จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ

จ้าวเยว่ สตรีเกียจคร้านของท่านแม่ทัพ

last updateDernière mise à jour : 2025-01-25
Par:  sanvittayamComplété
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
Notes insuffisantes
69Chapitres
6.6KVues
Lire
Bibliothèque

Partager:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

สตรีอย่างจ้าวเยว่ก็เสมือนคมในฝัก ภายนอกแม้จะดูเกียจคร้านจนผู้คนเบือนหน้าหนี ทว่าความสามารถที่มีนั้นไม่อาจดูแคลนได้ แต่เมื่อต้องปกป้องชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีจึงไม่อาจปิดบังความสามารถได้อีกต่อไป

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ 1 จ้าวเยว่

บทที่ 1

จ้าวเยว่

หมิงเวย เป็นชื่อของเมืองหลวงของแคว้นฉางอันที่แปลว่าเมืองแห่ง­อำนาจรุ่งเรืองชั่วนิรันดร์นั้นเห็นจะเป็นเรื่องจริง เพราะว่าตั้งแต่ราชวงศ์ถังครองราชย์มาหลายสิบปี ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่เป็นการบ่อนทำลายจวนเมืองเลยแม้สักครั้งเดียว

ฮ่องเต้ทรงปกครองแคว้นโดยธรรม ส่วนเหล่าขุนนางต่างก็จงรักภักดีทำทุกสิ่งเพื่อชาติจวนเมือง

ส่วนขุนนางน้ำดีที่ไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้นั้น มีอยู่ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวฝู่ ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการคลัง จ้าวฝู่เป็นขุนนางที่กล่าวได้ว่าซื่อตรงและซื่อสัตย์ที่สุด

อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ถึงแม้จะมียศเป็นขุน­นางใหญ่โต ทว่าเขาไม่ได้ทำตัวอวดความร่ำรวยเลย หนำซ้ำยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่กับภรรยาและลูกทั้งสาม

จ้าวฝู่มีบุตรชายสองคน นามว่าจ้าวหลู่เจินกับจ้าวอวี้เฉิน และบุตรสาวคนสุดท้องนามว่าจ้าวเยว่

บุตรชายทั้งสองเติบโตมาได้อย่างองอาจ สง่างาม ยามนี้จ้าว­หลู่เจินเป็นรองแม่ทัพคนสนิทของหวังโหว แม่ทัพใหญ่แห่งฉางอัน ส่วนจ้าวอวี้เฉินเองก็เป็นถึงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำ หน่วยสืบราชการลับที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว

ส่วนจ้าวเยว่นั้น นางคือความปวดหัวของบิดามารดาโดยแท้จริง เนื่องจากนางเป็นบุคคลที่เกียจคร้านที่สุดในเมือง ไม่สิ ต้องกล่าวว่าทั่วแคว้นเลยก็ว่าได้ จ้าว­ฮูหยินมักจะชอบกล่าวหาว่า ‘นางเป็นสตรีเกียจคร้าน’ ไม่มีผู้ใดอยากสู่ขอไปเป็นภรรยาอยู่เสมอ

ทว่าจ้าวเยว่หาได้สนใจไม่ ต่อให้ไม่มีผู้ใดมาสู่ขอนางเป็นภรรยาก็ช่างปะไร ขอเพียงนางได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นนี้ก็พอใจแล้ว

ส่วนพี่ชายทั้งสองก็เอาใจนางยิ่งนัก แต่ใครให้นางเกิดเป็นน้องสาวคนสุดท้องกันล่ะ ในเมื่อเป็นน้องคนสุดท้องอีกทั้งยังเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว พี่ชายทั้งสองย่อมต้องรักและทะนุถนอมมากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

ยามนี้บริเวณบ่อเลี้ยงปลาในสวนของจวน มีปลาสีสันสวยงามแหวกว่ายไปมา พวกมันทำตัวราวกันว่าชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร มีหน้าที่เพียงแค่ว่ายไปมาอย่างมีความสุข พร้อมกับกิน­อาหารที่ผู้คนนำมาให้เท่านั้น จ้าวเยว่นั่งมองดูปลาพวกนี้ว่ายไป­มาอย่างใจลอย มือหนึ่งถือกิ่งไม้ไว้ใช้ตีน้ำเล่น ก่อนจะเอ่ยกับสาวใช้คนสนิท ที่อยู่กันมาตั้งแต่วัยเยาว์

“ผิงผิง เจ้าคิดว่าข้ากับปลาพวกนี้ใครสบายกว่ากัน” แม้จะกล่าวกับผิงผิง แต่สายตาของนางยังคงมองปลาพวกนั้นไม่วางตา

สาวใช้นามว่าผิงผิงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อให้ผู้เป็นนายของตนได้ยินถนัด

“ก็ต้องเป็นคุณหนูอยู่แล้วเจ้าค่ะ จะมีผู้ใดในเมืองหมิงเว่ย ไม่สิเจ้าคะต้องเป็นทั่วแคว้นฉางอันจะสบายเท่าคุณหนูไม่มีอีกแล้ว”

จ้าวเยว่พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับนิ่วหน้าครุ่นคิด “แต่ข้าคิดว่า เจ้าปลาพวกนี้สบายกว่าข้าตั้งเยอะ ตัวข้าเป็นสตรียังต้องอาบน้ำแต่งตัว ยามจะกินข้าวก็ต้องเดินไปกิน ยามจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินไปนอน แต่เจ้าดูสิเจ้าปลาพวกนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย เมื่อถึงเวลาก็มีคนมาโยนอาหารให้กินถึงปาก ข้าว่าอย่างไรเจ้าปลาพวกนี้ย่อมต้องสบายกว่าข้า”

“แล้วคุณหนูจะอิจฉาเจ้าปลาพวกนี้ไปด้วยเหตุใดกันล่ะเจ้าคะ ถึงอย่างไรพวกมันก็มิได้มีชีวิตที่ดีแบบคุณหนูนี่เจ้าคะ” ผิงผิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางไม่เข้าใจว่าทำไมคุณหนูถึงได้อิจฉาเจ้าปลาพวกนี้กันนะ

“ก็จริงของเจ้า” จ้าวเยว่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเมียงมองไปยังบ่อปลาอย่างเหม่อลอย

แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีสาวใช้นางหนึ่งวิ่งมาหา พอมาถึงจุดหมายก็หยุดหอบหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะถ่ายทอดคำสั่งที่ได้รับมาให้ฟัง “คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินเรียกให้คุณหนูไปพบเจ้าค่ะ”

จ้าวเยว่ได้ยินก็ถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะทุกครั้งที่ถูกมารดาเรียกไปพบ เรื่องส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่นางไม่เต็มใจทำ

ไม่ว่าจะเป็นให้นางไปเรียนเขียนอักษร เรียนปักผ้า ไปถือศีลที่ศาลเจ้าแม่หวังหมู่ ไปฝึกทำอาหาร หรือแม้แต่ไปงานเลี้ยงใด ๆ นางล้วนไม่อยากทำทั้งนั้น และครั้งนี้ที่นางเชื่อว่ามารดาเรียกพบก็คงจะไม่พ้นเรื่องพวกนี้อีกตามเคย จึงได้คิดเตรียมคำกล่าวที่จะปฏิเสธขึ้นมา

“ให้ข้าไปพบที่ใดหรือ” จ้าวเยว่ถามกลับ ในใจนั้นพยายามหาข้ออ้างเพื่อที่จะปฏิเสธเรื่องที่มารดาเรียกหา

“ห้องโถงเจ้าค่ะ” สาวใช้นางนี้ก้มหน้าตอบ เพราะไม่ค่อยกล้าสู้หน้าคุณหนูสักเท่าไร เนื่องจากรู้ดีถึงจุดประสงค์ที่ฮูหยินเรียกคุณหนูไปพบ

“เจ้ากลับไปก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะตามไป” เมื่อรู้ว่ามารดาเรียกตนเองไปที่ใด จ้าวเยว่จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาท่าทางเกียจคร้านเหมือนที่ทำเป็นประจำ เมื่อได้รับคำตอบสาวใช้นางนี้จึงได้เดินกลับไปยังห้องโถงตามเดิม

ที่จริงแล้วระยะทางจากสวนแห่งนี้ไปยังห้องโถงนั้นไม่ได้ไกลเลย เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว เพียงแต่จ้าวเยว่ยังไม่อยากเดินไปถึงห้องโถงเร็วนัก จึงได้ถ่วงเวลาไว้ด้วยการชะลอฝีเท้าให้ช้าลง

“ผิงผิง เจ้าคิดว่าข้าควรปฏิเสธท่านแม่ว่าอย่างไรดี” จ้าวเยว่เอ่ยถามกับคน­ข้างกายด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ เมื่อพบว่าพวกตนเดินมาใกล้จะถึงห้องโถงแล้ว

ซึ่งตัวผิงผิงเองก็กระซิบกระซาบตอบกลับไปผู้เป็นนายเช่นกัน

“จะให้ตอบอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ ก็คุณหนูเองไม่มีอะไรทำเป็น­ชิ้นเป็นอัน ที่พอจะเป็นข้ออ้างให้ปฏิเสธได้เลย”

“หรือข้าจะบอกท่านแม่ไปว่าข้าจะท่องตำราดี เจ้าคิดว่าเหตุผลนี้ดีหรือไม่” คุณหนูเพียงหนึ่งเดียวของจวนพยายามคิดหาทางรอดอย่างสุดความสามารถ ทั้งที่ก็ยังไม่รู้ว่าผู้เป็นมารดาต้องการสิ่งใดจากนาง

“ถ้าเช่นนั้นคุณหนูจะตอบว่าอย่างไรเล่าเจ้าคะ ถ้าเกิดฮูหยินถามคุณหนูว่าท่านท่องตำราไปเพื่อสิ่งใดกัน” ผิงผิงเอ่ยถามกลับพร้อมกับส่ายหน้าคอแทบหลุด เพราะถ้าคุณหนูของนางบอกไปแบบนี้ฮูหยินคงไม่มีทางที่จะเชื่อแน่นอน

จ้าวเยว่ทำสายตาละห้อยส่งให้กับผิงผิง พลางพึมพำออกมาอย่างอับจนหนทาง

“นั่นน่ะสิ จะตอบว่าข้าเตรียมสอบบัณฑิตก็คงไม่ได้ แล้วข้าจะตอบท่านแม่ว่าอย่างไรดีเล่า เจ้าช่วยข้าคิดหน่อยสิ ผิงผิง”

ผิงผิงสูดลมหายใจหนึ่งครั้งก่อนที่นางจะคว้ามือทั้งสองข้างของผู้เป็นนายมากุมไว้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เอาอย่างนี้สิเจ้าคะ ถ้าฮูหยินให้คุณหนูทำสิ่งใด คุณหนูก็ทำไป­เถอะเจ้าค่ะ อย่าได้ปฏิเสธเลย เชื่อผิงผิงนะเจ้าคะ”

“ผิงผิง นี่เจ้า... นอกจากจะไม่ช่วยข้าคิดแล้ว ยังจะอยู่ฝ่ายท่านแม่อีกหรือ”

จ้าวเยว่เอ่ยอย่างตัดพ้อ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องโถงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

บรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความอึดอัด ราวกับว่าจะมีการลงโทษผู้ใดอย่างไรอย่างนั้น จ้าวเยว่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากจะมีการลงโทษกันเกิดขึ้นจริง ผู้ที่ถูกลงโทษก็น่าจะเป็นตนเอง

อีกทั้งเวลานี้ผิงผิงสาวใช้คนสนิทไม่ได้ตามเข้ามาด้วย นี่จึงทำให้นางหมดความมั่นใจไปอีก­หลายส่วน

อีกด้านหนึ่งของห้องโถง จ้าวฮูหยินนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวกลางของเจ้าจวน นางสวมชุดผ้าไหมสีม่วงที่ตัดเย็บอย่างประณีต ท่วงท่าการนั่งที่สง่างามนั้น ทำให้นางดูราวกับนางพญาผีเสื้อตัวใหญ่ที่โดดเด่น

จ้าวเยว่ยืนมองมารดาด้วยสายตาที่เหมือนจะมีคำถาม จากนั้นจึงเป็นฝ่ายเปิดการสนทนาก่อน “ท่านแม่เรียกข้ามา มีอะไรหรือเจ้าคะ”

“นั่งลงก่อนเถอะ เยว์เอ๋อร์” ผู้เป็นมารดาสั่งความแต่เลือกที่จะยังไม่ตอบคำถามบุตรสาว

เมื่อได้รับคำอนุญาต จ้าวเยว่จึงเดินไปนั่งเก้าอี้ทางด้านซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งประจำของนาง ทว่าสายตายังคงมองไปยังมารดาอย่างไม่วางใจ

เมื่อเห็นบุตรสาวนั่งลงแล้ว จ้าวฮูหยินก็เริ่มต้นการสนทนา

“ช่วงนี้เจ้าทำอะไรอยู่บ้าง”

แม้นี่เป็นคำถามง่าย ๆ ที่ผู้ใดก็สามารถตอบได้ แต่คนคนนั้นไม่ใช่จ้าว­เยว่ เนื่องจากนางคือบุคคลที่ไม่มีอะไรทำอย่างแท้จริง ดังนั้นการถูกถามว่าทำอะไรอยู่นั้น จึงเป็นเรื่องใหญ่หลวงที่ไม่สามารถหา­คำตอบที่น่าฟังมาตอบได้

จ้าวเยว่ทำตาละห้อยเป็นครั้งที่สอง ใบหน้าของนางในยามนี้ดูเจื่อนลงไปหลายส่วน ก่อนจะตอบมารดาของตน

“ช่วงนี้ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเจ้าค่ะ จะมีก็แต่...ให้อาหารปลา”

“สิ่งนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องทำ ข้าคิดว่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สตรีในห้องหอต้องทำ เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”

จ้าวฮูหยินสวนทันควัน พลางจ้องมองบุตรสาวด้วยความเอือมระอา จากนั้นจึงกล่าวต่อด้วยเสียงอันเข้มงวด

“เย็นวันพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงที่จวนท่านเซียวโหว งานเลี้ยงครั้งนี้สำคัญมาก ครอบครัวของเราจะต้องไปทุกคน เจ้าเองก็ต้องไปด้วย ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อม”

“ข้าไม่ไปไม่ได้หรือท่านแม่”

จ้าวเยว่ถามขึ้นมา เนื่องจากนางไม่ชอบงานเลี้ยงพวกนี้ ไม่ใช่เพราะนางเกียจคร้าน แต่เพราะนางไม่ชอบปั้นหน้าให้กับผู้ใดต่างหาก ดังนั้นหากให้เลือก นางขออยู่ในจวนอย่างเกียจคร้านดีกว่า

จ้าวฮูหยินหันมาทำสีหน้าจริงจังกับบุตรสาว แววตาของนางเปล่งประกายขึ้นราวกับมีดวงไฟลุกโชนอยู่ภายใน และทุกครั้งที่จ้าวเยว่เห็นเข้า นางก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ทุกครา 

“ไม่ได้! งานเลี้ยงครั้งนี้สำคัญมาก อีกทั้งท่านโหวเองก็เป็นผู้­มีพระคุณกับสกุลจ้าวของเรา ถ้าเจ้าไม่ไปก็ถือว่าไม่ให้เกียรติท่านโหว”

“แต่ข้าก็มิได้รู้จักกับท่านโหวเป็นการส่วนตัวนี่เจ้าคะ ท่าน­พ่อ ท่านแม่ กับท่านพี่ทั้งสองไปก็พอแล้วนี่เจ้าคะ” จ้าวเยว่เอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า พลางลอบสังเกตสีหน้าของมารดาไปด้วย

จ้าวฮูหยินฟังข้ออ้างของบุตรสาวแล้วก็ยิ่งบังเกิดโทสะ จึงใช้มือทุบโต๊ะคราหนึ่ง พร้อมกับลุกพรวดขึ้นยืน

“อย่างไรเจ้าก็ต้องไป คราวนี้ท่านโหวอยากให้บุตรชายของท่านได้พบกับเจ้า”

จ้าวเยว่ลุกขึ้นจากเก้าอีกทันทีเช่นกันก่อนจะกล่าวเสียงแข็งตอบกลับมารดา

“ถ้าอย่างนั้นข้ายิ่งไม่ไปเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากพบกับบุตรชายท่าน­โหวอะไรนั่น เขาสำคัญแค่ไหนกันเชียว”

กล่าวจบหญิงสาวก็เดินปัดก้นออกจากห้องโถงไป ปล่อยให้ผู้­เป็นมารดายืนคับแค้นใจอยู่ฝ่ายเดียว จ้าวฮูหยินเองก็ไม่รู้จะทำ­อย่างไรกับบุตรสาวคนนี้ดี จึงได้แต่ปล่อยนางไป หวังว่าสักวันเมื่อ­นางเติบโตขึ้น จะเข้าใจสิ่งที่บิดามารดาสั่งสอนบ้าง

จ้าวเยว่เดินกลับห้องของตัวเองไปด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง นาง­ไม่ชอบไปงานเลี้ยง เพราะนางไม่อยากที่จะต้องปั้นหน้าปั้นตากล่าว­ทักทายคนนั้นคนนี้ ปกติแล้วนางเองก็ไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใด มีบุตรสาวขุนนางหลายคนพยายามจะมาเป็นสหายกับนาง ชวนนางไปนั่นไปนี่ ทว่านั่นกลับขัดกับความต้องการของนางอย่างสิ้นเชิง

หญิงสาวพวกนี้มักจะออกไปเดินตลาด เพื่อหาซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับ หรือไม่ก็พวกเครื่องประทินโฉมเพื่อเสริมส่งความงามให้โดดเด่น

แต่ว่าหญิงสาวไม่เคยหาสนใจสิ่งของพวกนั้น เนื่องจากสิ่งที่นางสนใจก็คือการฝึกวรยุทธ์ต่างหาก

จ้าวเยว่มักจะไปฝึกกับพี่ชายที่สนามฝึกอยู่เสมอ ด้วยนางถือ­ว่าเป็นหญิงสาวคนเดียวที่ได้เข้าไปใช้สนามฝึกของกองทัพ ตั้งแต่เล็กจนโต นางจึงฝึกมาหมดทั้งเพลงดาบ กระบี่ ทวน ธนู เพลงหมัด  ขี่ม้า นางยังเคยขี่ม้าชนะทหารภายใต้บังคับบัญชาของพี่ชายนางมาแล้ว จนทหารนั้นต้องแพ้พนัน ด้วยการกินกระเทียมเป็นเข่ง­­ ๆ

หากถามว่านางมีใครเป็นสหายบ้าง หากจะให้ตอบคงจะพวกทหาร แล้วก็พวกหน่วยพยัคฆ์ดำของพี่ชายนั่นแหละ ส่วนสตรีในห้องหอหรือสตรีวัยเดียวกันนางนั้น แทบไม่มีเลย

ทันทีที่กลับถึงห้อง หญิงสาวก็ล้มตัวลงบนเตียงทันที นาง­กางแขนกางขาสองข้างออกทำท่าทางราวกับว่าเป็นบุรุษที่ตรากตรำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วต้องการพักผ่อน

“คุณหนูจะทำอะไรดีเจ้าคะ” ผิงผิงถามในขณะที่มือทั้งสองข้างกำลังถอดรองเท้าให้ผู้เป็นนาย

จ้าวเยว่ส่ายหัวไปมาอย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่หลังจากนิ่ง­คิดไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย

“อืม...ทำอะไรดีนะ แช่น้ำดีหรือไม่”

“ถ้าอย่างนั้นผิงผิงจะไปเตรียมน้ำอุ่นให้นะเจ้าคะ” ผิงผิงเอ่ยอย่างนุ่มนวล

แต่ก่อนที่ผิงผิงจะเดินไปที่ถังอาบน้ำ ก็หันกลับมากล่าวกับจ้าวเยว่อย่างไม่ค่อยมั่นใจว่า

“คุณหนูจะไม่ไปงานเลี้ยงที่จวนท่านโหวจริงหรือเจ้าคะ ผิง­ผิงว่าคุณหนูควรจะไปเสียหน่อย”

จ้าวเยว่ถึงกับต้องดีดตัวขึ้นจากเตียง

“ผิงผิง เจ้านี่อย่างไรกันนะ เจ้าเป็นคนของข้า หรือว่าเป็นคนของท่านแม่กันแน่ หรือว่าเจ้าถูกท่านแม่จ้างมา”

“ผิงผิงหวังดีกับคุณหนูนะเจ้าคะ” ผิงผิงตอบกลับเสียงซื่อ

“ถ้าเจ้าหวังดีกับข้า เจ้าก็ต้องอยู่ข้างข้าสิ”

จ้าวเยว่กล่าวจบก็เดินไปที่ถังอาบน้ำ นางปลดอาภรณ์ออกแล้วลงไปแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์ ถึงแม้ว่าจ้าวเยว่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องความสวยความงาม แต่นางกลับชอบแช่น้ำอุ่นมาก ปกติแล้วจะแช่ถึงวันละสองครั้ง เพราะการแช่น้ำอุ่น ๆ นั้น ทำให้ร่างกายได้ผ่อน­คลาย

อีกทั้งกลิ่นของพวกดอกไม้กับเครื่องหอมต่าง ๆ ที่ผิงผิงหา­มาใส่ในอ่างอาบน้ำให้นั้น ทำให้หญิงสาวมีความสุขอย่างยิ่ง และทุกครั้งที่แช่น้ำ ผิงผิงก็จะเป็นคนนำผ้ามาขัดถูตามเนื้อตัวให้อยู่เสมอ

หลังจากชำระร่างกายและขึ้นจากน้ำแล้ว จ้าวเยว่มักจะชอบให้ผิงผิงทาน้ำมันแล้วนวดให้เสมอ การบีบนวดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสบายกายยิ่งนัก

แล้วสิ่งนี้ก็คือสวรรค์สำหรับนางอย่างแท้จริง!!

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Dernier chapitre

Plus de chapitres
Pas de commentaire
69
บทที่ 1 จ้าวเยว่
บทที่ 1 จ้าวเยว่หมิงเวย เป็นชื่อของเมืองหลวงของแคว้นฉางอันที่แปลว่าเมืองแห่ง­อำนาจรุ่งเรืองชั่วนิรันดร์นั้นเห็นจะเป็นเรื่องจริง เพราะว่าตั้งแต่ราชวงศ์ถังครองราชย์มาหลายสิบปี ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่เป็นการบ่อนทำลายจวนเมืองเลยแม้สักครั้งเดียวฮ่องเต้ทรงปกครองแคว้นโดยธรรม ส่วนเหล่าขุนนางต่างก็จงรักภักดีทำทุกสิ่งเพื่อชาติจวนเมืองส่วนขุนนางน้ำดีที่ไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้นั้น มีอยู่ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวฝู่ ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการคลัง จ้าวฝู่เป็นขุนนางที่กล่าวได้ว่าซื่อตรงและซื่อสัตย์ที่สุดอีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ถึงแม้จะมียศเป็นขุน­นางใหญ่โต ทว่าเขาไม่ได้ทำตัวอวดความร่ำรวยเลย หนำซ้ำยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่กับภรรยาและลูกทั้งสามจ้าวฝู่มีบุตรชายสองคน นามว่าจ้าวหลู่เจินกับจ้าวอวี้เฉิน และบุตรสาวคนสุดท้องนามว่าจ้าวเยว่บุตรชายทั้งสองเติบโตมาได้อย่างองอาจ สง่างาม ยามนี้จ้าว­หลู่เจินเป็นรองแม่ทัพคนสนิทของหวังโหว แม่ทัพใหญ่แห่งฉางอัน ส่วนจ้าวอวี้เฉินเองก็เป็นถึงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำ หน่วยสืบราชการลับที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียวส่วนจ้าวเยว่นั้น นางคือความปวดหัวของบิดามารดาโด
Read More
บทที่ 2 ชื่อเสียงที่ไม่ดี
บทที่ 2 ชื่อเสียงที่ไม่ดีแสงอาทิตย์สาดส่องทะลุผ้าม่านเข้ามาจนแยงตา จ้าวเยว่ที่­กำลังนอนอย่างมีความสุขอยู่บนเตียงขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนจะลุก­ขึ้นมานั่งอย่างเหนื่อยหน่าย ปากก็ร้องตะโกนเรียกสาวใช้“ผิงผิง ๆ”“ผิงผิงมาแล้วเจ้าค่ะ”ผิงผิงเดินกึ่งวิ่งเข้ามายังห้องนอนของจ้าวเยว่ ในมือของนางมีอ่างใส่น้ำใบหนึ่งกับผ้าสีขาวสำหรับเช็ดหน้า“ข้าขอท่านแม่ไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ว่าอยากเปลี่ยนผ้าม่านใน­ห้องของข้าให้เป็นสีดำ ยามเช้าแดดจะได้ไม่ส่องเข้ามากระทบตาข้า” จ้าวเยว่บ่นพึมพำ“ได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ จวนเรือนจะใช้ผ้าสีดำก็ต่อเมื่อเป็น­งานศพเท่านั้น ถ้าเอามาใช้ในห้องนอน มันจะไม่เป็นมงคล”ผิงผิงแย้ง เรื่องนี้นางเห็นด้วยกับมารดาของอีกฝ่าย“ช่างเรื่องมงคลไม่มงคลนั่นปะไร ข้าอยากได้แบบที่สะดวกต่อข้า” จ้าวเยว่ยังยืนยันความคิดของตนนางไม่เคยใส่ใจเรื่องมงคลหรือไม่มงคล เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจากผลของการกระทำมากกว่าผิงผิงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะนำอ่างล้างหน้ามาวางบน­โต๊ะเครื่องแป้ง จ้าวเยว่ก้มหน้าลงไปใช้สองมือวักน้ำขึ้นมาล้าง­หน้าเล็กน้อย และรับผ้าสีขาวมาเช็ดหน้าอย่างเบามือ“งานเลี้ยงที่จวนของท่านโหวใ
Read More
บทที่ 3 ทำตัวเกียจคร้าน
บทที่ 3 ทำตัวเกียจคร้านตกเย็นภายในจวนเหลือเพียงจ้าวเยว่กับบรรดาบ่าวไพร่ เนื่องจากท่านพ่อท่านแม่ พากันไปงานเลี้ยงที่จวนท่านเซียวโหวกัน­หมด รวมทั้งพี่ชายทั้งสองของนางด้วย ดังนั้นหญิงสาวจึงทำ­ตัว­ราวกับว่าตนเองเป็นกระต่ายที่ออกจากโพรง มาเที่ยวเล่นอย่าง­สนุกสนานเริ่มจากตอนกลางวัน แอบหนีออกจากจวนไปซื้อขนมกุ้ยฮวาหิมะที่ตลาด และกลับเข้าจวนโดยไม่ถูกจับได้ ความสำเร็จครั้งนี้จ้าว­เยว่ภูมิใจยิ่งนัก พอกลับมาแล้ว ก็กินขนมจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ช่วงที่ทุกคนเตรียมตัวจะไปงานเลี้ยง นางก็เอาแต่นอนแช่­น้ำอย่างมีความสุข จะมีใครสุขสบายเท่านางคงไม่มีอีกแล้วกระมังพี่ชายทั้งสองเห็นว่าน้องสาวของตนไม่ยอมไปงานเลี้ยง เกรง­ว่าอยู่คนเดียวแล้วจะเหงา จึงได้เตรียมของเล่นไว้ให้ก่อนไป ของเล่นชิ้นนั้นเป็นแจกันที่ทำจากดินเผาใบหนึ่ง และลูกธนูที่หัวทื่อไปแล้ว อีกราวยี่สิบกว่าดอก ของเล่นที่ว่านี้ ก็คือการปาลูกดอกลงไปในแจกันนั่นเองพอทุกคนออกจากจวนไปแล้ว หญิงสาวก็เรียกบ่าว­ไพร่มา­รวมตัวกันที่สวนหลังจวนพอทุกคนมากันครบแล้ว จ้าวเยว่ก็­กระแอมหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ย“นี่คือของเล่นที่พี่ใหญ่กับพี่รองทำให้ข้า ข้าเห็นว่าเล่นคน­เดียว
Read More
บทที่ 4 งานเลี้ยงน้ำชา
บทที่ 4 งานเลี้ยงน้ำชา“เห็นทีท่านพ่อกับท่านแม่คงจะเอาจริงแล้วล่ะน้องสาม”จ้าวอวี้เฉินกล่าวขึ้น เมื่อคล้อยหลังบิดามารดา“ท่านพี่ พวกท่านต้องช่วยข้านะ ข้าไม่อยากเรียนปักผ้า ทำอาหาร จัดดอกไม้ ทำรองเท้า อะไรพวกนั้น ให้ข้าไปฝึกยิงธนู ขี่­ม้ายังดีเสียกว่า”จ้าวเยว่ขอร้องพี่ชายทั้งสอง และทำสายตาราว­กับว่าพวกเขาจะต้องช่วยนางเป็นแน่ จ้าวหลู่เจินมองหน้าน้องสาวแล้วถอนหายใจอย่างหมดหวัง“ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่มันช่วยไม่ได้ เจ้าเองก็ลองทำตามที่ท่านพ่อกับท่านแม่บอกก่อนจะเป็นไร ข้าว่าไม่ยากเกินไปหรอกน่า”“หรือว่าเจ้าจะแต่งให้กับเซียวเฟิงดี ข้าว่าพวกเจ้าอาจจะเข้า­กันได้ดีก็เป็นได้” จ้าวอวี้เฉินแนะนำ เพราะหากมองกันตามฐานะ ก็ถือว่าทั้งสองเป็นคู่ที่เหมาะสมกันจ้าวเยว่เอามือเท้าคางนั่งมองพื้นอย่างหมดความหวัง“ได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ข้ากับเซียวเฟิงเป็นสหายกัน จะออกเรือนไปกับเขาได้อย่างไร อีกอย่าง คนที่ทั้งเก่งทั้งฉลาดอย่างเขา คงไม่อยากได้ข้าเป็นภรรยาเป็นแน่ พวกท่านว่าจริงหรือไม่”“ก็จริงของเจ้า” พี่ชายทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน“เอาล่ะ เดี๋ยวค่อยคิดกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป นี่ก็ดึกแล้วข้าขอตัวไปนอนก่อน ราตรีสวัสด
Read More
บทที่ 5 เรื่องของข้าไปหนักหัวคนอื่นหรือไร
บทที่ 5 เรื่องของข้าไปหนักหัวคนอื่นหรือไรในงานเลี้ยงครั้งนี้ สตรีวัยเยาว์ทั้งหลายถูกจัดให้ไปนั่งรวมกันตรงลานที่อยู่ไกลออกไป แต่ว่าบัดนี้พวกนางส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นั่นกันแล้ว เพราะต่างพากันไปชุมนุมอยู่ที่ศาลาชมดาวกันหมด ทว่าจ้าวเยว่ก็หาได้สนใจ เนื่องจากสิ่งที่นางสนใจในตอนนี้ ก็มีแต่เรื่องอาหารการกินเท่านั้นนางถูกจับแต่งตัวตั้งแต่ยามอู่ โดยอยู่ในห้องตลอดและไม่ได้กินอะไรเลย พอจะหยิบอะไรเข้าปากสักหน่อย ก็ถูกช่างแต่งหน้าสะกิด­เตือนว่าจะทำให้ชาดที่ทาปากเลอะได้ จะดื่มน้ำก็ยังห้ามดื่มมาก­เกินไป เพราะอาจทำให้ปวดเบาจนวุ่นวายต้องเข้าห้องน้ำ ซึ่งแน่นอนชุดที่นางสวมใส่วันนี้ ก็ไม่สะดวกในเรื่องนั้นนัก ทำให้ตอนนี้หญิงสาวหิวจนแทบจะเป็นลมแล้วจ้าวเยว่ก้าวฉับ ๆ ไปยังจุดที่พี่ชายทั้งสองนั่งอยู่ บรรดาบุรุษเห็นสตรีที่งดงามมานั่งด้วย ก็พากันตะลึง ไม่คิดว่าจะมีสตรีนางใดหาญกล้าถึงเพียงนี้ ซึ่งตอนนี้จ้าวเยว่มานั่งลงตรงกลางระหว่างพี่ชายทั้งสองเรียบร้อยแล้ว“บนโต๊ะของพวกท่านมีอะไรให้กินบ้างเจ้าคะ ข้าหิวจะแย่อยู่แล้วเจ้าค่ะ”จ้าวเยว่เอ่ยขึ้นแล้วก็มองไปที่อาหารบนโต๊ะของพี่ชายจ้าวหลู่เจินมองหน้าน้องสาว ก่อนเอ่
Read More
บทที่ 6  โต้กลับอย่างเจ็บแสบ
บทที่ 6 โต้กลับอย่างเจ็บแสบ“เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีการลงโทษแบบนั้นแล้ว สมัยนี้คือราชวงศ์ถังไม่ใช่ราชวงศ์กวน” หวังเว่ยเถียนเถียงกลับมาอย่างถือดี ทั้ง ๆ ที่ใน­ใจนั้นหวาดหวั่นไม่น้อยจ้าวเยว่หันไปมองหน้าหวังเว่ยเถียนช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น“ไม่มีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ อย่า­ลืมสิ ว่าบิดาของข้าเป็นเจ้ากรมการคลัง อีกทั้งยังสนิทกับท่าน­เซียวโหว แล้วท่านเซียวโหวก็เป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก และหากฝ่าบาทให้นำการลงโทษนี้มาใช้ใหม่อีกครั้ง พวกเจ้าคิดว่าจะเป็นอย่างไร”บรรดาสตรีทุกนางต่างพากันปิดปากเงียบ มิมีผู้ใดกล้าต่อ­ปากต่อคำกับจ้าวเยว่สักคน เพราะไม่มีบิดาของผู้ใดที่จะมียศ­ตำแหน่งเทียบเท่ากับบิดาของนาง เว้นก็แต่บิดาของซูหลิงเจียว แต่ซูหลิงเจียวกลับวางท่าสุขุมไม่โต้ตอบอะไรหวังเว่ยเถียนเมื่อนึกคำเอ่ยออก ก็เอ่ยขึ้นมา“เจ้าคิดว่าวาจาที่มาจากสตรีที่มีชื่อเสียงไม่ดีเช่นเจ้า ฝ่าบาทจะรับฟังอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน”คำเอ่ยของหวังเว่ยเถียนประโยคนี้ มิได้สร้างความสั่นสะเทือนใด ๆ ให้กับจ้าวเยว่เลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายนางยังหัวเราะออกมาเสียด้วยซ้ำหลังจากที่ฟังจบ“หวังเว่ยเถียนนะ
Read More
บทที่ 7 ศึกทางทิศเหนือจบลง
บทที่ 7 ศึกทางทิศเหนือจบลงณ เมืองอวี้โจว แคว้นสือเจ้า ทางตอนเหนือของแคว้นฉางอันตะวันออก เฉินฉิงตะลีตะลานหลบหนี เมื่อเห็นประตูเมืองถูกตีแตก เขามีสภาพกระเซอะกระเซิง แต่ก็ไม่อาจละวางหน้าที่ในมือลงได้ ชาย­หนุ่มยังคงกวาดสายตาอย่างกระวนกระวายแล้ววิ่งไปอย่างไร้ทิศทางเวลานี้จวนเจ้าเมืองกำลังเกิดเพลิงไหม้ ในใจเขาคิดว่าอย่างไรต้องหามันให้เจอ ก่อนที่กองกำลังของศัตรูจะมาถึงแล้วชิงมันกลับไป สุดท้ายจึงกัดฟันวิ่งเข้าไปในจวนที่กำลังเกิดเพลิงไหม้ ทว่าด้านในเปลวไฟลุกท่วมโชติช่วงรุนแรง เรือนทั้งหลังกำลังจมอยู่ในกองเพลิง ขื่อ­ คานพังถล่มอย่างต่อเนื่อง จนเขาต้องผงะถอยไปหลายก้าว‘เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตราประทับจะต้องถูกแย่งชิงคืนไปเป็นแน่ แต่ข้าไม่ยอมแค่นี้แน่ ข้าเป็นถึงแม่ทัพแดนใต้ของแคว้นสือเจ้า จะต้องนำมันไปให้ท่านอ๋องให้ได้’อารมณ์ความฮึกเหิมพุ่งขึ้น เขาหมุนตัวกลับหมาย­จะกลับไปแลกชีวิตกับแม่ทัพเสวี่ย ทว่าเพิ่งออกจากจวนนั้นได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าฝูงหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาทางเขา ซึ่งนั่นก็คือเสวี่ยช่างเจิ้น แม่ทัพแห่งแคว้นฉางอันนั่นเองเฉิงฉิงอาศัยแสงจากเปลวเพลิงที่เบื้องหลัง แล้วพยายามเพ่งเล
Read More
บทที่ 8 สมรสพระราชทาน
บทที่ 8 สมรสพระราชทานแม่ทัพเสวี่ยเมื่อมาถึงเมืองหมิงเวย ก็มุ่งหน้าไปที่พระราชวังโดยไม่หยุดพักที่ใด ถึงแม้ว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยจากการกรำศึกมา­เป็นเวลาหลายเดือน แต่ทว่าความมุ่งมั่นในการทำเพื่อแผ่นดินของเขานั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด จึงต้องนำรายงานไปกราบทูลฮ่องเต้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีตราประทับของท่านแม่ทัพใหญ่ ที่จะต้องส่งคืนให้ถึงมือ รวมถึงเครื่องบรรณาการต่าง ๆ ที่ยึดมาได้จากเมือ­งอวี้โจว“เร่งฝีเท้าเร็วเข้า อย่าให้ฝ่าบาทต้องรอนาน” แม่ทัพเสวี่ยเอ่ย­ขึ้นด้วยเสียงจริงจังขบวนของแม่ทัพเสวี่ยเปลี่ยนจากการเดินเท้าด้วยความเร็วมาเป็นวิ่งเหยาะ เพื่อให้เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเดิมโดยครั้งนี้แม่ทัพเสวี่ยนำทหารมาด้วยเพียงหนึ่งร้อยนายเท่านั้น ส่วนทหารที่เหลือในกองทัพ ได้ถูกสั่งการให้เดินทางกลับเข้าค่ายทหารซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองไปเรียบร้อยแล้วในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ขบวนของแม่ทัพหนุ่มก็เคลื่อนมาถึงพระราชวัง“แม่ทัพเสวี่ยมาถึงแล้ว!” เสียงทหารเฝ้าประตูวังดังขึ้นแม่ทัพเสวี่ยเดินตรงเข้าไปยังท้องพระโรงแต่เพียงผู้เดียว ส่วนรองแม่ทัพและทหารที่เหลือ ต่างยืนรออยู่หน้าประตู พร้อมกับเคลื่อนย้ายเหล่าเครื่อง
Read More
บทที่ 9 ข่าวกระจายแพร่ออกไป
บทที่ 9 ข่าวกระจายแพร่ออกไปข่าวการสมรสพระราชทาน ระหว่างคุณหนูสกุลจ้าวและแม่­ทัพเสวี่ยช่างเจิ้นนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วฉางอัน ผู้คนต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าเจ้าสาวจะเป็นจ้าวเยว่ เนื่องจากนางมีชื่อเสียงที่ไม่ดีนัก อันมาจากความเกียจคร้านของนาง จนบางคนถึงกลับเอาไปนินทากันต่าง ๆ นานาในโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ซูหลิงเจียว หวังเว่ยเถียน และสตรีอีกสองสามนาง กำลังนั่งจิบน้ำชากันอยู่ ภายในโรงน้ำชาแห่งนี้กำลังเล่าลือกันปากต่อปากถึงเรื่องสมรสพระราชทานครั้งนี้เช่นกัน“เจ้าคิดว่าเมื่อจ้าวเยว่แต่งเข้าจวนของแม่ทัพเสวี่ยแล้ว นางจะอยู่ได้หรือไม่” หวังเว่ยเถียนเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าจ้าวเยว่นั้นไม่มีอะไรที่เทียบเคียงกับท่านแม่ทัพได้เลยซูหลิงเจียวจิบน้ำชาคำหนึ่งก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่­ต่างกัน “ข้าว่านางอยู่ได้ไม่นานหรอก คนเกียจคร้านอย่างนาง ไหนเลยจะทำหน้าที่ฮูหยินที่ดีได้”“ใช่ ๆ ข้าเห็นด้วย ไหนจะเรื่องการดูแลเรือน ไหนจะเรื่องปรนนิบัติสามี ข้าว่านางทำไม่ได้หรอก ดีไม่ดีนางได้วิ่งออกมาจากจวนตระกูลเสวี่ย ตั้งแต่สามวันแรกที่แต่งเข้าจวนด้วยซ้ำ” สตรีนางหนึ่งกล่าวเ
Read More
บทที่ 10 ไม่สามารถขัดขืนได้
บทที่ 10 ไม่สามารถขัดขืนได้เมื่อได้รับคำสั่งแน่ชัดแล้ว จ้าวเยว่ก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการ­แต่งงานในครั้งนี้ เพราะต่อให้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่นาง ก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี และแม้จะไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้นางจะต้องออกเรือน แต่เรื่องการแต่งงานของนางคงต้องเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งอยู่ดี เนื่องจากท่านแม่คงไม่ยินยอมจ้าวเยว่เดินมาที่บ่อปลาในสวนหลังจวนอีกเช่นเคย เนื่องจากทุกครั้งที่นางรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ชอบใจ น้อยใจ หรือว่าโกรธ ก็จะมาสนทนากับเหล่าสหายปลาที่แหวกว่ายไปมาอยู่ตรงนี้เสมอถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นแค่ปลา ไม่สามารถกล่าววาจาโต้ตอบใด ๆ ได้ก็จริง แต่เมื่อเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พวกมันฟังแล้ว พวกมันก็จะรับฟังแต่โดยดี จนนางรู้สึกสบายใจขึ้นจ้าวเยว่นั่งลงที่ข้างบ่อปลา หยิบกิ่งไม้ที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาแล้ว­ตีน้ำเบา ๆ “เจ้าปลาทั้งหลาย พวกเจ้าคิดว่าเรื่องของข้านั้นน่า­เป็นกังวลหรือไม่ ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าการแต่งงานครั้งนี้ เป็น­อะไรที่ข้าไม่ยินดียินร้ายเอาเสียเลย ข้ารู้สึกลึก ๆ ว่าตนเองไม่ได้­อยากจะแต่งงานเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะขัดขืนไปทำไม หรือว่าหัวใจของข้าจะด้านชาไปเสียแล้ว อีกอย่าง ถ้าข้าออกเรือนไป จะท
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status