหลังของข้าแบกเขาขึ้นมาเท้าของเขาก็คงจะลากพื้นไปตลอดทางเป็นแน่” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่ฮวาจื่อชิงก็วางร่างของบุรุษหนุ่มผู้นั้นลงบนพื้น เปิดสาบเสื้อเพื่อตรวจดูบาดแผลของเขา ฮวาจื่อเฉิงจึงรีบโรยยาสมานแผลลงไปอีกครั้งแล้วใช้ผ้าสะอาดพันรอบบาดแผลของบุรุษผู้นั้นอีกที
“พวกเรารีบไปต่อเถิด ด้านบนภูเขามีเรือนพักของพี่สาม พวกเราพาเขาไปหลบที่นั่นก่อนก็แล้วกัน” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางอุ้มบุรุษตรงหน้าด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความทุลักทุเล แขนข้างซ้ายช้อนบริเวณข้อพับของหัวเข่า แขนข้างขวาช้อนหัวไหล่ยามที่อุ้มเขาขึ้นมานางต้องกางแขนให้กว้างเข้าไว้จึงจะสามารถอุ้มเขาได้พอดี ศีรษะที่แหงนหงายของเขาก็ถูกฮวาจื่อเฉิงเดินเข้ามาจัดวางให้เอนซบลงมาที่ซอกคอของนาง ส่วนแขนที่ห้อยอยู่ก็ถูกนำมาจัดวางบนหน้าท้องของเขาเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
“หากไม่ใช่เพราะข้ารู้สึกเป็นกังวลว่าตนเองจะอุ้มเขาวิ่งไปไม่ไหว ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าต้องลำบากเช่นนี้แน่” แม้ว่าจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ฮวาจื่อเฉิงที่รู้ดีว่าเรือนพักบนเขาของฮวาจื่อมู่อยู่ที่ใดก็รีบเร่งฝีเท้าของตนเองวิ่งนำหน้าไปโดยไม่ทิ้งฝุ่น ปล่อยให้ฮวาจื่อชิงจ้องมองแผ่นหลังที่หายลับไปอย่างรวดเร็วของเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความท้อใจ
“ข้าผู้นี้ช่างโง่เขลาเสียจริง แทนที่จะปรึกษาเรื่องนี้กับพี่ใหญ่หรือไม่ก็พี่สามแต่กลับเลือกมาปรึกษาพี่รอง แม้ว่าจะถูกพี่ใหญ่กับพี่สามตำหนิและห้ามปราม แต่สภาพของข้าก็คงจะไม่ทุลักทุเลเช่นนี้” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพึมพำออกมาแล้วอุ้มบุรุษที่หมดสติไปแล้วผู้นั้นเดินตามฮวาจื่อเฉิงไป
เรือนพักบนเขาของฮวาจื่อมู่ได้รับการตกแต่งเอาไว้อย่างดี ข้าวของภายในเรือนพักถูกจัดวางเอาไว้ตามรสนิยมของฮวาจื่อมู่ ยามที่ผู้ดูแลเรือนเห็นฮวาจื่อเฉิงและฮวาจื่อชิงก็รีบออกมาต้อนรับในทันที แม้ว่าจะแปลกใจที่ฮวาจื่อชิงอุ้มบุรุษผู้หนึ่งมาด้วย แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยทักเรื่องนั้น ด้วยรู้ดีว่าคุณหนูสกุลฮวาผู้นี้มักจะใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบถ้าหากพวกเขาทำให้นางถูกใจ อีกทั้งนางยังไม่เหมือนสตรีอื่นที่พวกเขาเคยเห็นพวกเขาจึงไม่กล้าทำให้นางขัดเคืองใจอย่างเด็ดขาด
ฮวาจื่อเฉิงมอบเงินก้อนโตให้พวกเขาแล้วกำชับพวกเขาว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกผู้ใดแม้แต่ฮวาจื่อมู่ก็ห้ามบอก บรรดาผู้ดูแลเรือนก็รีบขานรับแล้วล่าถอยออกไปให้ห่างจากเรือนในทันที การที่คุณหนูอุ้มบุรุษผู้หนึ่งมาเรือนพักบนเขาที่ลับสายตาของผู้คน คนรักตัวกลัวตายเฉกเช่นพวกเขาย่อมจะต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นจึงจะแคล้วคลาดปลอดภัย พวกเขายังจำได้ดีว่าคุณหนูผู้นี้สามารถฆ่าเสือด้วยมือเปล่า พวกเขาล้วนยังไม่อยากจะตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับเสือตัวนั้นจึงทำได้แค่เพียงปิดหู ปิดตาและปิดปากให้สนิท การรู้จักเอาตัวรอดเช่นนี้ของพวกเขาทำให้พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
ข้ามีนามว่าเซี่ยหย่งเป่า เป็นบุตรชายคนที่สองของอดีตอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นอวิ๋นเซี่ยเหวินหลาง มารดาของข้าคือสตรีสกุลฮวามีนามว่าฮวาจื่อชิง ข้ามีพี่ชายและพี่สาวอย่างละหนึ่งคน พี่ชายมีนามว่าเซี่ยหย่งฉี ส่วนพี่สาวของข้ามีนามว่าเซี่ยหย่งหนิงข้ามีหลานชายถึง 4 คน เป็นบุตรชายที่ถือกำเนิดจากพี่ชายของข้าเซี่ยหย่งฉี และท่านหญิงฉางอู่ผู้เป็นพี่สะใภ้ของข้า ส่วนพี่สาวของข้าแม้ว่านางจะยังไม่มีทายาท แต่ด้วยยาที่ข้าพึ่งจะปรุงให้นางไปทำให้ยามนี้นางกำลังตั้งครรภ์ใกล้จะมีทายาทให้แก่สกุลจี้ซึ่งเป็นสกุลของสามีของนางแล้ว“พี่หญิงตั้งครรภ์แล้วเช่นนี้ จี้ซูหรานก็คงไม่กล้าปากมากพูดจาเสียดสีพี่หญิงแล้วกระมัง” ฮวาเยี่ยนชีเอ่ยพลางเลื่อนจานผลไม้ให้พี่หญิงของข้า ฮวาเยี่ยนชีคือบุตรสาวของท่านลุงรองทางฝั่งสกุลเดิมของมารดาของข้า ตั้งแต่พี่หญิงของข้าตั้งครรภ์ทั้งฮวาเยี่ยนชีและข้าก็ต่างไม่กล้าวางใจปล่อยให้นางต้องเผชิญกับความขัดแย้งในสกุลจี้เพียงลำพัง ดังนั้นช่วงนี้ข้าและฮวาเยี่ยนชีจึงมักจะมาเป็นแขกที่จวนสกุลจี้เป็นประจำ“ต่อให้นางอยากจะพูดจาเสียดสีก็ช่างเถิด ถึงอย่างไรนางก็ทำอันใดข้าที่เป็นทั้งท่านหญิงหย่งหนิงและพี่สะใภ
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ฮ่าๆ ดูเหมือนว่านายของพวกเจ้าจะให้เกียรติฝีมือของข้ามากเลยนะ จึงได้ส่งพวกเจ้ามาถึงสี่คนเช่นนี้”“ฉีเสี่ยวเสวียนอย่าได้พูดมาก ยินยอมตามพวกข้ากลับไปแต่โดยดีเสียเถิดเจ้าจะได้ไม่ต้องกลายเป็นผีเฝ้าป่าอยู่ที่นี่” หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยออกมาพลางพุ่งเข้ามาโจมตีนาง ข้าทนเห็นสตรีผู้หนึ่งถูกรุมโจมตีไม่ไหวจึงออกหน้าช่วยเหลือ เพียงแต่ข้าหาได้ตั้งใจเรียนวิชายุทธ์ดังเช่นน้องชาย สุดท้ายวิชายุทธ์ดุจแมวสามขาของข้าจึงทำได้แค่เพียงทำให้ชายชุดดำเหล่านั้นเสียรูปกระบวนในการโจมตีเพียงเท่านั้นสุดท้ายนางก็กำจัดชายชุดดำได้จนหมดนางมองชายชุดดำสี่คนที่นอนสิ้นชีพอยู่บนพื้นแล้วก็รีบเดินไปสำรวจบริเวณรอบๆ ในทันที ข้าเองก็รีบติดตามนางไปเช่นเดียวกัน บุรุษแต่งกายแบบชาวยุทธ์หลายคนสิ้นชีพอยู่บริเวณนี้ความเศร้าโศกเสียใจของนางทำให้ข้าพึ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วนางหาได้ติดตามข้ามาเพียงลำพัง แต่ยังมีคนของนางติดตามมาด้วยอีกหลายคนและยามนี้คนของนางก็สิ้นชีพไปเสียแล้ว“ท่านช่วยข้าฝังศพคนเหล่านี้ได้ไหม” เมื่อนางเอ่ยถามเช่นนี้ข้าก็จำต้องออกแรงช่วยนางขุดหลุมฝังคนทั้งหมด ข้าและนางใช้เวลาเกือบทั้งคืนในการจัดการศพแล้วหลังจา
ข้าชื่อฮวาจื่อเฉิง เป็นบุตรชายคนที่สองของฮวาเฉินกับต่งฟางหรู ท่านปู่ของข้าคือฮวาเหลียงมหาราชครูผู้ได้รับความนับหน้าถือตาจากบรรดาขุนนางทั้งหลาย ตั้งแต่เด็กข้าเป็นคนที่มีความจำดีมาก มากเสียจนทุกคนในจวนต่างตั้งความหวังว่าข้าจะเก่งกาจมากกว่าพี่ใหญ่ของข้าที่สามารถท่องจำสี่ตํารา ห้าคัมภีร์ได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ แต่สุดท้ายข้าก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาตั้งความหวังเอาไว้ เพราะข้ากลับไปฝากตัวเป็นศิษย์หมอเทวดาที่มารักษาอาการป่วยให้แก่ท่านปู่ที่จวนของข้าความสามารถทางด้านการรักษาของข้านั้น ข้าสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าหากไม่นับอาจารย์ของข้าเข้ามาด้วยข้าก็ถือว่าเป็นผู้มีฝีมือทางด้านการรักษาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ทั้งการวินิจฉัยโรคและการปรุงยาแม้แต่อาจารย์ยังเคยชมว่าข้าคือลูกศิษย์ที่เขาภูมิใจมากที่สุดข้ามีญาติผู้น้องอยู่ผู้หนึ่ง นางมีนามว่าฮวาจื่อชิงเป็นเด็กสาวที่น่ารักและน่าสงสาร ข้ารักนางเสียยิ่งกว่าน้องสาวแท้ๆ ซึ่งนางมักจะพูดว่าก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะข้าไม่มีน้องสาวร่วมสายเลือดเลยสักคน…ฮวาจื่อชิงมีพละกำลังมหาศาลตรงข้ามกับใบหน้าอันน่ารักและรูปร่างอันบอบบางของนางเป็นอย่างมาก แต่นางและมา
“ความทุกข์ยากและกาลเวลาช่วยพิสูจน์ความจริงใจของคน” ฮวาจื่อชิงได้เห็นแล้วว่าคำพูดประโยคนี้คือความจริง เซี่ยเหวินหลางเป็นทั้งสามีที่ดีและเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ อย่างแท้จริง เขาช่วยนางอบรมเลี้ยงดูลูกๆ จนเติบใหญ่ เขาเป็นกำลังใจในทุกครั้งที่นางต้องเผชิญกับปัญหา ยามที่นางคิดถึงตอนที่ตนเองเคยหนีไปจากเขาขึ้นมา นางก็ได้แต่ขบขันความคิดอันโง่งมของตนเอง แม้ว่าเซี่ยเหวินหลางจะไม่สามารถละทิ้งอำนาจในมือได้ทั้งหมด แต่เขาก็สามารถทำให้นางและลูกรู้สึกว่าตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขายามนี้นางไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดข่มขู่เขาอีกต่อไปแล้วว่าถ้าหากเขาทำไม่ดีต่อนางหรือว่านำสตรีอื่นเข้ามาเป็นคู่ร่วมชีวิต นางก็จะพาลูกๆ หนีไปจากเขา เพราะตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกันมาจนกลายเป็นท่านปูและท่านย่า เขาก็ไม่เคยทำให้นางอยากจะหนีไปจากเขาอีกเลย“กำลังคิดอะไรอยู่ ฟ้ามืดแล้วอากาศก็เริ่มจะหนาวเย็นขึ้นมาแล้วนะ” เซี่ยเหวินหลางเอ่ยพลางถอดเสื้อคลุมของตนเองมาคลุมให้นาง“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราวในกาลก่อนที่ข้าเคยทำโง่ๆ อย่างเช่นการคิดว่าตนเองจะสามารถหนีการแต่งงานกับท่านไปได้” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้เซี่ยเหวินหลางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
ความห่างไกลสำหรับคู่รักบางคู่อาจจะทำให้เกิดความห่างเหิน แต่สำหรับเซี่ยเหวินหลางและฮวาจื่อชิงแล้วความห่างไกลทำให้เขาและนางรู้หัวใจตนเองว่าต่างฝ่ายก็ต่างขาดกันและกันไม่ได้ ช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแม้ว่านางจะพยายามทำตนเองให้ยุ่งเข้าไว้ ทั้งทำการค้าและทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับเรื่องการเพาะปลูก แต่ยามค่ำคืนที่ต้องอยู่คนเดียวนางมักจะคิดถึงเขาอยู่เสมอฉีเหม่ยเจินและเซี่ยจ้งหวายก็เช่นกันเดิมที่เซี่ยจ้งหวายวางแผนเอาไว้ว่าจะให้เซี่ยถิงและเซี่ยเฟิงอารักขาฉีเหม่ยเจินกลับเมืองหลวงด้วยตนเอง แต่เมื่อเห็นว่าเมืองหลวงสงบสุขดีแล้วเขาจึงได้เร่งเดินทางมาเพื่อมารับฉีเหม่ยเจินกลับเมืองหลวงด้วยตนเอง“ข้าไม่กลับ!” คำพูดของฉีเหม่ยเจินทำให้ เซี่ยเหวินหลางและฮวาจื่อชิงรีบพาลูกๆ กลับเรือนของตนเองในทันที ส่วนบรรดาสาวใช้ก็รีบจากไปเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่คนทั้งคู่“เหตุใดจึงไม่กลับเล่า เจินเจินความเข้าใจผิดในกาลก่อนเจ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าหาใช่ความผิดของข้า พวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเกินครึ่งชีวิตแล้วยามนี้เจ้ายังคิดจะทิ้งให้ข้าต้องใช้ชีวิตคนเดียวอีกหรือ” คำพูดของเซี่ยจ้งหวายทำให้ฉีเหม่ยเจินยิ้มออกมา“ก็เพราะเคยร
ฮวาจื่อชิงหันไปมองยังทิศทางของเสียงแล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นเซี่ยเหวินหลางที่เดินขึ้นบันไดมาบนชั้นสอง นางรีบวิ่งไปหาเขาในทันทีโดยไม่รักษากิริยา นางยื่นมือของตนเองไปจับมือของเขาเอาไว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี“ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาหาข้าได้เสียที”“ข้าสะสางกิจธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบมาหาเจ้าในทันที” เซี่ยเหวินหลางเอ่ยพลางยื่นมืออีกข้างมาลูบศีรษะของนางฮวาจื่อชิง นางรู้สึกดีกับการกระทำของเขาแต่เมื่อคิดว่าสถานที่แห่งนี้ยังมีผู้อื่นอยู่ นางจึงได้คลายมือของตนออกจากฝ่ามือของเขาแล้วขยับห่างจากร่างของเขาเล็กน้อยเพื่อรักษากิริยาของตนเองในสายตาของผู้อื่น แต่เซี่ยเหวินหลางกลับไม่ยอมเขายื่นมือมาจับกุมมือของนางเอาไว้แล้วจูงมือพานางเดินตรงไปยังทิศทางที่เหอเจาและจี้อวิ๋นหนานยืนอยู่“ลูกๆ ของข้าซุกซนข้าต้องขออภัย เมื่อข้าพาพวกเขากลับไปถึงบ้านแล้วข้าจะอบรมสั่งสอนพวกเขาด้วยตนเอง แต่เจ้าเล่ามาเอ่ยวาจาก้าวร้าวแถมยังแนบชิดกับบุรุษอื่นที่มิใช่สามี เจ้าคิดว่าตนเองวางตัวดีแล้วหรือ” คำถามของนางทำให้เหอเจาเม้มปากแน่น ส่วนจี้อวิ๋นหนานที่รับรู้ได้ถึงกระแสความเกลียดชังจากเซี่ยเหวิน







