Beranda / วาย / บัญชารักคุณหลวง / ความจริงที่หนักใจ

Share

ความจริงที่หนักใจ

Penulis: jalix-ren
last update Tanggal publikasi: 2025-05-17 22:27:49

การตามหาความจริงอย่างไม่ลดละ

อินยังคงไม่ละความพยายามที่จะค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวเอง แม้จะถูกบ่าวไพร่ในเรือนมองว่าแปลกที่เอาแต่ซักไซ้เรื่องของตัวเองกับคนอื่น แต่เขาก็ไม่สนใจ เขาเดินวนไปทั่วเรือน คอยถามไถ่ถึงเรื่องราวในอดีตของ "อิน" ที่เขาเคยเป็น

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อินมักจะเดินวนเวียนไปตามเรือน คอยทำเนียนตีสนิทกับเหล่าบ่าวไพร่ ก่อนจะแอบซักถามเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองในอดีต

แต่ทุกครั้งที่เอ่ยปากถาม ก็มักจะได้เสียงหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดที่ฟังดูไม่ค่อยเข้าหูเท่าไร

"เองนี่ชักจะเป็นบ้าไปจริง ๆ หรือเปล่า? หลงลืมไปหมดแล้วรึไง?"

แม้จะถูกมองด้วยสายตาแปลกใจ หรือแม้กระทั่งบางคนถึงกับหลบเลี่ยงไม่อยากตอบคำถาม แต่ความพยายามของอินก็ไม่สูญเปล่าเสียทีเดียว เพราะยังมีบางคนที่ยอมเปิดปากเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง

"ที่คุณเปรมซื้อเองมา เพราะท่านบอกว่าเองละม้ายคล้ายกับเพื่อนในวัยเด็กของท่าน"

คำพูดนี้ทำให้อินชะงักไปชั่วครู่ คิ้วขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว... เพื่อนในวัยเด็ก?

อีกคนหนึ่งที่ถูกถามไปเมื่อวันก่อน ก็เคยพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

"ข้าไม่คิดว่าเองจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ จากที่เคยปิดปากเงียบสนิท ราวกับกลัวพิกุลจะล่วง กลายมาเป็นพูดมากจนพวกข้าขี้เกียจตอบ"

อินหลุบตามองพื้น คำพูดนี้ยิ่งทำให้เขาสับสนมากขึ้นกว่าเดิม

แล้วอีกเสียงหนึ่งก็ดังก้องอยู่ในหัว...

"คุณเปรมกับเอง ดูท่าเหมือนจะสนิทกัน แต่ก็ไม่สนิท"

ประโยคนี้ฟังดูแปลกประหลาด แต่กลับทำให้หัวใจของอินรู้สึกหน่วงแปลก ๆ เหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่างที่เกือบจะนึกออก... แต่กลับจับต้องไม่ได้เสียทีเดียว

เงาของความทรงจำใต้ต้นมะลิ

อินพยายามตามหาคำตอบเกี่ยวกับตัวเองมาโดยตลอด ถามไถ่เหล่าบ่าวไพร่ไปทั่ว แต่ดูเหมือนยิ่งถาม ยิ่งได้รับแต่คำตอบที่ทำให้สับสนมากขึ้นไปอีก

จนท้ายที่สุด เขาหันไปใช้วิธีอื่นแทน คือการเฝ้าสังเกตคุณเปรมด้วยตาของตัวเอง

และมันก็นำพาเขามาพบกับภาพหนึ่ง...

คุณเปรมยืนอยู่ใต้ร่มเงาอ่อนโยนของต้นมะลิ ท่ามกลางสายลมเย็นยามบ่าย แสงแดดอ่อนสาดกระทบใบไม้สีเขียวสดจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ ดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์เริ่มผลิบานตามกิ่งก้าน ส่งกลิ่นหอมอบอวลในอากาศ

ชายหนุ่มเจ้าของรูปลักษณ์สง่างามยังคงยืนนิ่ง ไร้ซึ่งคำพูดหรือการเคลื่อนไหวใด ๆ มีเพียงสายตาที่ทอดมองต้นไม้นั้นอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังพินิจบางสิ่งที่อยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึง

อินซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเสา มองภาพตรงหน้าโดยไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังกลั้นหายใจ

‘ต้นมะลิ...’

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นคุณเปรมมายืนตรงนี้ แต่อาจเป็นครั้งแรกที่เขารับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ปกคลุมบรรยากาศรอบกายคุณเปรม ความโหยหา ความอาวรณ์ และบางสิ่งที่ดูคล้ายกับความเจ็บปวดเงียบ ๆ

ราวกับต้นมะลิต้นนี้คือเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ฝังรากลึกในใจของเขา

อินเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเหลือบมองต้นไม้นั้นอย่างครุ่นคิด

‘ต้นมะลิต้นนี้... มีความหมายอะไรกับคุณเปรมกันแน่?’

เสียงลมพัดแผ่วผ่าน ใบไม้พลิ้วไหว อากาศเย็นราวกับฤดูฝนกำลังจะมาเยือน ทว่าในใจของอินกลับเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้มากขึ้นกว่าเดิม...

ขณะเดินผ่านลานกว้างหลังเรือน อินเห็นสิงกำลังกวาดลานอยู่ เขาเดินเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล

"สิง ข้าถามอะไรหน่อยสิ" อินเปิดประเด็น

" เออ อะไรอีกละ "

" ต้นมะลินี่น่ะ คุณเปรมดูรักมันมากเลยนะ"

สิงเงยหน้าขึ้นจากไม้กวาด มองอินด้วยแววตาขบขัน "เองนี่ชักจะอาการหนักจริงๆ ลงลืมเสียหมดแล้ว"

"ห้ะ? ทำไมนายถึงว่าแบบนั้น?" อินเลิกคิ้วสงสัย

สิงถอนหายใจเฮือก ก่อนจะพยักพเยิดไปทางมุมเรือนที่มีต้นมะลิแผ่กิ่งก้านเล็กๆ อยู่

"ก็ต้นมะลิต้นนั้นน่ะ เองกับคุณเปรมช่วยกันปลูกขึ้นมาไม่ใช่รึ?"

อินเบิกตากว้าง มองตามไปยังต้นมะลิที่มีดอกขาวสะอาดส่งกลิ่นหอมจางๆ ในสายลมยามเย็น

"ข้ากับคุณเปรม...ช่วยกันปลูก?" อินพึมพำ

"อืม ตอนแรกมันเกือบตายแล้วแท้ๆ รากเน่า ใบเหลือง แต่เองกับคุณเปรมก็ช่วยกันดูแลมันทุกวัน ขุดดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ บางคืนเองยังเอาน้ำค้างจากโอ่งไปรดต้นไม้ต้นนี้อยู่เลย ขนาดข้าจะล้มตัวลงนอนยังเห็นเองวิ่งวุ่นอยู่ตรงนี้" สิงพูดยิ้มๆ พลางส่ายหน้า

"ข้าก็นึกว่าเองคงจำได้อยู่หรอก"

อินยืนฟังนิ่งๆ ความรู้สึกบางอย่างไหลเข้ามาในอก เขามองต้นมะลิต้นนั้นอย่างพิจารณา แผ่วเบาสายตาไล่ตามกลีบดอกที่สะท้อนแสงตะวันราวกับความทรงจำที่หล่นหาย

ต้นมะลิที่กำลังออกดอกงดงาม...เป็นสิ่งที่เขากับคุณเปรมเคยช่วยกันดูแล

อินยกมือขึ้นแตะที่อกตนเองเบาๆ เขาไม่รู้ว่าหัวใจดวงนี้กำลังเต้นแรงเพราะอะไร รู้แค่ว่า...เขาอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับคุณเปรมให้มากกว่านี้

อากาศยามบ่ายคล้อยอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางของดอกมะลิ อินยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ กวาดตามองพิจารณากลีบสีขาวสะอาดที่บานแย้มรับแสงอ่อน ๆ อย่างเงียบงัน ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นหอมละมุนมาปะทะจมูก ราวกับความทรงจำบางอย่างที่เขาเอื้อมไม่ถึงกำลังค่อย ๆ ไหลผ่านไปพร้อมกับสายลม

อินมัวแต่จมอยู่ในภวังค์ จนไม่ได้สังเกตเลยว่ามีบุคคลหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ จู่ ๆ ความรู้สึกอุ่นร้อนก็แตะแผ่วเบาที่ต้นคอ ทำให้ร่างสูงสะดุ้งสุดตัว รีบหันหลังกลับไปอย่างฉับพลันโดยไม่ทันระวัง แรงปะทะเบา ๆ ทำให้คนที่เข้ามาเผลอเซถอยไป อินรีบคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ตามสัญชาตญาณ ก่อนจะดึงเข้ามาประคองตัวไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ

ดวงตาสองคู่สบกันในระยะประชิด ใกล้เสียจนอินมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาสีนิลของอีกฝ่าย

"ข้าไม่คิดว่าอินจะเป็นเจ้าตูบ ที่ตื่นตูมง่ายเช่นนี้"

เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าของคุณเปรม อินเพิ่งรู้ตัวว่าแขนแกร่งของตัวเองยังคงโอบเอวอีกฝ่ายไว้แน่น ร้อนวูบไปทั้งตัว รีบปล่อยมือแทบไม่ทัน

"ข-ขออภัยขอรับ!" เขาพูดตะกุกตะกัก ยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ ใบหูแดงจัดจนซ่อนไม่มิด

คุณเปรมไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะละสายตาจากอินไปมองต้นมะลิแทน เขายืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ อินโดยไม่พูดอะไร แต่กลับให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด

อินเหลือบตามองไฝเล็กๆนั้นที่มุมปากอิ่ม มีแสงแดดอ่อน ๆ สาดกระทบบนเสี้ยวหน้าของคุณเปรม นัยน์ตาคู่งามสะท้อนเงาของต้นมะลิที่ปลูกไว้ด้วยกัน ในแววตานั้นมีบางสิ่งที่ลึกซึ้งและอ่อนโยน ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มแผ่วเบา

ในวินาทีนั้น อินไม่แน่ใจเลยว่ากลิ่นหอมของดอกมะลิ หรือกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของคุณเปรมที่กำลังทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงกันแน่...

สายลมพัดเอื่อย ๆ แทรกผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ เสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวกับความเงียบที่โรยตัวลงระหว่างคนสองคน

หลังจากยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน คุณเปรมก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หนักแน่น

"ข้าขอโทษ...ที่คืนนั้นทำให้เจ้าต้องเห็นภาพอันน่าอับอาย และคงน่ารังเกียจสำหรับเจ้า"

อินชะงักไปเล็กน้อย หันมองคนข้างกายที่ตอนนี้ใบหน้าขาวนวลกลับดูหมองเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะพยายามรักษาท่าทีให้สงบ แต่แววตาที่หลุบลงต่ำกลับซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ไม่มิด

อินเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมา เขาอยากจะยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังบางเพื่อปลอบโยน แต่ก็ต้องชะงักมือกลางอากาศ มันคงไม่งาม หากเขาจะแสดงความใกล้ชิดเช่นนั้น

และก่อนที่อินจะเอ่ยอะไรออกไป คุณเปรมก็พูดต่อ

"หลังจากนี้ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องของข้าแล้วนะ เพราะข้าเองก็จะเลิกยุ่งกับเจ้าแล้วเช่นกัน"

น้ำเสียงเรียบเรื่อยของเขาฟังดูเหมือนเป็นคำประกาศที่แน่วแน่ แต่กลับทิ้งร่องรอยของความเจ็บปวดไว้ในอากาศอย่างประหลาด

อินเบิกตากว้างเล็กน้อย ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร คุณเปรมก็หมุนตัวเดินจากไปเงียบ ๆ แผ่นหลังที่เคยดูสง่างาม บัดนี้กลับดูเปราะบางราวกับพร้อมจะแตกสลายไปกับสายลม

อินยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาจับจ้องแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อย ๆ ลับไปจนสุดทางเดิน ความเงียบที่เข้ามาแทนที่กลับทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้ง

ทิ้งไว้เพียงความสงสัยในอดีตของเขากับคุณเปรม ที่ดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ…

ห้วงฝันที่ไร้ทางตื่น

ค่ำคืนโรยตัวลงมาปกคลุมเรือนทั้งหลัง แสงจันทร์ทอประกายเรืองรองอยู่กลางฟ้า อินทอดกายนอนลงบนที่นอนอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ในหัวกลับวุ่นวายด้วยความคิดวกวน คำพูดทิ้งท้ายของคุณเปรมดังก้องอยู่ในโสตประสาท ซ้ำไปซ้ำมา

"หลังจากนี้ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องข้าแล้วนะ เพราะข้าเองก็จะเลิกยุ่งกับเจ้าแล้วเช่นกัน"

คิ้วของอินขมวดเข้าหากัน ความสงสัยทำให้จิตใจไม่เป็นสุข ก่อนสติจะค่อย ๆ จมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา

แล้วเขาก็ตื่นขึ้นมา แต่มันกลับเป็นที่ที่แปลกประหลาด

รอบกายเป็นเรือนที่คุ้นเคย ทว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง อากาศดูขุ่นมัว แสงตะเกียงริบหรี่ราวกับพร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ อินก้าวเดินไปข้างหน้า ไม่มีจุดหมายปลายทาง แต่เท้ากลับนำพาเขาไปยังเรือนหน้าหลังใหญ่ ราวกับมีบางสิ่งเรียกหา

ร่างของคนสองคนที่ยืนคุยกันอยู่หน้าเรือนคนนึงปิดหน้าปิดตามิดชิด ส่วนอีกคนที่ยืนหันหลังให้กับเขา ช่างดูคุ้นตายิ่งนัก คนให้ผ้าโพกหัวพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ธีรัชรู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ

" ข้ารู้ว่าเจ้ารักนายตัวเองแบบใด..แต่การที่เจ้าจะมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับเขา เรื่องมันจะจบไม่สวยเอาหนา "

" ท่านเอาอะไรมาพูดขอรับ.. คุณเปรมหาได้ชอบคอข้าไม่ "

" งั้นถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า..ก็ลองขึ้นไปดูบนเรือนตอนนี้เสีย "

ชายที่แต่งตัวคล้ายบ่าว มันรีบเคลื่อนที่เร็วผิดปกติ วิ่งขึ้นไปบนเรือนราวกับวิญญาณเร่ร่อนที่หาที่สิงสถิต ส่วนชายอีกคนที่ปิดบังตัวตนกลับค่อยเดินหนีหายตัวไปจากตรงนั้น

ธีรัชซึ่งบัดนี้กลายเป็นผู้สังเกตการณ์ กวาดตามองรอบตัวด้วยความกังวล ในใจคิดว่าหากคนคนนั้นบังอาจล่วงล้ำเข้าไปในเรือนของคุณเปรม มีหวังได้ถูกลงโทษแน่ เขาจึงเร่งฝีเท้าขึ้นไปตามบันได

แล้วก็ต้องชะงัก

ร่างนั้น คืออิน กำลังคุกเข่าอยู่หน้าห้องคุณเปรม มือทั้งสองยันกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างจ้องลอดร่องไม้เข้าไปด้านใน ความเงียบงันปกคลุมอยู่เพียงครู่เดียวก่อนธีรัชจะเดินเข้าไปใกล้ ทว่าไม่ว่าเขาจะเรียกอินอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่แม้แต่จะขยับตัว ราวกับถูกบางสิ่งตรึงไว้

สายลมเย็นเยียบพัดผ่าน ผิวกายขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ธีรัชลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลดตัวลงนั่งข้างอิน แล้วหันไปมองผ่านรอยแยกของบานประตูเช่นเดียวกัน

ทันทีที่ได้เห็น โลกทั้งใบก็เหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ

ในห้องนั้น คุณเปรมกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผิวกายเปลือยเปล่าถูกไล้สัมผัสด้วยมือของตัวเอง ริมฝีปากเผยอออก เล็ดรอดเสียงหอบหายใจแผ่วเบา ทว่าสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของธีรัชเย็นเฉียบคือชื่อที่ถูกเอื้อนเอ่ยแผ่วพร่า

"อิน..."

ปากที่เอาแต่พูดชื่ออีกคนไปมา แต่มือเรียวยังคงชักรูดแท่งเอ็นร้อนที่ตั้งตระหง่านนั้นอย่างสม่ำเสมอ

อินสะดุ้งถอยหลัง มือสั่นเทา สีหน้าซีดเผือดเหมือนไม่อาจรับรู้ได้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความฝัน

และก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตั้งตัว

"โครม!"

อินเสียหลักหงายหลังล้มไปด้านหลัง ฝ่ามือปัดถูกบานประตูจนเกิดเสียงดังสนั่น คุณเปรมที่อยู่ด้านในชะงักกึก สองมือรีบคว้าผ้ามาคลุมตัว ก่อนดวงตาตื่นตระหนกจะเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างที่นั่งอยู่หน้าห้อง

“อิน...”

แค่เพียงเอ่ยชื่อออกมา อินก็พรวดพราดลุกขึ้นวิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง

ธีรัชที่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง รีบวิ่งตามไปติด ๆ แต่เมื่อไปถึงด้านล่างเรือน ร่างของอินก็พุ่งตัวลงน้ำไปแล้ว เสียงน้ำกระเพื่อมดังสะท้อนในความมืด

“อิน!”

ธีรัชตัดสินใจโดดตามลงไป น้ำรอบตัวเย็นเยียบ แต่เขายังสามารถสัมผัสได้ถึงเงาร่างที่กำลังจมหายไปในความมืด

ธีรัชพยายามพุ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ทว่ามีบางสิ่งฉุดรั้งเขาไว้ ร่างกายหนักอึ้ง หายใจไม่ออก คล้ายถูกกดจมลงไปทีละน้อย

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น อินอยู่ตรงนั้น

อินที่ยิ้มให้เขาอย่างแปลกประหลาด

ริมฝีปากขยับเปล่งเสียง แม้เสียงนั้นจะไม่ควรดังลอดออกมาในห้วงน้ำ

"ข้าไม่ได้รังเกียจคุณเปรม..."

"ข้ารักท่าน ข้าถึงต้องทำเช่นนี้..."

น้ำเริ่มเอ่อเข้ามาในปอด ธีรัชสำลัก ดิ้นรนจะว่ายขึ้นด้านบน แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ร่างกายก็จมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ

" ช่วยดูแลเขาแทนข้าที "

ปากนั้นยังคงพูดคำไร้เสียงออกมา ถึงจะไม่ได้ยินเสียง แต่เขากูรับรู้ได้ว่าอีกคนพูดอะไร ราวกับมันเเล่นเข้ามาในหู

จนกระทั่ง—

สะดุ้งตื่น!

ธีรัชผุดลุกขึ้นนั่ง หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก รอบกายยังคงเป็นเรือนเดิม แสงอรุณแรกของวันลอดผ่านเข้ามาในห้อง ทว่าความรู้สึกหนาวเหน็บและฝันร้ายนั้นยังคงฝังลึก

ไม่ว่าเขาจะพยายามสะบัดหัวไล่ความคิดเพียงใด

เสียงกระซิบของอินในห้วงน้ำก็ยังคงดังก้องอยู่ในใจไม่จางหาย...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บัญชารักคุณหลวง   ข้ามาหาแล้วหนา

    หลังจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลครบกำหนดสองวันตามคุณหมอสั่ง ธีรัชก็ได้กลับมาที่บ้านของตนเองอีกครั้ง บ้านที่เขาควรจะเคยคุ้นแต่กลับรู้สึกแปลกตา เหมือนกลายเป็นแค่ฉากในละครที่ไม่ได้ฉายให้ใครดู เขาเดินช้า ๆ ผ่านห้องนั่งเล่น มองเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัวล้ำสมัย ตู้เย็น ทีวี และโซฟานุ่ม ๆ ที่เคยนั่งดูซีรีส์กับตัวเองในทุกคืนวันศุกร์จนลากไปเช้าของอีกวัน... ชีวิตที่สะดวกสบายและบ้านหลังใหญ่โตที่เขาสร้างมันขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ด้วยความภาคภูมิใจที่แต่ก่อนเขาต้องรู้สึกดีใจและมีความสุขทุกครั้งที่ได้กลับมาเหยียบที่แห่งนี้แต่ครั้งนี้ทำไมมันกลับไม่อุ่นเหมือนอ้อมแขนของใครบางคนที่เขาคิดถึงจับใจ หรือเพียงเพราะโลกใบนี้ ไม่มีคุณเปรมอยู่ด้วย...ธีรัชนั่งลงกับพื้นเบา ๆ ตรงระเบียงหลังบ้าน ลมฤดูหนาวพัดแผ่วผ่านใบหญ้า เสียงนกกระจอกยังคงร้องเจื้อยแจ้วไม่รู้วันเวลาผ่านไปแค่ไหนสำหรับพวกมัน ต่างจากหัวใจของธีรัชที่เหมือนหยุดเดินตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาจาก “บ้าน” หลังหนึ่งในยุคต้นรัตนโกสินทร์กลับมาเขาหลับตา สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แต่ก็ไม่ได้กลิ่นดอกมะลิที่เคยหอมกรุ่นในยามเช้า กลิ่นหอมน้ำอบไทยที่มักจะติดต

  • บัญชารักคุณหลวง   หวงกลับคืน

    ทินกรรุ่งอรุณ แสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านม่านผืนบาง ละไล้ลงบนใบหน้าของอินที่ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียง เปรมยืนอยู่มุมห้องอย่างเงียบเชียบ จนเมื่อหมอที่เขาเรียกมาตรวจอาการเดินออกมาจากห้อง อินหันไปมองด้วยสายตาเป็นกังวล“เขาเป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านแพทย์?” เสียงเปรมเต็มไปด้วยความห่วงใยแพทย์หมอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยคำวินิจฉัย “จากที่ฉันตรวจดูทั้งหมดแล้ว คิดว่านายคนนี้น่าจะแพ้พิษบางอย่างที่สะสมในร่างกาย และเพิ่งจะแสดงอาการออกมา โชคดีที่ตรวจพบเร็ว ฉันจัดยาไว้ให้แล้ว ให้กินเช้าเย็นนะหลวงเปรม”เปรมพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเครียด“ที่สำคัญ ช่วงนี้อย่าให้เขาใช้ร่างกายหนัก ๆ ยิ่งถ้ามีไข้ พิษจะยิ่งกระจายเร็วขึ้น ต้องระวังให้ดี”“ขอรับ… ขอบพระคุณมากขอรับท่านแพทย์ขอบคุณจริง ๆ”คุณเปรมส่งหลวงแพทย์หมอจนลับสายตา ก่อนจะรีบกลับเข้าห้อง เขาเปิดประตูเบา ๆ เหมือนกลัวเสียงจะไปรบกวนคนป่วย บนเตียง อินนอนเอนพิงหมอนอยู่ก่อนแล้ว ดวงตากลมใสสบกับเขาอย่างแนบแน่น มีแววซุกซนผสมความอ่อนล้าอยู่ในนั้น“ไม่ต้องทำหน้ากังวลขนาดนั้นก็ได้นะครับ” อินพูดเบา ๆ น้ำเสียงพยายามกลั้วหัวเราะ “ผมสบายดีม๊ากก ตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน

  • บัญชารักคุณหลวง   ลางสังหรณ์

    แสงแดดยามสายทอดผ่านม่านโปร่งบางภายในโถงของเรือนหลังใหญ่ เสียงจิบน้ำชาดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบสงบที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของใบชาและมะลิอบแห้งเปรมนั่งเอนหลังบนเบาะรองตัวยาว ร่างกายที่เคยแบกรับภาระหนักอึ้งมาหลายวันคล้ายได้หย่อนคลายเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เขาสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ผ้าคลุมบางสีอ่อนพาดบ่า ใบหน้าเริ่มมีรอยอ่อนล้าจาง ๆ แต่แววตายังคงหนักแน่นและแน่วแน่เช่นเดิมอินนั่งอยู่พื้นข้าง ๆ มือหนึ่งหยิบหนังสือ อีกมือก็ไม่วายวางไว้บนขาของคนรัก พยักหน้าเบา ๆ รับฟังอย่างตั้งใจ แม้บทสนทนาที่เอ่ยออกมาจะชวนให้ใจสั่นไม่น้อย“อีกไม่กี่วัน…” เปรมเอ่ยเสียงเรียบ ขณะทอดสายตามองออกไปยังสวนหลังบ้าน“หลวงวิษณุจะถูกนำตัวไปประหาร พร้อมกับ พักพวกอีกสามคน”อินชะงักมือที่กำลังเปิดหน้ากระดาษ เสียงคำว่า “ประหาร” กระแทกเข้าหูราวกับสายลมหนาวเฉียบ เขาเงยหน้ามองอีกคน ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจ แต่ไม่ได้เอ่ยขัด เพราะเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องของความแค้นส่วนตัวธรรมดา หากแต่เป็น ความยุติธรรมที่คนบาปสมควรได้รับเปรมวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมาสบตาอินตรง ๆ“ข้ารู้ว่าเจ้าหวั่นใจ แต่การลอบสังหาร เจตนาโค่นล้มอำนาจ

  • บัญชารักคุณหลวง   น้ำเดือดที่ดับไฟกองเล็ก

    แสงแดดยามสายทอดผ่านหมู่เมฆลงมากระทบผิวน้ำในท่าเรือ เกลียวคลื่นเบาๆ ซัดกระทบข้างลำเรือสำเภาอย่างสม่ำเสมอ เสียงเชือกเสียดสีกับเสากระโดง สลับกับเสียงกลาสีเรือร้องสั่งงานก้องไปทั่วท่าเรือ เปรมยืนอยู่ที่หัวท่า ชุดเครื่องแบบขุนนางขอบทองดูขรึมขลัง เขากำลังไล่ตรวจตราสินค้าที่ถูกขนลงจากเรือ สำรวจบัญชีรายชื่อสินค้าจากแดนไกลพลางใช้แววตาเคร่งขรึมพินิจทุกรายละเอียดทว่ากระแสลมเย็นที่พัดมากลับนำพาบางสิ่งมาให้เขา กลาสีเรือชาววิลาทคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหา มอบจดหมายเก่าๆ ซองขาดปลายให้โดยไม่เอ่ยคำใด เปรมรับไว้ด้วยความสงสัย ครั้นเปิดจดหมายอ่าน ความสงบของเช้าวันนั้นก็ถูกฉีกทึ้งข้อความที่เขาได้อ่านนั้นสั้น เรียบง่าย แต่ราวกับเสียงระเบิดในอก> “รีบกลับมาดูผลงานข้าสิขอรับคุณพี่เปรม ก่อนที่มันจะตายน่ะ”เส้นเลือดที่ขมับเขาปูดพองขึ้น มือข้างหนึ่งกำกระดาษจนยับยู่ยี่ ขณะที่อีกมือแทบสั่นเทา ใจของเปรมกระโจนไปข้างหน้าเร็วกว่าความคิด เขารู้ดี ใครเป็นคนทำเรื่องนี้ได้ และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าเยาะหยันเขาเช่นนี้ หลวงวิษณุ“รีบส่งกำลังตามจับหลวงวิษณุเดี๋ยวนี้!” เขาสั่งเสียงกร้าวกับทหารที่ติดตามมาด้วย" มันยังอยู่พ

  • บัญชารักคุณหลวง   ภาระที่ต้องแบกรับ

    เสียงฝีเท้าดังสม่ำเสมอบนพื้นไม้สักของตำหนักฝ่ายในเรือน เปรมเดินกลับมายังห้องพักชั้นบนอย่างเหนื่อยล้า แขนเสื้อถูกร่นขึ้นครึ่งหนึ่ง เหงื่อชื้นผุดบนหน้าผากแต่ไม่ทันได้ซับ เจ้าตัวก็ทรุดตัวลงกับเก้าอี้ไม้ฝังลายอย่างหมดแรงบนโต๊ะข้างเตียงมีจดหมายหนึ่งฉบับวางอยู่เรียบร้อย ลายมือเจ้าหนุ่มคนรักวางซองกระดาษไว้แนบด้วยใบไม้สีเขียวที่แห้งไปบ้างจากการเดินทางไกล เปรมมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแกะเปิดด้วยมือที่ยังเปรอะหมึกจากเอกสารเมื่อบ่ายเขาอ่านมันช้าๆ เงียบๆ ไม่มีใครในที่นี้รู้ว่าอินเขียนอะไรในนั้น ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีน้ำตา มีเพียงรอยยิ้มบางที่คลี่ออกบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้เก็บงำความรู้สึกจนคนรอบตัวเรียกเขาว่า ‘คุณเปรมจอมบึ้งตึง’เปรมยกใบไม้นั้นขึ้นแนบจมูก สูดกลิ่นจาง ๆ ที่หลงเหลืออยู่พลางหลับตาลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเปิดสมุดบันทึกเก่าหนังวัว หย่อนใบมะลิลงบนหน้าหนึ่งที่ยังว่าง แล้วจดบางสิ่งไว้ด้วยลายมือเรียบร้อยเพียงไม่กี่คำ"ยังมีบ้านให้กลับเสมอ"เขามองออกไปยังท้องฟ้ากลางคืนผ่านหน้าต่าง บนฟ้าคืนนี้เต็มไปด้วยหมู่ดาว และพระจันทร์ทรงกลดก็สุกสว่างอย่างสงบ เป็นค่ำคืนที่สวยงามเกินกว่าจะเก็บไว้ในควา

  • บัญชารักคุณหลวง   ฝากดูแลแทนข้าที

    หลายต่อหลายวันผ่านไปไวเหมือนโกหก เพราะวันนี้กลับเป็นวันที่ต้องส่งคนรักออกไปทำงานไกลตัวเสียแล้ว รุ่งเช้าตรู่ แสงแดดแรกของวันทอดผ่านหน้าต่างเรือนไทยส่องสะท้อนกับผืนน้ำที่สงบเงียบ เสียงไก่ขันยังไม่ทันจางหาย อินก็ตื่นขึ้นมาอย่างรู้งาน เขาเตรียมน้ำท่าร้อนอุ่นอย่างพอดี กลิ่นมะลิจากเกลืออาบน้ำที่ตั้งใจผสมด้วยมือของตนเองลอยคลุ้งทั่วห้อง อินขัดผิวและเช็ดตัวให้เปรมอย่างอ่อนโยน ทุกจังหวะของนิ้วและฝ่ามือเหมือนตั้งใจจดจำสัมผัสของคนรักไว้ในใจ“คุณเปรม…” อินพูดขึ้นในขณะที่กำลังติดกระดุมเสื้อผ้าให้ “ถ้าเดินทางไปถึงที่โน่นแล้ว อย่าลืมเขียนจดหมายมาหาผมนะครับ อย่างน้อยก็...เดือนละสองฉบับก็ยังดี”เปรมยกมือขึ้นลูบศีรษะของอินเบา ๆ “เจ้าจะไม่เขียนตอบกลับข้ารึ?”“ผมกลัวว่าจะเขียนไม่ทันคุณเปรมต่างหาก” อินแสร้งเบะปาก พลางส่งยิ้มละมุน “แค่คิดถึงก็แทบจะเขียนทุกวันอยู่แล้ว”เปรมหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะกดจูบลงที่หน้าผากอีกฝ่ายแผ่วเบา เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความเสียดายเมื่อถึงเวลาต้องไปที่ท่าเรือ อินช่วยขนของและจัดแจงทุกอย่างอย่างคล่องแคล่ว เขายกกระเป๋า ผูกเชือกมัดปากถุง เดินขึ้นลงเรือจนเหงื่

  • บัญชารักคุณหลวง   กลับมาเฉิดฉาย

    แสงแดดอ่อนยามเช้าโรยตัวลงบนระเบียงเรือน เสียงไก่ขันเบา ๆ เคล้าเสียงนกกระจิบที่บินวนอยู่ตามชายคา เรือนเปรมในยามเช้าช่างสงบงามราวภาพวาด แต่บรรยากาศบนเรือนกลับไม่เงียบเหงาเหมือนวันก่อน ๆ เพราะชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งจิบชาร้อน พลางสนทนากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย"เจ้าจะกลับไปอยู่เรือนท้ายอย่างเดิมจ

  • บัญชารักคุณหลวง   อยากทำกับคุณครับ

    จ๊วบ เสียงแลกลิ้นดังระงมไปทั่วห้อง กายขาวที่ไล้ต้อนโอบกอดคนรักตรงหน้าอย่างไม่ลดละ ปากอิ่มพรมจูบตามซอกคอ ราวกับติดกลิ่นหอมของคนตัวใหญ่ ปลายจมูกเรียวซุกไซร้ตามเนื้อสีแทนที่โผล่พ้นออกมากจากปกคอเสื้อ จุ๊บ " เดี๋ยวก่อนครับ คุณเปรม" เสียงพูดที่สั่นไหวของอินดังขึ้น แต่คนที่ได้ยินกลับไม่สนใจมันแม้แต่น้อ

  • บัญชารักคุณหลวง   ขอสักทีก่อนไป

    ประตูห้องบานไม้ปิดลงเบา ๆ พร้อมเสียงกลอนที่ถูกหมุน เสียงฝีเท้าของอินหยุดชะงักอยู่หน้าประตู ก่อนจะหันกลับมา“จะให้ผมหาน้ำให้ดื—”เขาพูดได้แค่นั้นก่อนที่ร่างกำยำจะถูกคว้าหมับเข้ามาในอ้อมกอดแน่นหนา กลิ่นน้ำอบอ่อนๆจากเสื้อลินินของคุณเปรมยังไม่ทันจาง ริมฝีปากอุ่นร้อนก็ประกบลงมาทาบปิดคำพูดของเขาแรงแต่ไม

  • บัญชารักคุณหลวง   บุคคลต้องสงสัย

    พระจันทร์ลอยเด่นเหนือเรือนพัก เสียงกรอบแกรบของไม้เก่าที่ขยับตามลมเบาๆ แทบจะกลบเสียงหัวใจที่เต้นดังตุบๆ ของคนสองคนไม่ได้เลยอินขยับฟูกเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด… แล้วก็อีกนิด จนได้กลิ่นน้ำอบอ่อนๆ จากเสื้อผ้าคุณเปรมที่พาดไว้มุมฟูก"วันนี้ข้าตรวจบัญชีจนตาแทบบอด" เปรมบ่นเสียงเบา ขณะเอนตัวลงข้างอิน แขนข้างหนึ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status