Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 47 — เสียงที่พาคนกลับไป

Share

บทที่ 47 — เสียงที่พาคนกลับไป

last update publish date: 2026-10-21 01:57:09

“ใครกลับมา”

หลิงยวนถามโดยยังไม่เดินเข้าใกล้ชายที่ยืนอยู่หน้าประตู

“พี่ชายข้าขอรับ”

เชือกในมืออีกฝ่ายสั่นจนเห็นได้ชัด ปลายด้านหนึ่งผูกกับข้อมือ ส่วนอีกด้านพันอยู่รอบเอวผู้ส่งข่าวที่พาเขามา

อาจารย์ฉินเลื่อนเก้าอี้ให้

“นั่งก่อน ข้าจะยังไม่แก้เชือก”

ชายผู้นั้นนั่งลงทันที ราวกับรอคำอนุญาตนี้มานาน

“เจ้าชื่ออะไร”

“เหลียงอัน พี่ชายข้าชื่อเหลียงเฉิง เขาหายไปสามคืน กลับมาตอนเช้า เสื้อผ้าเปียก แต่ไม่มีแผล เขาจำทุกคนได้ ยังถามหาลูกของตัวเองด้วย”

เจ้าสำนักส่งสัญญาณให้ศิษย์จดคำให้การ แล้วสั่งอีกคนออกไปแจ้งหน่วยลาดตระเวนใกล้หมู่บ้านทันที

“หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น” หลิงยวนถาม

เหลียงอันเลียริมฝีปากแห้งผาก

“เขาบอกว่ายังมีคนติดอยู่ในป่า ขอให้ข้าช่วยเอาเชือกกับตะเกียงไป ข้าถามว่าเหตุใดไม่แจ้งผู้ใหญ่บ้าน เขาบอกว่าเดินไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว”

“เจ้าไปหรือไม่”

ชายผู้นั้นก้มหน้า

“ไปขอรับ”

นิ้วกำเชือกแน่นขึ้น

“ข้ารู้ว่าควรรอคนอื่น แต่ตอนนั้นกลับคิดว่าเสียเวลาถามอยู่ทำไม คนกำลังรอความช่วยเหลือ ข้าเดินตามเขาไปจนถึงลำธาร แล้วได้ยินเสียงกระดิ่ง”

เยว่ซีเงยหน้าจากกระดาษ

กระดิ่งที่นำกลับมาถูกย้ายไปยังห้องเก็บของด้านนอกแล้ว แต่ภาพคราบสีเทาตรงขอบยังติดอยู่ในความคิดนาง

“กระดิ่งอยู่ที่ใดเจ้าคะ”

“บนต้นไม้ เหนือหัวพี่ชายข้า”

“แล้วพี่ชายท่านทำอะไร”

เหลียงอันเงียบไปนาน

“เขาจับข้ากดลงกับพื้น”

⸻

ไม่มีใครถามแทรก

อาจารย์ฉินวางน้ำอุ่นใกล้มือ รอจนเหลียงอันหายใจช้าลงจึงตรวจข้อมืออีกข้าง

“เขาแรงมาก ข้าดิ้นไม่หลุด” ชายหนุ่มกล่าวต่อ “แต่ระหว่างที่กดข้า เขาร้องไห้”

หลิงยวนเลื่อนสายตาจากรอยช้ำบนแขนขึ้นมองใบหน้าอีกฝ่าย

“เขาพูดอะไรหรือไม่”

“บอกให้ข้าหนี”

เสียงของเหลียงอันแตกพร่า

“มือเขายังกดคอข้าอยู่ แต่ปากกลับบอกให้หนี ข้าเลยเตะเสาที่แขวนกระดิ่งจนมันหล่น เขาปล่อยมือครู่หนึ่ง ข้าจึงวิ่งออกมา”

“เขาตามหรือไม่”

“ข้าไม่กล้าหันกลับไปดู”

เหลียงอันดึงเชือกขึ้นให้เห็น

“พอพ้นป่า ข้ากลับอยากย้อนกลับไปหาพี่ ข้ารู้ว่าไม่ควรไป แต่เดินกลับไปแล้วหลายก้าว จึงเอาเชือกผูกตัวเองกับต้นไม้ จนคนของท่านมาพบ”

ผู้ส่งข่าวพยักหน้ารับ

“ตอนเราพบ เขาขอให้จับปลายเชือกไว้ ตลอดทางมีสองครั้งที่พยายามลงจากม้า บอกว่าจะกลับไปเอาของ แต่พอถามว่าอะไรกลับตอบไม่ได้”

เจ้าสำนักลุกขึ้น

“ส่งคำเตือนเพิ่ม ผู้กลับจากป่าต้องมีคนดูแล อย่าปล่อยให้ออกไปตามลำพัง ห้ามทำร้ายเพียงเพราะมีอาการผิดปกติ”

เหลียงอันเงยหน้าทันที

“พี่ข้ายังอยู่ข้างในใช่หรือไม่ขอรับ”

ไม่มีผู้ใดตอบง่าย ๆ ว่าใช่

หลิงยวนกล่าวเพียงว่า

“เขายังพยายามช่วยเจ้า เราจะเริ่มจากตรงนั้น”

⸻

ขณะอาจารย์ฉินตรวจหลังใบหูของเหลียงอัน เยว่ซีสังเกตเห็นนิ้วของชายหนุ่มเคาะอยู่บนเข่า

สองครั้งติดกัน

เว้นช่วง

แล้วอีกหนึ่งครั้ง

ตอนแรกนางคิดว่าเขากำลังประหม่า จนผู้ส่งข่าวขยับเท้าตามจังหวะเดียวกัน

เยว่ซีหันมองประตู

ด้านนอกมีเสียงเบามาก คล้ายปลายโลหะกระทบขอบชาม

นางลุกขึ้นช้า ๆ

“ศิษย์พี่โม่”

หลิงยวนมองตามสายตานาง

เขาได้ยินแล้ว

“ทุกคนหยุดพูดก่อน”

ห้องเงียบลง เสียงนั้นจึงชัดขึ้นอีกนิด

กริ่ง กริ่ง

แล้วอีกครั้งหลังเว้นช่วง

เหลียงอันลุกพรวด

“ข้าต้องไปแล้ว”

เชือกกระชากเอวผู้ส่งข่าวจนอีกฝ่ายเสียหลัก หลิงยวนก้าวเข้าขวาง ใช้มือขวาจับข้อศอกเหลียงอันแล้วหมุนแรงพุ่งให้เบี่ยงลงข้างเก้าอี้

ชายหนุ่มดิ้นสุดแรง

“ปล่อยข้า! พี่ข้ารออยู่!”

อาจารย์ฉินเข้าประคองศีรษะ ไม่ให้เขากระแทกขอบโต๊ะ ขณะที่หลิงยวนกดสองนิ้วลงบนจุดเหนือไหล่ แสงสีเงินอมฟ้าวาบเพียงชั่วครู่ แขนของเหลียงอันจึงหมดแรงลง

“ยังไม่ต้องกดจิตเขา” อาจารย์ฉินกล่าว “ข้าจะดูว่าอาการเปลี่ยนเมื่อเสียงหยุดหรือไม่”

เจ้าสำนักออกจากห้องไปแล้ว

เยว่ซีขยับจะตาม แต่เห็นผู้ส่งข่าวกำลังยื่นมือไปแก้เชือกที่เอวตนเอง

สายตาของเขาไม่ได้มองปม

กำลังมองประตู

นางรีบเรียกศิษย์เฝ้าห้อง

“ช่วยจับมือเขาก่อนเจ้าค่ะ เขาก็ได้ยิน!”

ศิษย์สองคนเข้าประคอง ผู้ส่งข่าวสะดุ้งราวกับเพิ่งตื่น

“ข้า… ข้าจะไปไหน”

ไม่มีใครตอบทัน

เสียงกระดิ่งหยุดลง

เหลียงอันอ่อนแรงทันที ทั้งร่างทรุดอยู่ในมือหลิงยวน หายใจหอบและร้องไห้โดยไม่ส่งเสียง

⸻

เจ้าสำนักกลับมาพร้อมรายงานสั้น ๆ

กระดิ่งไม่ได้ถูกใครเขย่า

มันสั่นเองอยู่ในถาด แม้ห้องจะปิดหน้าต่างแล้ว เมื่อครอบด้วยหีบไม้บุผ้าหนา เสียงจึงเบาลงจนไม่ได้ยิน และคราบสีเทาที่ขอบก็หยุดเคลื่อนไหว

“คนเฝ้าทั้งสองยังรู้ตัวดี แต่คนหนึ่งคิดจะเปิดประตูให้มันได้ยินเสียงข้างนอก” เจ้าสำนักกล่าว “เขาบอกว่าไม่รู้ว่าความคิดนั้นมาจากไหน”

หลิงยวนปล่อยเหลียงอันให้อาจารย์ฉินกับเสิ่นซูเหอดูแล แล้วถอยออกมายืนข้างโต๊ะ

แขนซ้ายยังอยู่แนบลำตัว เขาไม่ได้ใช้มันรับแรงเมื่อครู่

เยว่ซีมองเขาอย่างถามอาการ

“ไม่เจ็บเพิ่ม” เขาตอบก่อนนางเอ่ย

จากนั้นจึงหันไปหาเจ้าสำนัก

“ให้เปลี่ยนคนเฝ้า คนที่ได้ยินเสียงอยู่ใกล้ที่สุดต้องตรวจด้วย”

“สั่งแล้ว”

เยว่ซีมองนิ้วของเหลียงอันซึ่งหยุดเคาะเข่า

“ตอนเสียงเริ่ม เขากับผู้ส่งข่าวขยับตามจังหวะเดียวกันเจ้าค่ะ แต่คนอื่นไม่ได้เป็นทันที”

เสิ่นซูเหอตรวจดวงตาของผู้ส่งข่าว

“เจ้าเคยได้ยินเสียงนี้ก่อนขึ้นเขาหรือไม่”

อีกฝ่ายพยักหน้าช้า ๆ

“ตอนเก็บกระดิ่ง มันดังครั้งหนึ่ง ข้าคิดว่าเป็นเพราะขยับห่อผ้า”

หลิงยวนมองไปทางห้องเก็บของ

“อย่าเพิ่งสรุปว่าเสียงเป็นทางเดียวที่มันใช้ แต่คนที่เคยได้ยินอาจถูกเรียกซ้ำได้ง่ายกว่า”

เจ้าสำนักหยิบพู่กันขึ้นเขียนคำเตือนเพิ่มเติมด้วยตนเอง

คราวนี้ไม่มีใครใช้คำว่า คนกลายเป็นอสูร

พวกเขายังมีหลักฐานเพียงว่าคนบางคนกำลังถูกบังคับให้ทำสิ่งที่ตนไม่ต้องการ

⸻

ก่อนเที่ยงคืน เยี่ยจื้อหยวนมาถึงเรือนตรวจ

เขานำบันทึกสิ่งที่พบรอบประตูโบราณมาด้วย เมื่อฟังเหตุการณ์แล้วจึงเปิดหน้าหนึ่งให้ทุกคนดู

ภาพเก่าเป็นวัตถุทรงกลวงมีรอยแตกตามขอบ ไม่เหมือนกระดิ่งเสียทีเดียว แต่ข้อความข้างภาพกล่าวถึงเสียงที่ทำให้ผู้ฟังเดินออกจากที่ปลอดภัย

“ในบันทึกเรียกว่าเสียงชักจิต” ท่านเยี่ยกล่าว “แต่ข้อความขาดไปมาก ข้าไม่ยืนยันว่าของที่พบเป็นชนิดเดียวกัน”

หลิงยวนอ่านบรรทัดที่เหลือ

“มันไม่ได้สร้างความต้องการใหม่ทั้งหมด”

“ผู้บันทึกคิดว่ามันเกาะความคิดที่มีอยู่แล้ว ทำให้คนรู้สึกว่าต้องลงมือเดี๋ยวนั้น” เยี่ยจื้อหยวนตอบ “คนอยากช่วยญาติ คนอยากกลับบ้าน หรือแม้แต่คนอยากตรวจให้แน่ใจว่าอันตรายจริงหรือไม่ ล้วนถูกพาออกไปได้”

เยว่ซีนึกถึงผู้ส่งข่าวที่พยายามแก้เชือก

เขาไม่ได้ดูเหมือนคนหลับ

เขาดูเหมือนคนที่ตัดสินใจแล้ว

“ถ้าเช่นนั้นบอกว่าอย่าเชื่อเสียงอย่างเดียวคงไม่พอ” นางกล่าว

เจ้าสำนักพยักหน้า

“ให้ผู้ลาดตระเวนทำงานเป็นกลุ่ม หากผู้ใดเปลี่ยนแผนกะทันหัน ต้องหยุดตรวจร่วมกันก่อน ไม่มีผู้ใดตามเสียงเข้าไปลำพัง”

หลิงยวนชี้ตำแหน่งสองหมู่บ้านบนแผนที่

“ถอนกระดิ่งออกจากเส้นทางก่อน ห้ามตีให้แตกใกล้คน เราไม่รู้ว่าคราบข้างในจะกระจายหรือไม่ ส่วนผู้กลับมาให้ดูแลในห้องที่กันเสียงได้ แล้วสังเกตว่าอาการยังเกิดหรือไม่”

ท่านเยี่ยรับหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังสำนักพันธมิตร

ก่อนออกจากห้อง เขาหยุดมองหลิงยวนครู่หนึ่ง

“ข้าจะไปกับหน่วยค้นหา”

หลิงยวนพยักหน้า

“พาคนกลับมาให้ได้ก่อน อย่าไล่ตามสิ่งที่มันอยากให้เห็น”

เยี่ยจื้อหยวนรับคำโดยไม่กล่าวแก้ตัวถึงอดีต

⸻

ใกล้รุ่ง เหลียงอันหลับได้ในที่สุด

เชือกหยาบที่บาดข้อมือถูกเปลี่ยนเป็นผ้านุ่ม โดยมีเขาเป็นคนยินยอมให้ผูกไว้หลวม ๆ กับขอบเตียงระหว่างที่ยังไม่มั่นใจว่าจะควบคุมตนเองได้

เยว่ซีนำกระดาษคำให้การไปส่งที่ห้องข้างกัน แล้วพบหลิงยวนยืนอยู่ใต้ชายคา

นางยื่นขนมกุ้ยฮวาชิ้นเล็กให้

เขารับไว้

“เจ้ายังไม่นอน”

“กำลังจะไปเจ้าค่ะ”

นางมองกระบี่ที่ศิษย์นำมาคืนให้เขา มันวางอยู่บนโต๊ะด้านใน ยังไม่ได้ถูกคาดเอว

“ท่านจะลงพื้นที่หรือไม่”

“หากต้องตัดพันธะที่พบจริง ข้าจะไป แต่คืนนี้คนที่อยู่ใกล้กว่าเริ่มงานแล้ว”

เยว่ซีพยักหน้า ความกังวลยังไม่หาย แต่คำตอบนั้นทำให้นางไม่ต้องเดา

หลิงยวนมองรอยหมึกบนข้อนิ้วนาง

“เมื่อครู่เจ้าหยุดผู้ส่งข่าวไว้ได้ทัน”

“ข้าเห็นเขามองประตูเหมือนเหลียงอัน”

“ครั้งหน้าหากเขาออกแรง อย่าจับคนเดียว”

“ข้าเรียกศิษย์เฝ้าห้องแล้วเจ้าค่ะ”

“ข้ารู้”

นางมองเขาอย่างสงสัย

หลิงยวนยกขนมขึ้น

“จึงได้ยืนกินสิ่งนี้กับเจ้าอยู่”

เยว่ซีหลุดยิ้มเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะสงบลง

“ที่บ้านเมื่อวาน…”

เขาหันมาทางนาง

ใบหูเยว่ซีเริ่มร้อน แต่นางพูดต่อจนจบ

“ข้ายังอยากกลับไปนั่งตรงนั้นอีก”

หลิงยวนจับมือนางไว้เพียงครู่หนึ่ง

“ข้าจำได้”

ไม่มีคำสัญญาว่าหลังจากนี้จะไม่มีอันตราย

แต่มือที่จับกันอยู่ทำให้นางจำได้เช่นกันว่า ชีวิตของพวกเขายังมีสิ่งอื่นให้กลับไปหา

⸻

ข่าวแรกจากหมู่บ้านมาถึงหลังฟ้าสาง

หน่วยค้นหาพบกระดิ่งอีกสองใบและถอดเก็บโดยไม่ให้ดัง ผู้กลับมาสามคนถูกแยกดูแล คนหนึ่งสงบลงหลังย้ายออกจากบ้านใกล้ชายป่า อีกสองคนยังพยายามออกไปเป็นระยะ

เหลียงเฉิงอยู่ในกลุ่มนั้น

เขายังมีชีวิต

เมื่ออาจารย์ฉินบอกข่าว เหลียงอันร้องไห้จนพูดไม่ได้อยู่พักใหญ่ ก่อนขอให้ส่งคำไปหาพี่ชาย

“บอกเขาว่าข้าไม่ได้โกรธ”

ผู้จดข่าวหยุดพู่กัน รอให้เขาพูดต่อ

“แล้วบอกว่าข้าจะไม่เดินตามเสียงอีก ให้เขาอยู่รอหมอ”

ข้อความถูกส่งไปพร้อมคำแนะนำการดูแล

แต่ก่อนเที่ยง รายงานฉบับถัดมากลับทำให้ทุกคนต้องกลับมารวมกันที่เรือนเจ้าสำนัก

เสียงยังดังอยู่ในห้องที่นำเหลียงเฉิงไปพัก

ไม่พบกระดิ่งในเสื้อผ้า ใต้เตียง หรือบริเวณรอบบ้าน

เสียงดังขึ้นเมื่อเขาพยายามพูด

⸻

หลิงยวนออกเดินทางพร้อมเสิ่นซูเหอและผู้อาวุโสสองคนหลังตรวจอาการเรียบร้อย

หน่วยพันธมิตรจัดพาหนะบินมารับ เขาจึงไม่ต้องใช้ปราณพาตนเองเดินทาง ส่วนเยว่ซีอยู่ช่วยสวี่ฉางเกิงตรวจภาชนะเก็บกระดิ่งที่สำนัก

ก่อนแยกกัน หลิงยวนบอกนางตรง ๆ

“อาจมีสิ่งผูกอยู่กับคน ข้าต้องเห็นก่อนจึงรู้ว่าตัดได้หรือไม่”

“ถ้าตัดไม่ได้ อย่าฝืนแทนทุกคนเจ้าค่ะ”

“ข้าจะหาทางอื่น”

นางพยักหน้าแล้วปล่อยชายแขนเสื้อเขา

คราวนี้ไม่มีใครต้องแอบออกเดินทาง และไม่มีใครถูกทิ้งให้รู้ข่าวจากคนอื่นภายหลัง

⸻

เมื่อถึงหมู่บ้าน หลิงยวนเห็นเชือกขึงเป็นแนวอยู่รอบเรือนหลังหนึ่ง

ชาวบ้านถูกย้ายไปพักอีกฟากลำธาร ผู้ดูแลผลัดเวรกันตามเวลาที่กำหนด และสื่อสารด้วยป้ายไม้เมื่อจำเป็นต้องเข้าใกล้ห้องคนป่วย

เยี่ยจื้อหยวนยืนรออยู่ใต้ต้นไม้

“เขายังรู้ตัวเป็นช่วง ๆ พยายามเตือนคนเฝ้าทุกครั้งก่อนเสียงดัง”

“ได้ตรวจตรงใดแล้ว”

“ไม่พบแก่นในอกหรือท้อง หมอไม่กล้าส่งปราณลึกกว่านั้น เพราะทุกครั้งที่แตะใกล้คอ เขาจะหายใจติดขัด”

หลิงยวนรับผลตรวจ แล้วเดินเข้าไปพร้อมเสิ่นซูเหอ

เหลียงเฉิงนั่งพิงหัวเตียง ใบหน้าคล้ายเหลียงอันแต่ผอมกว่า ริมฝีปากแตก เขามองแขกทั้งสองแล้วรีบยกมือปิดปาก

หลิงยวนนั่งลงในระยะห่าง

“น้องชายเจ้าปลอดภัย”

ดวงตาชายบนเตียงแดงขึ้นทันที

“เขาฝากบอกว่าไม่ได้โกรธ และจะไม่เดินตามเสียงอีก”

เหลียงเฉิงก้มหน้า ไหล่สั่นแรง

เสียงเล็ก ๆ ดังออกมาจากลำคอ

กริ่ง กริ่ง

เสิ่นซูเหอยกแผ่นกั้นเสียงที่เตรียมไว้ขึ้น หลิงยวนแตะยันต์ลงบนขอบเตียง แสงสีเงินอมฟ้าแผ่เป็นแนวบางรอบคอคนป่วยโดยไม่กดเข้าไปในเนื้อ

เหลียงเฉิงอ้าปากหอบ

ใต้ลิ้นมีเส้นสีเทาพาดผ่านเพียงชั่วขณะ

มันหายไปทันทีที่แสงเข้าใกล้

หลิงยวนถอนปราณกลับก่อนอีกฝ่ายจะขาดอากาศ

ชายบนเตียงคว้าพู่กันที่เสิ่นซูเหอวางให้ มือสั่นจนหมึกหยดบนผ้า แต่ยังพยายามเขียนลงบนกระดาษ

อย่าตัดคอ

หลิงยวนเลื่อนกระดาษให้มั่นคง

“ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น”

เหลียงเฉิงเขียนต่ออย่างเร่งร้อน

มันอยู่ในคอข้า แต่ไม่ได้อยู่ที่นี่ทั้งหมด

นอกห้อง เยี่ยจื้อหยวนยกมือสั่งให้คนเฝ้าถอยออกจากแนวหน้าต่าง

กระดิ่งที่เก็บอยู่ในหีบปิดสนิทใต้ต้นไม้เริ่มสั่น

ไม่มีเสียงลอดออกมา

แต่ในห้องคนป่วยอีกสองห้อง ผู้กลับจากป่าต่างยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกัน

หลิงยวนมองเส้นสีเทาที่ปรากฏใต้ผิวคอเหลียงเฉิงอีกครั้ง

มันไม่ได้ดิ้นหนีแสงอย่างไร้ทิศทาง

มันกำลังถูกดึงตึงไปทางป่า

เขาหันไปหาเสิ่นซูเหอ

“อย่าให้ใครตัดสิ่งที่อยู่ในร่างคนป่วยตามลำพัง ส่งข่าวไปทุกจุดเดี๋ยวนี้”

แล้วจึงมองชายบนเตียง

“เจ้ายังพอจำได้หรือไม่ ว่าพวกมันพาเจ้าไปที่ใด”

เหลียงเฉิงพยักหน้า น้ำตาหยดลงบนกระดาษ

ปลายพู่กันลากเป็นภาพหยาบ ๆ ของทางลงใต้ดิน

เหนือทางลงนั้นมีต้นไม้ใหญ่

และบนกิ่งของมัน—

แขวนกระดิ่งอยู่เต็มต้น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 54 — ชื่อที่เกือบเรียกออกมา

    ระหว่างทางเดินผ่านลานฝึก“อายุสิบปี ข้าฝึกกระบี่จนหักไปเจ็ดเล่มแล้ว”เสียงจากลานด้านล่างทำให้หลินเยว่ซีหยุดเท้าศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งกำลังยกกระบี่ไม้ขึ้นอวดเพื่อน อีกสองคนยืนฟังด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งเบื่อ ขณะที่คนพูดยังเล่าต่อว่าตนเคยประลองชนะใครบ้างเยว่ซีเผลอหันไปทางซ้ายคำพูดเกือบหลุดจากปากเจ้าว่าคราวนี้เป็นเพราะกระบี่ราคาถูกอีกหรือไม่แต่ข้างกายนางมีเพียงราวระเบียงไม่มีหญิงสาวที่ยืนกลั้นหัวเราะแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยกันลมเช้าพัดชายแขนเสื้อผ่านหลังมือ เยว่ซีค่อย ๆ หันกลับมา มองศิษย์กลุ่มนั้นเดินลงจากลานจนลับสายตาวันแรกที่มาถึงชิงเสวียน นางเองก็เคยยืนฟังใครบางคนโอ้อวดเช่นนี้แล้วเสี่ยวถังก็กระซิบเรื่องกระบี่ราคาถูกทั้งสองหัวเราะจนคนด้านหน้าหันมอง ก่อนพร้อมใจกันแหงนหน้าดูฟ้าราวกับไม่เคยได้ยินอะไรตอนนั้นทุกอย่างยังง่ายนักนางยังไม่ต้องคิดว่าคำใดจริง มือที่ยื่นมาจะพาไปที่ใด และคนที่เรียกว่าเพื่อนกำลังปิดบังอะไรไว้บ้าง“เยว่ซี”นางหันตามเสียงโม่หลิงยวนยืนอยู่ตรงหัวบันได ในมือถือสมุดปกเทาสองเล่ม เขามองเลยไปยังทางเดินว่างข้างนาง ก่อนกลับมาสบตา“เจ้ารอใครอยู่หรือ”เยว่ซีส่ายหน้า แล

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 52 — พลังที่ตอบรับ

    เถาวัลย์พุ่งผ่านข้างแก้มหลินเยว่ซี ก่อนรัดข้อมือหุ่นไม้ที่ฟาดลงมาไว้ได้พอดีเสียงไม้กระแทกกันดังลั่นนางย่อตัวลอดใต้แขนหุ่น หมุนกระบี่ฟันผ้าแดงตรงเอว แล้วรีบถอยก่อนหุ่นอีกตัวจะเข้าถึงช้าไปก้าวเดียวกระบองไม้กวาดต่ำเข้าหาขาเยว่ซีกระโดดหลบ ปลายเท้าเฉี่ยวกระบองจนเสียหลัก เถาวัลย์ซึ่งรัดหุ่นตัวแรกพลันตึง กระชากแขนนางกลับไปด้วยแทนที่จะฝืนดึง นางปล่อยปราณออกจากเถาวัลย์ทันทีมือว่างกดลงบนพื้นยอดเถาอีกเส้นเลื้อยจากกระถางข้างเสา พันรอบหลักไม้ที่ฝังไว้ เยว่ซีคว้ามันแล้วเหวี่ยงตัวพ้นแนวกระบอง ก่อนลงเท้าบนพื้นห่างออกไปสองก้าวเสียงกลไกหยุดลง“สองผืน”โม่หลิงยวนยืนอยู่ข้างคันควบคุม มองผ้าแดงในมือนาง“แต่มีหุ่นสามตัว”เยว่ซีหอบจนไหล่ขยับ“ตัวที่สามไม่มีผ้า”“เจ้ามองเห็นเมื่อใด”“ตอนมันไล่ตีข้าเป็นรอบที่สอง”เขาปล่อยคันควบคุม“ถ้าเช่นนั้นวันนี้เจ้าไม่เสียแรงสู้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้ว”เยว่ซีก้มมองเถาวัลย์ซึ่งคลายตัวลงข้างเท้าสิบวันก่อน นางยังทำได้เพียงเร่งต้นถั่วจนเกือบถอนมันทั้งรากตอนนี้นางควบคุมเถาวัลย์ที่มีรากอยู่แล้วได้ไกลสามวา รั้งของหนักกว่าตัวเองได้ชั่วครู่ และปล่อยพันธะก่อนแรงสะท้อนจะย

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 51 — กระบี่ที่นางเลือกถือ

    “หากผนึกปราณข้าไปตลอดชีวิต พวกท่านก็จะสูญเสียผู้ที่อ่านแผนผังของเซี่ยจิ้งเหิงได้”เผยเหวินซูเอ่ยขึ้นก่อนผู้คุมจะพาเขาออกจากหอคำวินิจฉัยเพิ่งถูกอ่านจบริบทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดและนำทรัพย์ส่วนตัวชดใช้ กักขังตลอดชีวิตภายใต้ผนึกปราณ ห้ามติดต่อผู้เสียหายและผู้ร่วมคดีโดยพลการ ความร่วมมือในการตามหาผู้ถูกกักขังถูกนำมาพิจารณาแล้ว แต่ไม่อาจลบความผิดที่เขาวางแผนและลงมือซ้ำหลายครั้งเผยเหวินซูไม่ได้มองผู้ตัดสินเขามองโม่หลิงยวน“เจ้ากำลังหาทางถอนตัวจากผนึกของนาง มิใช่หรือ”เสียงขยับเก้าอี้เงียบลงเยว่ซีรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่หันมา แต่หลิงยวนยังนั่งอยู่ที่เดิม“เรื่องรักษาของนางไม่อยู่ในข้อวินิจฉัยวันนี้”“แต่ข้าช่วยได้”“เจ้าส่งสิ่งที่รู้ให้ผู้คุมได้ พวกเขาจะนำไปตรวจ”“แล้วข้าจะได้อะไร”หลิงยวนลุกขึ้นเขาไม่ได้เดินเข้าหาเผยเหวินซู เพียงรับเสื้อคลุมจากพนักเก้าอี้แล้วหันไปทางประตู“คำวินิจฉัยอ่านจบแล้ว”ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้เกิดจากความลังเลเผยเหวินซูเพิ่งพบว่าไม่มีใครกำลังรอฟังราคาที่เขาจะเรียกอีก“เยว่ซี!”นางหยุดอยู่ข้างยายหวัง“เจ้าไม่อยากให้เขาหายหรือ”เยว่ซีหันกลับไป“หากท่านมีวิธีรัก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 50 — ชื่อที่ต้องรับผิด

    หลินเยว่ซีอ่านคำให้การของลั่วชิงเหยาจบในเช้าวันถัดมานางไม่ได้เริ่มจากหน้าที่กล่าวถึงตนเอง แต่เริ่มจากรายชื่อคนที่ถูกส่งผ่านด่านด้วยป้ายสกุลลั่วหญิงสองคนซึ่งเพิ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเหมืองอยู่ในนั้นข้างชื่อมีข้อความที่ผู้สอบสวนเขียนกำกับไว้ว่า คนหนึ่งเดินเองไม่ได้ อีกคนยังสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงล้อเกวียนเยว่ซีวางนิ้วลงตรงบรรทัดนั้น ก่อนพลิกหน้าต่อเรื่องบัญชีหลินอัน สมุดที่ถูกแทรกไว้ในกองหนังสือ และการนำเอกสารของบิดาออกจากหีบ ลั่วชิงเหยารับว่าเป็นผู้ลงมือ นางไม่ได้อ้างว่าเผยเหวินซูจับมือนางทำทว่ายังมีประโยคหนึ่งที่เยว่ซีขีดเส้นใต้ข้าคิดว่าเขาเพียงต้องการพาคนเหล่านั้นไปไว้ในที่ซึ่งไม่มีใครตามพบนางมองประโยคนี้อยู่นานแล้วจึงเขียนคำถามลงบนกระดาษอีกแผ่นเหตุใดคนเหล่านั้นจึงต้องถูกซ่อน⸻โม่หลิงยวนนั่งอยู่ใต้ชายคาเมื่อเยว่ซีเดินไปถึงข้างมือเขามีถ้วยยาเปล่า หนังสือเปิดอยู่บนตัก แต่ยังไม่ได้พลิกหน้านางมองถ้วยยาก่อนอย่างเคย“วันนี้ไม่ต้องให้ข้าเตือนแล้วหรือเจ้าคะ”“อาจารย์ฉินมาเตือนก่อนเจ้า”“ท่านคงพูดมากกว่าข้า”“มาก”เยว่ซีหลุดยิ้ม ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกันนางเล่าเรื่องคำ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 49 — ผู้ที่เลือกกลับมา

    ฝาบ่อหินกระแทกพื้นจนแตกออกเป็นสองซีกสิ่งที่ยกมันขึ้นมาไม่มีมือเงาสีเทาทะลักพ้นปากบ่อ พันรอบลำต้นไหวแห้ง แล้วค่อย ๆ ยกส่วนบนขึ้นเหมือนคนที่พยายามจำว่าตนควรยืนอย่างไรใบหน้าหลายใบปรากฏสลับกันอยู่ในเงานั้นชายชรา เด็กหญิง หญิงสาวที่กำลังร้องไห้ล้วนเป็นคนซึ่งมันเคยยืมเสียงโม่หลิงยวนหยุดห่างจากปากบ่อเจ็ดก้าว ขณะที่ม่านอาคมด้านหลังปิดลง เชื่อมแนวหินทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันผู้อาวุโสยังยืนอยู่ด้านนอก มองเห็นเขาชัดเจน“ทางออกด้านตะวันตกพร้อมแล้ว”หลิงยวนพยักหน้าเขาไม่ได้สั่งให้ปิดทางเพื่อขังตนเองไว้กับมัน แต่เพื่อบังคับไม่ให้มันหนีตามผู้บาดเจ็บช่องเปิดเล็กด้านตะวันตกอยู่หลังหินใหญ่ เขาเลือกตำแหน่งไว้ก่อนก้าวเข้ามาแล้วเงาสีเทาโน้มลงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางลำตัว“เจ้าช่วยทุกคนไม่ได้”หลิงยวนเลื่อนปลายกระบี่ต่ำลง“คืนนี้ช่วยออกมาแล้วเจ็ดคน”เงาพุ่งเข้าใส่ทันที⸻คมกระบี่ตัดผ่านลำตัวของมันไม่มีเลือด ไม่มีเสียงกระดูกแตก เงาที่แยกออกกลับไหลอ้อมคมเข้าหาข้อมือเขาหลิงยวนถอนปราณจากใบกระบี่แล้วถอยหนึ่งก้าวส่วนที่พุ่งตามมาหยุดชะงัก ก่อนหดกลับไปรวมกับลำต้นมันตามปราณเขากวาดตามองรากไม้ซึ่งพ้นดินข

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 48 — คนที่ยังอยู่ใต้เสียงระฆัง

    ปลายพู่กันในมือเหลียงเฉิงสั่นจนหมึกหยดลงบนกระดาษใต้ต้นไม้ที่เขาวาดมีช่องดำอยู่ช่องหนึ่ง รากใหญ่พาดข้ามปากทาง คล้ายกรงเล็บที่กดพื้นดินเอาไว้โม่หลิงยวนเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้“ทางเข้าอยู่ใต้รากหรือ”เหลียงเฉิงพยักหน้า ก่อนรีบเขียนเพิ่มอย่าเรียกชื่อคนข้างในมือของเขาหยุดกระตุกทันทีที่เขียนจบเสิ่นซูเหอประคองข้อมือไว้ ไม่ให้ปลายพู่กันแทงถูกใบหน้า ขณะเดียวกันเส้นสีเทาใต้ลำคอก็ขึงตึงขึ้นอีกครั้งเสียงระฆังเบาหวิวลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดแน่นหลิงยวนวางสองนิ้วลงบนขอบเตียง ปราณสีเงินอมฟ้าแผ่เป็นม่านบางระหว่างผู้ป่วยกับคนในห้อง เสียงนั้นจึงเบาลงจนแทบไม่ได้ยินเหลียงเฉิงหอบ น้ำตาไหลผ่านหางตา“ไม่ต้องฝืนเขียนแล้ว” เสิ่นซูเหอกล่าวแต่ชายบนเตียงกลับจับแขนเสื้อนางไว้เขาชี้ภาพต้นไม้ ชูนิ้วเจ็ดนิ้ว แล้วชี้ตนเอง ก่อนชูสามนิ้วเยี่ยจื้อหยวนซึ่งยืนอยู่ปลายเตียงขยับเข้ามา“เข้าไปเจ็ดคน กลับออกมาสามคน?”เหลียงเฉิงพยักหน้าแรงยังมีอีกสี่คนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น⸻แผนที่สองหมู่บ้านถูกคลี่บนโต๊ะนอกเรือนทางเดินไปป่ามีสามสาย สองสายผ่านลำธาร อีกสายต้องอ้อมเนินหินซึ่งไม่มีผู้ใดใช้มาหลายปีเมื่อเทียบภาพวาดกับคำบอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status