เข้าสู่ระบบ137 1-2
ตอนที่ 272 เรื่องบังเอิญในโรงหนัง
“เป็นอะไรไป? ทำไมนายถึงได้ทำหน้าแบบนั้นล่ะ?”
หลินจิงซูรู้สึกเอะใจจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“อ่อ…อ่อ เปล่านี่ หน้าแบบนั้นหมายถึงแบบไหนเหรอ?”
จู้หยานถอนตัวออกจากห้วงภวังค์ความคิด แล้วยิงคำถามสวนกลับอย่างแนบเนียน
“ก็ทำหน้าแบบ…เหมือนกับกำลงกลั้นอึอยู่ละมั้ง? ดูน่ากลัวๆ”
สาวน้อยอดพูดติดตลกหยอกเย้าอีกฝ่ายไม่ได้ เธอหัวเราะและพูดต่อว่า
“รีบกลับบ้านไปทานข้าวเช้าที่แม่ฉันทำดีกว่า วันนี้มีหมูตุ๋นแสนอร่อยด้วยนะ!”
วันนี้หลินจิงซูขี่รถสามล้อมารับเขาถึงหน้าสถานี
หากจะถามว่าทักษะการขี่สามล้อของเธอเวลานี้พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว แม้จะไม่กล้าอวดอ้างว่าเก่ง แต่เธอก็สามารถขับผ่านทุกตรอกซอยทั่วเมืองได้อย่างคล่องแคล่วทีเดียว
“นายจะไปเรียนต่อที่ประเทศไหนเหรอ?”
หลินจิงซูเอ่ยถามขณะขี่สามล้อ
“อังกฤษ”
จู้หยานเอ่ยตอบ สายตาคู่เย็นชาจับจ้องอยู่แต่กับเธอ
“ประเทศอังกฤษเหรอ? วิเศษไปเลย! ระดับอัจฉริยะระอย่างนาย เรียนจบปริญญาตรีที่นั่นก็คงทำโทต่อเลยสินะ! แต่ถ้าจะเอาให้คุ้ม ก็ต้องลุยให้ถึงระดับปริญญาเอกไปเลย!”
เว้นช่องไฟหนึ่งจังหวะ เธอจึงค่อยถามต่อว่า
“แล้วนายจะเรียนสาขาอะไรเหรอ?”
“บริหารธุรกิจ”
ในขณะเดียวกันนั้น เหมือนหลินจิงซูจะเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า ครั้งหนึ่ง เธอเคยโน้มน้าวให้จู้หยานเข้าเรียนในคณะวิศวะกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะโลกในอนาคตหลังจากนี้ จะเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีเต็มตัวแล้ว
แต่หลังจากที่ลองใคร่ครวญอย่างดีแล้ว ทำไมคุณชายที่มีฐานะร่ำรวยอย่างจู้หยาน จะต้องเสียเวลาไปร่ำเรียนในสาขาเหล่านั้นด้วย? ในเมื่ออนาคต เขาก็ต้องขึ้นเป็นเจ้าคนนายคน และเข้าบริหารจัดการบริษัทอยู่ดี หน้าที่ของเขาก็แค่จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์มาช่วยทำงาน ก็เท่านั้นเอง
คิดได้เช่นนั้น หลินจิงซูก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ คนที่เป็นคุณชายคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดนี่ มันช่างวิเศษจริงๆ!
“แล้วคุณล่ะ? คงจะเลือกเรียนคณะวิศวะกรรมคอมพิวเตอร์สินะ?”
ครั้งนี้จู้หยานเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“อืม ใช่แล้วล่ะ ก็ฉันสนอกสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์เป็นพิเศษนี่นา”
หลินจิงซูเหลือบมองอีกฝ่ายทีหนึ่ง
“มีอะไรติดอยู่ที่หน้าของฉันรึเปล่า? ทำไมนายถึงได้แต่จ้องเอาจ้องเอาแบบนั้นล่ะ?”
หางคิ้วสวยของสาวน้อยเลิกสูงขึ้น พร้อมปั้นสีหน้าประหลาดใจ
ติงเสวี่ยเหม่ยเองก็รู้เช่นกันว่า วันนี้จู้หลานจะกลับมาผิงเฉิง เธอจึงตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปหาซื้อเนื้อและเครื่องเคียงที่ตลาด
ส่วนวันนี้ ร้านชานมไข่มุกก็ปิดทั้งวัน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทุกคนได้มีเวลาพักผ่อน
ทันทีที่หลินจิงซูและจู้หยานมาถึง ทั้งคู่ก็ได้กลิ่นหอมของอาหารจานอร่อยลอยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง
พูดแล้วจะหาว่าโม้ ไม่มีใครบนโลกใบนี้อีกแล้ว ที่จะทำอาหารได้เอร็ดอร่อยไปกว่าแม่ของเธอ!
เฉินเฉวียนเย่หอบเบียร์เย็นเจี๊ยบลังหนึ่งขึ้นตั้งบนโต๊ะเป็นสัญญาณเริ่มมื้ออาหาร ทั้งสี่คนนั่งร่วมโต๊ะกัน บรรยากาศดำเนินไปด้วยความอบอุ่น ดูกลมเกลียวเสมือนครอบครัวพ่อแม่และลูกๆ
เป็นอีกหนึ่งมื้ออาหารที่น่าจดจำ
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน หลินจิงซูได้ชวนจู้หยานออกไปเดินเล่นด้วยกัน
ทั้งสองมุ่งหน้าไปที่โรงภาพยนตร์ซึ่งทั่วทั้งผิงเฉิงมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ภาพยนตร์ในโรงสมัยนั้นยังเป็นภาพขาวดำพร้อมเสียงพากย์สดอยู่เลย แม้จะรู้สึกว่าล้าสมัยไปหน่อย แต่ก็กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่านักแสดงที่มีหน้าตาเป็นธรรมชาติมาก ต่างจากดาราในยุคชาติก่อนหน้าของเธอ ที่ศัลยกรรมเสียจนใบหน้าไม่เหลือเค้าโครงเดิม
“ผมคิดว่าคุณน่ะ…สวยเหมือนนางเอกคนนี้เลย”
จู้หยานพูดขึ้นมาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงใดๆ
“นายพูดว่าอะไรนะ? ฉันไม่ได้ยิน?”
เป็นอีกครั้งที่หลินจิงซูโน้มตัวเข้าชิดใกล้จู้หยานอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว
ทว่าภายใต้บรรยากาศที่มืดสนิทเช่นนี้ ทำให้หลินจิงซูที่ซุ่มซ่ามกะระยะห่างผิดพลาดไป ผนวกกับปฏิกิริยาลุกลี้ลุกลนของจู้หยาน ทำให้ริมฝีปากของชายหนุ่มเผลอจุ๊บเข้าที่แก้มของหลินจิงซูโดยไม่ตั้งใจ
ช่างเป็นสัมผัสที่เนียนนุ่มเสียจริง
สาวน้อยวัยใสถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ หลินจิงซูถึงกับใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ และใช่ว่าจะไม่รู้ สิ่งที่สัมผัสกับผิวแก้มของเธอนั้นคืออะไร?
ประหนึ่งมีทุ่นระเบิดทิ้งดิ่งลงกลางใจ หลินจิงซูนั่งตัวตรงแข็งทื่อ เปลี่ยนสถานะจากมนุษย์ไปเป็นรูปปั้นหินชั่วขณะ แม้ภายในใจจะรู้สึกตื่นตระหนกเกินหักห้ามเพียงใด แต่ภายนอก เธอก็ยังแสร้งมองข้ามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น
ทางด้านจู้หยานเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ใบหูของเขาร้อนฉ่าและเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ โชคดีเพียงใดที่อยู่ในความมืดแบบนี้ ไม่อย่างนั้น เขาคงจะยิ่งรู้สึกอับอายหากมีคนมาพบเห็นเข้าพอดี
ครึ่งหลังของภาพยนตร์ ชายหญิงคู่นี้ล้วนปราศจากอารมณ์ร่วมสนุกไปด้วยอย่างสิ้นเชิง ต่างฝ่ายต่างนั่งเก้ๆกังๆจัดท่าจัดทางกันไม่ถูกอยู่อย่างนั้น
เมื่อภาพยนตร์จบลงแล้ว หลินจิงซูก็พาจู้หยานเดินออกจากโรงหนังมา
หนึ่งหญิงหนึ่งชาย ไม่มีใครสักคนที่กล้าริเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นก่อนเลย บรรยากาศในขณะนี้จึวชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
และท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นหลินจิงซูที่ทนต่อไปไม่ไหว เธอจึงรีบสรรหาหัวข้อขึ้นมาชวนพูดคุย
“ว่าแต่นายจะทำยังไงกับเจ้าสาหร่ายล่ะ? จะเอามันขึ้นเครื่องบินไปด้วยกันเหรอ?”
จู้หยานครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตอบไปว่า
“คุณช่วยดูแลเจ้าสาหร่ายแทนผมหน่อยได้มั้ย? ถ้าพามันย้ายไปอยู่ต่างแดนด้วยแบบนี้ ผมกลัวว่ามันจะเครียดน่ะ”
ได้ฟังคำร้องขอของจู้หยาน คิดว่าหลินจิงซูจะตอบอย่างไรได้เล่า? แน่นอน! ใครจะไม่ตกลงล่ะ!
สาวน้อยดูมีความสุขยิ่งยวดที่ได้ยินเช่นนั้น สำหรับเจ้าสาหร่ายขนปุกปุยตัวนี้ เธอเองก็ค่อนข้างถูกชะตาด้วยไม่น้อย
“ไม่มีปัญหา! เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง! ฉันจะหวีขนของมันให้เงางามจนสะท้อนแสงได้เลยล่ะ! นายกลับมาคราวหน้าต้องได้เห็นแน่”
บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่เริ่มกลับมามีรสชาติอีกครั้ง แล้วทั้งสองก็เดินเที่ยวกันต่อ
ไม่ว่าอย่างไร จู้หยานก็จะต้องนั่งรถไฟออกจากผิงเฉิงในวันนี้ และจะต้องกลับไปให้ถึงเมืองหลวงก่อนสองทุ่ม แม้ย่าจะยินยอมให้เขาเดินทางมาพบหลินจิงซูเป็นครั้งสุดท้ายก็จริง แต่ก็มีข้อแม้ว่าห้ามนอนค้าง และจะต้องกลับถึงเมืองหลวงไม่มืดค่ำนัก
เวลาไม่คอยท่า ช่วงเวลาดีๆระหว่างเขาและเธอใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว หากสังเกตให้ดีจะพบว่า จู้หยานเริ่มมีอาการเศร้าสร้อยมากขึ้นเรื่อยๆ
“จิงซู…”
เห็นทีคงถึงเวลาอันเหมาะสมแล้วที่เขาจะต้องบอกอะไรบางอย่างกับเธอ และจู้หยานก็รู้สึกลำบากใจอย่างยิ่งที่จะต้องพูดมันออกมา
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







