Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 25 — ราคาที่เจ้าหุบเขาจ่าย

Share

บทที่ 25 — ราคาที่เจ้าหุบเขาจ่าย

last update publish date: 2026-10-19 16:39:25

มู่เฉิงเจ๋อดึงแขนเสื้อลง

แต่ช้าเกินไป

ผู้อาวุโสหุบเขาทั้งสองเห็นเส้นดำบนข้อมือแล้ว คนหนึ่งลุกขึ้นทันที อีกคนยังนั่งนิ่ง ทว่ามือที่วางบนหัวไม้เท้ากำแน่นจนข้อนิ้วซีด

“ท่านเคยบอกว่าอาการป่วยเกิดจากฝึกวิชาผิดพลาด”

มู่เฉิงเจ๋อไม่ตอบ เขามองบัญชีโอสถบนโต๊ะ ก่อนหันไปทางเจ้าสำนัก

“ข้าต้องการคุยเป็นการส่วนตัว”

“เรื่องใด”

“เรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของหุบเขา”

เสิ่นซูเหอหัวเราะเบา ๆ

“ตอนขอให้ข้าลงนามรับรองว่าคนตายเพราะทนยาไม่ไหว เจ้าก็ใช้คำนี้”

ใบหน้ามู่เฉิงเจ๋อแข็งขึ้น

เยว่ซีเห็นเขาเลื่อนสายตาไปทางประตู แล้วกลับมาหาตน

“เจ้าคงไม่อยากให้ชื่อแม่ถูกลากลงไปด้วย”

นางวางมือทับสมุดของมารดา

“นางทำอะไรเจ้าคะ”

“นางเป็นคนเริ่มศึกษาโอสถจากปราณชนิดนั้น”

“แล้วพบว่ามันทำร้ายคน จึงหาวิธีถอนออก”

เขาเงียบ

“ส่วนท่านรู้แล้วว่ามันทำร้ายคน แต่ยังใช้ต่อ” เยว่ซีกล่าว “สิ่งที่แม่ทำกับสิ่งที่ท่านทำ ไม่ได้เหมือนกันเพราะใช้เตาเดียวกัน”

มู่เฉิงเจ๋อมองนางอยู่นาน

ความอ่อนโยนที่เคยพยายามแสดงหายไปจากใบหน้า

“ชิงหลันก็พูดเช่นนี้ ก่อนพาทุกอย่างที่หุบเขาลงแรงไปทิ้งไว้ข้างหลัง”

“ทุกอย่างที่ท่านว่า รวมคนด้วยหรือไม่”

ครั้งนี้เสียงเยว่ซีสั่น

นางกดปลายนิ้วลงบนปกสมุด ไม่ปล่อยให้ตนลุกขึ้นตามความโกรธ

มู่เฉิงเจ๋อเบือนหน้าไปทางอื่น

คำตอบที่เขาไม่ยอมให้ ทำให้ผู้อาวุโสซึ่งถือไม้เท้าค่อย ๆ ลุกขึ้น

“ส่งตราเจ้าหุบเขามา”

⸻

เสียงนกนอกชายคาดังชัดขึ้นในความเงียบ

มู่เฉิงเจ๋อมองชายชราราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยิน

“ท่านไม่มีอำนาจปลดข้าที่นี่”

“ข้ามีอำนาจระงับคำสั่งของเจ้า เมื่อเจ้าตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าทำร้ายคนในหุบเขา”

ผู้อาวุโสอีกคนก้าวมายืนข้างกัน

“พวกเราลงนามร่วมกันได้ ระหว่างตรวจสอบ เจ้าจะไม่สามารถเคลื่อนผู้ป่วย ทำลายเตา หรือสั่งให้ใครปิดปาก”

มู่เฉิงเจ๋อเหลือบมองประตูอีกครั้ง

หลิงยวนขยับเพียงก้าวเดียว

ตำแหน่งที่เขายืนยังไม่ขวางทางออกทั้งหมด แต่เพียงพอให้เจ้าหุบเขารู้ว่าการเดินผ่านไปจะไม่ง่าย

“ข้าอุตส่าห์มาชี้แจงด้วยตนเอง” มู่เฉิงเจ๋อกล่าว

เจ้าสำนักมองเขานิ่ง

“และเรากำลังฟังอยู่”

มู่เฉิงเจ๋อหัวเราะในลำคอ

เขายกมือเข้าไปในอกเสื้อ

อาจารย์ฉินซึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูรีบกล่าวขึ้น

“หากจะกินยา ให้ข้าตรวจก่อน”

มือของมู่เฉิงเจ๋อหยุด

เพียงชั่วขณะนั้น เยว่ซีเห็นหยดเหงื่อไหลลงจากขมับเขา ทั้งที่อากาศในหอประชุมเย็นสบาย

เขาไม่ได้มาที่นี่เพราะมั่นใจว่าจะชนะ

เขากำลังต้องการบางอย่าง

สายตานางเลื่อนไปยังบัญชียาอีกครั้ง

ทุกสามวัน

รถขนยาถูกยึดเมื่อสองคืนก่อน

“ยาครั้งล่าสุดของท่านอยู่บนรถคันนั้นหรือเจ้าคะ”

มู่เฉิงเจ๋อหันขวับ

เยว่ซีได้คำตอบแล้ว

“ท่านมารับตู้กลับ เพราะในนั้นมีทั้งสูตรและบันทึกการปรุงยาของท่าน”

“เจ้ารู้เรื่องยาเพียงใดกัน”

“ไม่มากพอจะรักษาท่าน”

นางมองไปทางอาจารย์ฉิน

“แต่ที่นี่มีคนทำได้ ท่านควรให้พวกเขาตรวจ”

“แล้วให้ข้ายอมรับว่าตนป่วยเป็นโรคเดียวกับคนเฝ้าเตา?”

เสิ่นซูเหอมองเขาอย่างเย็นชา

“ร่างกายเจ้าไม่ได้แข็งแรงขึ้นเพราะเก้าอี้ที่เจ้านั่ง”

มู่เฉิงเจ๋อกระชากขวดยาออกจากเสื้อ

หลิงยวนเข้าถึงตัวก่อนนิ้วเขาจะบิดจุก

สองนิ้วกดข้อมือ ขวดยาหลุดลงบนฝ่ามืออีกข้างอย่างแม่นยำ ทว่ามู่เฉิงเจ๋อกลับพลิกแขน ปราณสีเขียวเข้มพุ่งออกจากข้อศอก

เก้าอี้ด้านหลังแตกกระจาย

เสิ่นซูเหอดึงเยว่ซีถอยพ้นแนวแรงปะทะ เจ้าสำนักยกมือขึ้นกั้นฝุ่นไม้ไม่ให้ถึงผู้จดบันทึก

หลิงยวนยังจับข้อมืออีกฝ่ายไว้

เขาหมุนตัวครึ่งก้าว เบี่ยงแรงลงสู่พื้นหิน

รอยแตกร้าวแล่นออกไปถึงขาโต๊ะ

สีดำเริ่มไหลแทรกในปราณสีเขียวของมู่เฉิงเจ๋อ

“ปล่อย!”

เจ้าหุบเขาสะบัดแขนอีกครั้ง

หลิงยวนกดนิ้วลงใต้ข้อศอกของเขา

ปราณทั้งสายดับวูบ

มู่เฉิงเจ๋อทรุดลงบนเข่าข้างหนึ่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ แต่ยังไม่ยอมลดมืออีกข้างซึ่งกำลังจะประสานอาคม

คมกระบี่เลื่อนพ้นฝักเพียงคืบเดียว

แสงสีเงินพาดอยู่เหนือข้อนิ้วเขา

“หยุดใช้ปราณ” หลิงยวนกล่าว “ก่อนเส้นปราณท่านจะฉีก”

ดวงตาของมู่เฉิงเจ๋อสั่นไหว

เมื่อครู่เขาปล่อยพลังมากพอทำลายกำแพงทั้งด้าน

แต่คนตรงหน้าไม่ได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียว

⸻

ขวดยาถูกส่งให้อาจารย์ฉิน ส่วนมู่เฉิงเจ๋อถูกพยุงขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตัวใหม่

ผนึกสีเงินสองวงรัดอยู่เหนือข้อมือ ทำให้เขารวบรวมปราณไม่ได้ แต่ยังขยับมือได้ตามปกติ

หลังตรวจชีพจร เสิ่นซูเหอเลิกแขนเสื้อเขาขึ้น

เส้นดำแผ่พ้นข้อศอกแล้ว

“เจ้ารับมันมานานเท่าใด”

“สามปี”

“เท่าใด”

มู่เฉิงเจ๋อกัดฟัน

“ห้าปี”

หญิงชรามองเขา ก่อนวางแขนลงอย่างแรงกว่าที่จำเป็นเล็กน้อย

“ถ้าโกหกเรื่องที่ใช้รักษาตัวเองอีก ก็จงรับผลของมันไปด้วย”

เยว่ซียืนอยู่ข้างโต๊ะที่ร้าว

นางมองคนผู้เคยเสนอผลึกให้นาง แลกกับการกลับไปเป็นคนของหุบเขา

เวลานั้นเขารู้ว่าตนกำลังป่วย

และยังต้องการให้พลังของนางอยู่ในมือ

“หากข้ายอมกลับไปวันนั้น” นางถาม “ท่านจะให้ข้าทำอะไร”

มู่เฉิงเจ๋อมองกำไลทองแดงบนข้อมือนาง

นานเกินกว่าจะเป็นเพียงการเหลือบดู

หลิงยวนก้าวมาหยุดข้างโต๊ะ แต่เยว่ซีไม่ได้ถอย

“ตอบข้าเจ้าค่ะ”

“เจ้ามีปราณที่ประคองสมดุลได้”

“ข้าควบคุมได้เพียงเล็กน้อย ท่านรู้เรื่องนี้”

“หากฝึกอย่างถูกวิธี—”

“วิธีของท่านต้องใช้เตาหรือไม่”

เขาหุบปาก

เยว่ซีพยักหน้าช้า ๆ

นางไม่จำเป็นต้องถามต่อ

ผู้อาวุโสหุบเขายื่นมือออกมาอีกครั้ง

คราวนี้มู่เฉิงเจ๋อหยิบตราประจำตำแหน่งวางลงบนฝ่ามือนั้น

เสียงโลหะกระทบแหวนของชายชราดังสั้น ๆ

ไม่มีใครคารวะเขาเมื่อส่งตราคืน

⸻

การสอบสวนย้ายไปยังห้องเล็ก หลังหมอประคองอาการมู่เฉิงเจ๋อจนคงที่

เยว่ซียังได้รับอนุญาตให้อยู่ แต่เลือกนั่งใกล้ประตู นางต้องการลุกออกไปได้หากฟังต่อไม่ไหว

เจ้าสำนักวางแผนที่ลงตรงหน้าผู้ถูกควบคุมตัว

“เซี่ยจิ้งเหิงอยู่ที่ใด”

“เขาไม่บอกข้า”

“สถานที่ติดต่อครั้งล่าสุด”

มู่เฉิงเจ๋อก้มมองแผนที่

“เรือนบนเขาฝั่งเหนือของไป๋สุ่ย แต่คงย้ายแล้ว”

“เพราะเหตุใด”

เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแตะตำแหน่งแม่น้ำด้วยนิ้ว

“หลังเตาถูกทำลาย เขาสั่งขนเครื่องมือออก ข้าไม่รู้ว่าไปที่ใด”

หลิงยวนถามขึ้น

“ตะปูที่ฝังในสายแร่ของเขาฉางอู๋ใช้ทำอะไร”

ใบหน้ามู่เฉิงเจ๋อเปลี่ยนไป

“พวกเจ้าพบกี่ตัว”

“ตอบก่อน”

เขาถอนหายใจแรง

“ใช้ส่งปราณผ่านชั้นแร่ เตาแต่ละแห่งจึงไม่ต้องอยู่ใกล้รอยแยก”

เยว่ซีนึกถึงเสียงครางใต้ดินในวันที่พวกเขาถอนตะปูออกจากผลึกดิบ

“แล้วเมื่อเตาปลายทางถูกตัด ปราณไปที่ใด”

มู่เฉิงเจ๋อมองนาง

“ตามปกติจะปิดทางส่ง”

“ผู้ใดปิด”

คราวนี้เขาไม่ตอบทันที

หลิงยวนดึงแผนที่เข้ามา หมุนด้านเหนือเข้าหาตนเอง

“เซี่ยจิ้งเหิง”

มู่เฉิงเจ๋อพยักหน้า

เจ้าสำนักเรียกศิษย์เวรเข้ามาทันที สั่งส่งคำเตือนไปยังเหมืองและหมู่บ้านรอบเขา ให้หยุดขุดแร่และออกห่างช่องลมใต้ดิน พร้อมส่งผู้ชำนาญอาคมไปตรวจ

คำสั่งถูกส่งออกไปก่อนการสอบสวนจะดำเนินต่อ

เยว่ซีมองมู่เฉิงเจ๋อ

“ท่านรู้อยู่แล้วว่าเขาใช้คนในเตาแทนข้า?”

“ข้าไม่ได้เป็นผู้สั่งเรื่องนั้น”

“แต่ยังรับยาและปราณที่ได้จากมัน”

สีหน้าของเขาแข็งขึ้น

“เจ้าคิดว่าคนเราจะทิ้งสิ่งที่ทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้นได้ง่ายนักหรือ”

“คนในเตาเคยได้เลือกหรือไม่เจ้าคะ”

มู่เฉิงเจ๋อเบือนหน้าหนี

คำถามนั้นจบลงโดยไม่มีคำตอบอีกครั้ง

⸻

เรื่องเมืองหลินอันถูกถามในช่วงท้าย

เยว่ซีได้ยินชื่อบิดาจากปากคนที่ไม่เคยเอ่ยถึงเขาด้วยความอาลัย

“หลินจิ้งเหยียนควรพานางกลับหุบเขา ข้าบอกไปหลายครั้งแล้ว”

“ท่านส่งข่าวที่อยู่ของพวกเขาให้เซี่ยจิ้งเหิงหรือไม่”

มู่เฉิงเจ๋อมองเจ้าสำนัก ก่อนมองหลิงยวน

สุดท้ายสายตาจึงหยุดที่เยว่ซี

“ข้าส่งคนไปตามชิงหลัน”

“ใครได้รับแผนผังจวน”

เขานิ่ง

หลิงยวนวางสำเนาจดหมายที่ซ่งอวี้เหนียงเคยยอมรับว่าส่งต่อให้ลงบนโต๊ะ

มู่เฉิงเจ๋อก้มมองเพียงครั้งเดียว

“เซี่ยจิ้งเหิงบอกว่าจะนำตัวกลับมา”

เยว่ซีรู้สึกเหมือนเสียงรอบห้องห่างออกไป

“ท่านให้อะไรเขาอีก”

“บันทึกสายเลือด”

มือของนางเย็นเฉียบ

อาคมคืนนั้นใช้สายเลือดเป็นทางเข้า

หลิงยวนขยับมาอยู่ในระยะที่นางมองเห็น แต่ไม่ได้แตะตัว

เยว่ซีวางฝ่ามือลงบนขอบเก้าอี้ ยึดมันไว้จนความรู้สึกในปลายนิ้วกลับมา

“ท่านรู้ว่าเขาจะทำพิธีหรือไม่”

มู่เฉิงเจ๋อไม่มองนาง

“ข้ารู้ว่าเขาจะใช้พันธะสายเลือดบังคับให้พวกเขายอมส่งตัวเจ้า”

“ในเมืองที่มีคนอยู่ทั้งเมือง?”

“เขารับปากว่าจะควบคุมได้”

เยว่ซีลุกขึ้นช้า ๆ

มู่เฉิงเจ๋อเงยหน้า เหมือนเพิ่งตระหนักว่าสิ่งที่กล่าวออกไปหมายถึงอะไรสำหรับคนตรงหน้า

“เยว่ซี ข้าไม่เคยสั่งให้ฆ่าแม่เจ้า”

นางมองเขา

“แต่ท่านส่งสิ่งที่ใช้ทำร้ายนางไปให้เขา”

เขาขยับปาก ทว่าไม่มีคำใดออกมา

“ข้าพอแล้วเจ้าค่ะ”

เยว่ซีคารวะเจ้าสำนัก ก่อนเดินออกจากห้อง

ไม่มีใครเรียกให้นางกลับมาฟังคำแก้ตัวที่เหลือ

⸻

ลานด้านนอกมีแดดอ่อน

เยว่ซีเดินไปถึงใต้ต้นสนแล้วหยุด มือที่เคยกำขอบเก้าอี้ยังสั่นอยู่

นางไม่ร้องไห้

ความโกรธครั้งนี้แห้งและหนัก จนไม่รู้ว่าจะระบายมันออกทางใด

ฝีเท้าหยุดด้านหลัง

“ข้าออกมาแล้วจะพลาดเรื่องสำคัญหรือไม่” นางถามโดยไม่หันกลับ

“อาจารย์ให้จดทุกคำ เจ้าขออ่านภายหลังได้”

หลิงยวนยื่นถ้วยน้ำอุ่นให้

เยว่ซีรับไว้ด้วยสองมือ

“ท่านแม่เขียนสูตรยาไว้ช่วยคน เขาเก็บไปใช้ควบคุมคน”

นางมองผิวน้ำ

“ท่านพ่อพาครอบครัวออกมา เขากลับส่งที่อยู่ให้คนตามล่า”

หลิงยวนเงียบฟัง

“ข้าเคยอยากรู้ว่าญาติของข้าอยู่ที่ใด”

เสียงนางเบาลง

“ตอนนี้รู้แล้ว กลับไม่อยากเรียกเขาว่าท่านน้าเลย”

“เจ้าไม่ต้องฝืนเรียก”

เยว่ซีเงยหน้ามองเขา

นางยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ก่อนคืนถ้วยแล้วถาม

“วันนี้ชายังมีหรือไม่เจ้าคะ”

หลิงยวนชะงักเล็กน้อย

“มี”

“ข้าอยากนั่งเงียบ ๆ”

“ได้”

⸻

ชาในเรือนหลิงยวนไม่ได้หวาน

เยว่ซียกจิบแล้วขมวดคิ้ว เขาจึงเลื่อนจานขนมเข้ามาใกล้โดยไม่พูดอะไร

นางหยิบชิ้นหนึ่ง แต่ยังไม่กิน

ห้องนี้เงียบกว่าที่จำได้ หรืออาจเป็นเพราะวันนี้นางไม่ต้องรีบหาคำถามมาพูดกับเขา

บนโต๊ะมีตำรากระบี่เปิดค้างอยู่ มุมหน้ากระดาษกดด้วยหินธรรมดาก้อนหนึ่ง

เยว่ซีมองมันแล้วถาม

“ท่านเก็บมาจากไหน”

“ลำธารหลังสำนัก”

“ข้านึกว่าจะเป็นของวิเศษ”

“มันกดกระดาษได้”

นางก้มหน้าหัวเราะเบา ๆ

หลิงยวนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเติมชาให้

เมื่อวางกาลง เยว่ซียื่นมือไปแตะหลังมือเขา

เขาหยุดทันที

นางเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงเพียงวางมือไว้เช่นนั้น

นิ้วของเขาเย็นกว่าถ้วยชา แต่ไม่เย็นจัดอย่างวันที่ผนึกกำเริบ

“เมื่อครู่ข้าอยากให้มีใครสักคนจับมือ” นางกล่าว

หลิงยวนพลิกฝ่ามือช้า ๆ เปิดโอกาสให้นางถอนกลับได้

เยว่ซีไม่ได้ถอน

เขาจึงประคองมือของนางไว้

ไม่มีคำสัญญา ไม่มีคำอธิบายเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

นางนั่งกินขนมด้วยมืออีกข้าง ปล่อยให้ความเงียบอยู่ระหว่างทั้งสองโดยไม่รู้สึกว่าต้องรีบทำลายมัน

⸻

มู่เฉิงเจ๋อถูกควบคุมตัวในเรือนแยกภายใต้การเฝ้าของทั้งสองสำนัก

ผู้อาวุโสหุบเขาลงนามระงับอำนาจของเขา และส่งคำสั่งตรวจโรงโอสถทุกแห่ง เสิ่นซูเหอให้เปิดรายชื่อผู้ตายย้อนหลัง ส่วนเจียงซู่จะอยู่ที่ชิงเสวียนจนแข็งแรงพอให้การต่อ

ก่อนตะวันตกดิน เจ้าสำนักได้รับข่าวตอบจากเขาฉางอู๋

หลิงยวนยังอยู่กับเยว่ซีเมื่อศิษย์เวรมาถึง

ครั้งนี้เขาอ่านจบแล้วส่งจดหมายให้นางทันที

เหออิงพบลมเย็นผิดปกติออกจากอุโมงค์เก่าที่ปิดไปนาน น้ำในแอ่งใต้ดินลดระดับทั้งที่ไม่มีการสูบ และเครื่องมือตรวจปราณซึ่งเคยชี้ไปยังแนวแร่กลับหมุนเข้าหาภูเขาลูกเดียวกัน

เขาดับจันทรา

เยว่ซีอ่านชื่อแล้วเงยหน้า

“ท่านรู้จักหรือ”

“อยู่ห่างหลินอันไปทางเหนือ”

หลิงยวนพับแผนที่ที่วางข้างโต๊ะแล้วลุกขึ้น

“เราไปพบอาจารย์กัน”

⸻

เยี่ยจื้อหยวนมาถึงห้องบัญชาการพร้อมแผ่นทองแดงเก่าที่ใช้ตรวจแนวประตู

เขาวางมันทับบนแผนที่ ก่อนหมุนให้รอยร้าวบนแผ่นตรงกับแนวภูเขา

ตะปูในเหมือง เตาที่ถูกทำลาย และสถานสงเคราะห์ซึ่งพบผู้ป่วย เรียงตัวอยู่ตามทางแยกจากจุดเดียวกัน

ปลายนิ้วของเขาหยุดเหนือเขาดับจันทรา

“รอยแยกเดิมอยู่ที่นี่”

เจ้าสำนักมองหลิงยวน

“ส่งคนตรวจเส้นทางก่อน อย่าให้เข้าเขตชั้นในจนกว่าจะรู้สภาพ”

เยว่ซีมองตำแหน่งนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปยังวันเวลาบนรายงาน

ลมผิดปกติเริ่มขึ้นหลังเตาแห่งล่าสุดถูกตัด

“หากเซี่ยจิ้งเหิงไม่ได้ปิดทางส่ง” นางถาม “ปราณที่เคยส่งไปแต่ละเตาจะค้างอยู่ที่ใด”

เยี่ยจื้อหยวนไม่ตอบทันที

เขาหยิบแท่งหมึกมาลากทวนแนวแร่กลับเข้าหาภูเขา

เส้นทุกสายมาบรรจบใต้ปลายนิ้วของเขา

หลิงยวนมองแผนที่ ก่อนเอื้อมไปหยิบกระบี่

“เขากำลังรวบมันกลับ”

⸻

ลึกลงไปใต้เขาดับจันทรา เซี่ยจิ้งเหิงยืนอยู่หน้าประตูสำริด

โคมบนผนังดับไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ชายผู้คุมเตาคุกเข่าอยู่ด้านหลัง รายงานเสียงสั่นว่าการส่งยาขาดช่วง รถถูกยึด และมู่เฉิงเจ๋อยังไม่กลับออกจากชิงเสวียน

เซี่ยจิ้งเหิงฟังจนจบ แล้ววางขวดยาลงบนแท่น

ในขวดเหลือยาเม็ดสุดท้าย

“ท่านควรเก็บไว้ก่อน” ผู้คุมเตากล่าว “หากอาการกำเริบ—”

เซี่ยจิ้งเหิงเทยาออก

แล้วบดมันใต้ปลายนิ้ว

ผงยาร่วงลงบนพื้น ขณะที่เส้นดำใต้ผิวค่อย ๆ ไหลจากข้อมือขึ้นสู่ลำคอ

“เปิดทางรับจากเหมืองทั้งหมด”

ชายผู้นั้นหน้าซีด

“หากไม่มีผู้ประคองห้าปราณ ประตูจะเปิดได้เพียงรอยแคบ และสิ่งที่ผ่านออกมาอาจ—

“ข้าต้องการเพียงรอยแคบ”

เซี่ยจิ้งเหิงวางฝ่ามือลงบนประตู

เสียงบางอย่างดังตอบจากอีกด้าน

เป็นครั้งแรกที่ผู้คุมเตาได้ยินมันชัดเจน

ไม่ใช่เสียงลม

แต่เป็นเสียงเล็บขูดสำริดจากข้างใน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status