เพราะความเมตตาจากสวรรค์ ทำให้นางผู้ซึ่งสิ้นอายุขัยในวันที่คลอดลูก ได้กลับมาเกิดใหม่ ในร่างของคุณหนูสามผู้โง่เขลา บุตรีของท่านเจ้าสำนักศึกษาตระกูลหลี่
View Moreเสียงร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดของสตรี ดังมาจากเรือนหลังหนึ่ง ภายในจวนสกุลหลัว สาวรับใช้วิ่งสวนทางกันให้วุ่น เพราะฮูหยินน้อยกำลังจะคลอดบุตรแล้ว ฮูหยินใหญ่หลัวเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้อง นางรู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย เพราะยามนี้บุตรชายของนาง ได้ออกไปปราบปรามโจรป่า ทำให้ไม่ได้อยู่รอภรรยาคลอดลูก
“นางยังไม่คลอดอีกรึ” หลัวฮูหยินถามสาวรับใช้ที่เดินเข้าออกห้อง
“ปะ...ปากมดลูกยังไม่เปิดเจ้าค่ะ หมอตำแยนางบอกว่า ตะ...ต้องรีบไปเชิญท่านหมอมาฝังเข็ม ให้ฮูหยินน้อยก่อนเจ้าค่ะ”
สาวรับใช้รีบรายงานออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าที่แสดงออกมานั้นก็ซีดเผือด เพราะอาการของฮูหยินน้อย ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
“แล้วยังจะรออันใดอยู่เล่า เร็ว...รีบให้คนไปเชิญท่านหมอหลินมา” หลัวฮูหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ กลับยังไม่รีบจัดการ
“ฮูหยิน...เจ้าเองก็นั่งลงก่อนเถิด หลูซื่อแต่ไรมาร่างกายก็แข็งแรงมาโดยตลอด นางย่อมคลอดหลานชายของพวกเราออกมา ได้อย่างปลอดภัยแน่นอน”
นายท่านหลัวปลอบใจภรรยา แม้ภายในใจจะรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติเช่นกัน ทว่าเขาก็ต้องตั้งสติให้ดี
หลัวฮูหยินย่อมฟังสามี นางยินยอมนั่งลงในที่สุด ทว่าจิตใจนั้นก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว นางเป็นห่วงลูกสะใภ้
นางเห็นเด็กคนนี้มาตั้งแต่ตระกูลหลัว ยังเป็นเพียงแค่ตระกูลสามัญชนต้อยต่ำ ทว่าเด็กสาวที่เป็นถึงบุตรีเพียงคนเดียว ของเจ้าสำนักคุ้มภัยต้าฟง กลับไม่คิดรังเกียจ
ยอมคบหาและแต่งงานกับบุตรชายของตน ตั้งแต่เขายังไม่ได้เป็นขุนนาง พอมาบัดนี้ ตระกูลหลัวกำลังรุ่งเรือง นางกลับต้องมาพบเจอกับเรื่องที่ยากลำบาก อย่างเช่นการคลอดบุตร
ผู้ใดกันจะไม่รู้บ้าง ว่าการคลอดบุตร ก็เท่ากับการก้าวเข้าปากประตูผีไปก้าวหนึ่งแล้ว อีกทั้งอีกฝ่ายก็รอคลอดนานถึงเพียงนี้ จะไม่ให้นางรู้สึกเป็นห่วง และกระวนกระวายใจได้อย่างไร
“ท่านหมอหลินมาแล้วเจ้าค่ะ” สาวรับใช้รีบรายงาน หลังจากที่คนข้างกายของนายท่านใหญ่ ออกไปเชิญท่านหมอหลินกลับมาถึงจวนแล้ว
“ท่านหมอหลิน...รีบเข้าไปดูลูกสะใภ้ของข้าทีเถิด ป่านนี้แล้วนางยังไม่คลอดเลยเจ้าค่ะ”
หลัวฮูหยินรีบกล่าวออกมา หลังจากที่คำนับทักทายท่านหมอหลินเสร็จ หมอวัยกลางคน รีบสาวเท้าเข้าไปภายในห้อง ที่ฮูหยินน้อยหลัวรอคลอดอยู่อย่างเร่งรีบ ก่อนที่เขาจะช่วยจับชีพจร และฝังเข็มให้นาง
“ข้าได้ทำการฝังเข็มให้ฮูหยินน้อยแล้ว อีกไม่เกินครึ่งเค่อ นางก็คงจะคลอด”
ท่านหมอหลินใจคอไม่ดี เขาเห็นใบหน้าซีดเซียวไร้ชีวิต ของฮูหยินน้อยแล้ว ขอเพียงอีกฝ่ายคลอดทายาทสกุลหลัวออกมา ได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าโชคดี อย่าให้เกิดอันใดกับสองแม่ลูกก็พอ
“ท่านหมอหลินได้โปรดรั้งรอ อยู่ที่นี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าจะเกิดเหตุอันใดร้ายแรงขึ้นกับลูกสะใภ้”
แม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่มารดา ทว่ากลับห่วงใยสตรีที่เป็นเพียงลูกสะใภ้ ยิ่งกว่ามารดาผู้ให้กำเนิด ความจริงใจของหลัวฮูหยิน แสดงผ่านออกมาทางแววตา ท่านหมอหลินรู้สึกนับถือนางจากใจ จึงยอมรั้งอยู่ตามความต้องการของหลัวฮูหยิน
บ่าวรับใช้เชิญท่านหมอหลินให้ไปนั่งจิบน้ำชา กินของว่างรอที่ห้องข้างๆ ไม่เกินครึ่งเค่อ อย่างที่ท่านหมอหลินบอก เสียงร้องของหลูชิงเหลียนก็ดังขึ้น นางใช้แรงทั้งหมดที่มี เบ่งส่งบุตรชายที่นางเฝ้ารอมานานนับเก้าเดือน ให้ออกมาลืมตาดูโลก แม้จะเป็นลมหายใจ เฮือกสุดท้ายของนางก็ไม่เสียดาย
“อุ…แว๊….” เสียงของทารกแผดร้อง ทำให้คนที่เฝ้ารออยู่ข้างนอกรู้สึกยินดี
ทว่าไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงสาวรับใช้คนสนิท ของลูกสะใภ้กรีดร้องดังออกมา เสียงร่ำไห้น่าเวทนาดังขึ้น นายท่านหลัว ฮูหยินใหญ่ และท่านหมอหลิน จึงรีบพากันเข้าไปข้างในห้อง
ท่านหมอหลินนั่งลงตรวจชีพจรให้กับฮูหยินน้อยทันที ก่อนที่เขาจะมองไปยังทารกน้อย ที่ถูกห่อกายด้วยผ้าสีขาว แววตาของเขาฉายแววแห่งความเวทนาออกมา เขาสูดลมหายใจเข้า แล้วจึงหันหลังลุกขึ้นยืน กล่าวแสดงความยินดีและความเสียใจ ให้กับการเกิดใหม่ และการสูญเสียของสกุลหลัวในวันนี้
“นายท่านหลัว ฮูหยินใหญ่ ข้าขอแสดงความยินดีกับพวกท่านด้วย คุณชายน้อยคลอดออกมา มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี และข้า…ก็ต้องขอแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวของพวกท่าน ฮูหยินน้อย…ได้จากไปอย่างสงบแล้ว”
สองสามีภรรยายังไม่ทันได้ดีใจ ที่หลานชายคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย พวกเขากลับต้องรับรู้ถึงการสูญเสียลูกสะใภ้อันเป็นที่รัก ไปอย่างไม่มีวันกลับ
หลัวฮูหยินได้ยินแล้วก็เป็นลมล้มพับลงไปทันที นายท่านหลัวรีบประคองภรรยาขึ้นมา แล้วอุ้มนางออกไปนอนยังตั่งตัวยาวด้านนอก เชิญท่านหมอหลินให้ช่วยไปตรวจอาการของนาง
แม่นมซิ่ว แม่นมของหลูชิงเหลียน แม้จะเสียใจเป็นที่สุด แต่นางก็กลายเป็นผู้ที่มีสติดีที่สุด คอยจัดการเรื่องพิธีศพของฮูหยินน้อย บ่าวในจวนสกุลหลัว ไม่มีผู้ใดที่ไม่เสียน้ำตา
เพราะตลอดระยะเวลาสองปี ที่ฮูหยินน้อยแต่งเข้าสกุลหลัวมา นอกจากนางจะเป็นสตรีที่แข็งแกร่ง สามารถเป็นคู่ซ้อมให้กับคุณชายได้ นางยังมีจิตใจเมตตากรุณาต่อพวกเขาอีกด้วย
เพียงไม่นาน จวนสกุลหลัวที่ควรจะจัดงานเลี้ยง กลับกลายมาเป็นจัดงานเศร้าโศกแทน ผ้าขาวดำถูกประดับไปทั่วทั้งจวน ผู้คนที่รับรู้ถึงเรื่องการจากไปของฮูหยินน้อยสกุลหลัว ต่างก็พากันรู้สึกเวทนา บุตรชายเกิดมา มารดาสิ้นใจ
แม้ในยุคสมัยนี้ จะมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ แต่ผู้ใดเล่าจะคิดว่า คนดีๆ อย่างเช่นฮูหยินน้อยสกุลหลัว จะกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ประสบพบเจอกับโชคร้ายเช่นนั้น
หลัวอี้เฉินที่ออกไปปราบปรามโจรป่า รู้สึกใจคอไม่ดีเช่นกัน หลังจากที่เขานำกำลังเข้ากวาดล้างฐานลับ และจับกุมพวกโจรป่า ที่หนีไม่ทันเหล่านี้ได้ทั้งหมดแล้ว เขาจึงรีบควบคุมตัวพวกมัน ไปส่งยังศาลต้าตงเพื่อรอตัดสินโทษ ก่อนที่จะควบอาชากลับไปยังจวนสกุลหลัวทันที
กว่าจะถึงจวนฟ้า ก็มืดค่ำลงเสียแล้ว ภายนอกประตูจวน ถูกประดับไปด้วยผ้าขาวดำ โคมถูกแขวนเอาไว้ สองขาของหัวหน้ามือปราบหนุ่มอ่อนแรง กู้อี้รีบปรี่เข้ามาประคองคุณชายของตน เขารู้สึกใจคอไม่ดีแล้วเช่นกัน ยามที่เห็นจวนถูกประดับประดา ด้วยสิ่งของที่ใช้ตกแต่งในงานอวมงคลเช่นนี้
“นายท่าน…ท่านกลับมาแล้ว…” บ่าวรับใช้คนหนึ่งที่เปลือกตาบวมเป่งวิ่งออกมาต้อนรับ
“เกิดเหตุอันใดขึ้น เหตุใดจวนถึงได้ถูกประดับด้วยผ้าขาวดำ ประดับโคมไฟไว้อาลัยเช่นนี้” กู้อี้เป็นฝ่ายถามบ่าวรับใช้ที่เฝ้าหน้าประตูจวนออกมา อีกฝ่ายคุกเข่าลงบนพื้น หลั่งน้ำตาลงมาอีกหน
“ฮึก…คุณชายน้อยกำลังรอนายท่านอยู่ขอรับ…ตะ..แต่ว่า ฮูหยินน้อย ดะ…ได้จากไปแล้วฮึก….ฮือๆๆๆ”
บ่าวรับใช้พยายามกลั้นใจรายงานออกมา ทว่าสุดท้ายก็ฝืนทนต่อความเศร้าโศกไม่ได้ เขาร้องไห้ราวกับฟ้าจะถล่ม หลัวอี้เฉินหน้าซีดเข่าอ่อนทันที เขารีบวิ่งเข้าไปภายในจวนที่เงียบสงัดราวกับไร้ผู้คน
“นางไม่มีวันยึดอำนาจไปจากฮูหยินใหญ่ได้หรอกเจ้าค่ะ ถึงแม้ว่านางจะเป็นฮูหยินที่นายท่านได้รับพระราชทานสมรสมา แต่ถึงอย่างไรฮูหยินใหญ่ ก็ยังเป็นภรรยาผูกเงื่อนผมกับนายท่านอยู่ดี นายท่านจะต้องไม่ทำสิ่งใดข้ามหน้าข้ามตานายหญิงอย่างแน่นอน” โจวมาม่ากล่าวออกมาด้วยความมั่นใจถึงอย่างไรนายท่านก็เคยเป็นถึงบัณฑิตทั่นฮวา เคยทำงานรับใช้ราชสำนัก ก่อนที่จะลาออกมาเปิดสำนักศึกษาที่เมืองถง นายท่านย่อมรักในหน้าตา และชื่อเสียงของตน ต้องไม่ทำเรื่องอันใดให้ภรรยาเอก ต้องคับข้องหมองใจอย่างแน่นอน“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” เหนียนซื่อเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจใช่ว่านางจะไม่รู้จักสามี หลี่ต้าถงเป็นบุรุษผู้หนึ่งที่รักในหน้าตา และชื่อเสียงของตน ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นบัณฑิตทั่นฮวา ที่ได้รับตำแหน่งเป็นถึงท่านราชครูของเหล่าองค์ชาย ถ้าหากว่าเขาไม่เบื่อหน่าย กับการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง มีหรือที่เขาจะลาออก และพานางย้ายออกจากเมืองหลวง มาพำนักอยู่ที่เมืองถงแห่งนี้สาเหตุที่นางเกลียดชังฮูหยินรอง ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายแสนดีจนเกินไป แสนดีจนนางมองว่า อีกฝ่ายนั้นเสแสร้งแกล้งทำ นางไม่เชื่อว่
และหลังจากวันที่หลี่ชิงเหมียว ได้รับสาวรับใช้จากฮูหยินใหญ่มาสองคน นางก็ไม่เคยเปิดเผยตัวตนใดออกมา ให้สาวรับใช้ทั้งสองจับผิดได้เลย ในสายตาของพวกนาง หลี่ชิงเหมียวก็เป็นเพียงคุณหนูในห้องหอผู้หนึ่ง ที่มีความอยากรู้อยากเห็น อยากเล่นสนุกไปตามวัยก็เท่านั้นหลี่ชิงเหมียวรู้ดี ว่าสาวรับใช้ทั้งสอง เป็นคนที่ฮูหยินใหญ่ส่งมาจับตาดูนาง แต่มีหรือที่นางจะปล่อยให้สาวรับใช้ทั้งสอง ได้เห็นนางในด้านที่นางไม่อยากให้ผู้อื่นได้เห็น ในเมื่อพวกนางอยากรู้ ว่านางเป็นคนเช่นไร นางก็ทำแค่เพียงแสดงออกมาให้พวกนางวางใจณ เรือนต้าชางเจ้าของเรือนร่างอวบอิ่มกำลังนั่งเย็บปักอยู่บนตั่งตัวยาว นัยน์ตาเรียวดุจหงส์ยกขึ้น ยามที่ได้ยินสาวรับใช้รายงานเรื่องราวที่ตนให้ไปสืบความมา“นอกจากมีเรียนกับบรรดาท่านอาจารย์ที่นายท่านเชิญมาแล้ว ยามว่างๆ หากไม่นั่งอ่านตำรา ก็กิน ไม่กินก็นอน ไม่นอนก็เดินเล่นอยู่ในสวนบุปผาเจ้าค่ะ” อี้หงรายงานออกมา นางคือหนึ่งในสาวรับใช้ที่ฮูหยินใหญ่ ส่งตัวไปคอยจับตาดูเรือนเล็กหลังจวน“ทั้งๆ ที่นางสามารถเรียกร้องนายท่าน ให้ย้ายนางมาอยู่เรือนที่ใหญ่โตกว้างขวางกว่าได้ น
หลังจากวันที่หลี่ชิงเหมียว ออกไปชมอุปรากร ที่โรงน้ำชาจวี่ซุนกับหลี่ต้าหลุน พี่ชายรองของนาง และขากลับจวนก็ได้บังเอิญพบกับสามีในชีวิตก่อน นางก็เริ่มได้ยินถึงข่าวคราว ของกลุ่มโจรป่าที่บุกไปปล้นฆ่า พวกชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองซีซวนว่าโจรร้ายเหล่านั้น ได้ถูกพวกมือปราบแห่งสำนักพิทักษ์เมฆา บุกเข้าไปจับกลุ่ม และสังหารผู้ที่ยกอาวุธต่อสู้ จนเหลือพวกโจรที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ถึงสิบคน“ใต้เท้าอสุรา หัวหน้ามือปราบหนุ่มผู้นั้น จัดการพวกโจรได้โหดเหี้ยม สมคำร่ำลือจริงๆ” บ่าวแรงงานที่กำลังขุดดินอยู่ภายในสวนบุปผาเอ่ยกับบ่าวแรงงานอีกคน“นั่นน่ะสิ…แต่พวกโจรเหล่านั้น ก็ช่างสมควรตายจริงๆ อาจหาญบุกหมู่บ้าน ฆ่าคนราวกับเป็นผักปลา แล้วเป็นอย่างไร ได้ลิ้มรสเองเสียบ้าง ข้าล่ะนับถือใต้เท้าอสุราผู้นั้นจากใจจริง ต้องจัดการให้เด็ดขาดเช่นนี้ พวกมันจะได้ไม่กล้ากลับมาเหิมเกริมอีก” บ่าวอีกคนแสดงความเห็นออกมาอย่างออกรสออกชาติ น้ำเสียงและแววตาบ่งบอกถึงความสาแก่ใจหลี่ชิงเหมียวเดินหลบเลี่ยงออกไปจากบริเวณนั้น มุมปากงามยกขึ้นเพียงเล็กน้อย นางรู้อยู่แล้ว ว่าเขาผู้นั้
หลี่ชิงเหมียวนั่งชมอุปรากร เกี่ยวกับเรื่องราวความรักของหลัวอี้เฉิน และตัวนางใช้ชีวิตก่อน อยู่กับพี่ชายรองที่โรงน้ำชาจวี่ซุนจนจบการแสดง จากนั้นจึงพากันออกจากโรงน้ำชา แต่ก่อนที่จะพวกนางจะเดินทางกลับจวน หลี่ต้าหลุนเห็นว่ายังมีเวลา ก็เลยพานางไปแวะชมเครื่องประดับที่ร้านอวี้หรูเขาเลือกซื้อกำไลหยกขาวมันแพะ และต่างหูไข่มุกเม็ดเล็กๆ คู่หนึ่งมอบให้แก่นาง โดยบอกว่าเป็นของกำนัล ในวัยปักปิ่นของนางที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลี่ชิงเหมียวจึงรับน้ำใจของพี่ชายรองเอาไว้ด้วยความยินดี หลังจากออกจากร้านอวี้หรู สองพี่น้องก็เดินกลับไปยังรถม้าที่จอดเอาไว้ข้างโรงเตี๊ยมอวี๋ชุนรถม้าจวนตระกูลหลี่ เคลื่อนผ่านออกจากตลาดไป ระหว่างทางได้สวนทางกับกลุ่มบุรุษในชุดมือปราบกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังควบขี่อาชา มุ่งหน้าไปยังเส้นทาง ที่รถม้าตระกูลหลี่จากมาหลี่ชิงเหมียวเปิดม่านมองไปยังกลุ่มคน ครั้นเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ก็ทำให้หัวใจของนางเต้นแรง นัยน์ตาคมของหัวหน้ามือปราบหนุ่ม สบเข้ากับนัยน์ตากลมของเด็กสาวในรถม้าเข้าพอดี หลัวอี้เฉินกลับรู้สึกคุ้นเคย กับแววตาของเด็กสาวผู้นั้นอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากที่สองพี่น้อง ลงมาจากรถม้า ก็ได้พากันเดินเข้าไปภายในตลาด หลี่ชิงเหมียวมองไปรอบๆ เห็นพวกคนเร่ร่อน ที่นั่งขอทานอยู่ข้างทาง ก็รู้สึกหดหู่ใจยิ่ง พลันนึกไปถึงสามีในชีวิตก่อน หลังที่นางจากไปแล้ว ดูเหมือนว่า เขาจะแบกรับภาระหน้าที่ รักษาความสงบของบ้านเมือง หนักขึ้นไปทุกวันเช่นนี้แล้ว…เขาจะมีเวลาไปมอบความรัก ความอบอุ่นให้แก่บุตรชายได้อย่างไรกัน ภายในใจของหลี่ชิงเหมียวยามนี้รู้สึกขมปร่ายิ่งนัก นางเกรงว่า…กว่านางจะหาโอกาส แต่งเข้าไปในจวนตระกูลหลัวได้สำเร็จ บุตรชายก็คงจะกลายเป็นเด็ก ที่ขาดความรักความอบอุ่นจากบิดาไปเสียแล้วโรงน้ำชาจวี่ซุน เป็นโรงน้ำชาที่มีคณะอุปรากรเลื่องชื่อ มาทำการแสดงอยู่บ่อยครั้ง หลี่ต้าหลุนพาน้องสาวของตนเข้าไปข้างใน เสี่ยวเอ้อรีบมาต้อนรับ กุลีกุจอเชิญพวกเขาไปนั่งยังโต๊ะ ที่ตำแหน่งหน้าเวที แขกของโรงเตี๊ยมต่างพากันมองมายังทั้งสองคน ด้วยแววตาสนใจใคร่รู้“นั่นมิใช่คุณชายรองสกุลหลี่หรอกรึ” แขกของโรงเตี๊ยม ที่นั่งอยู่ข้างในก่อนแล้ว เอ่ยถามสหายร่วมโต๊ะออกมา“ใช่ๆ …และนั่นก็คงจะเป็นคู่หมายของเขาใช่หรือไม่ เอ๋&helli
ภายในจวนตระกูลหลี่ ยามนี้สงบเงียบราวกับว่า ไม่เคยเกิดเรื่องราวร้ายแรงอันใดขึ้นมา แม้การสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไป จะถือเป็นเรื่องเศร้า ทว่าเมื่อเวลาผ่านพ้นไปเพียงไม่นาน เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็กลับมาเป็นปกติ ทุกคนต่างก็เข้าใจ ไปในทิศทางเดียวกันว่า เพราะหลี่ชิงหรงเกิดจิตวิปลาส จึงได้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองทว่าหลี่ชิงเหมียวกลับรู้สึกว่า เรื่องราวมันมิได้เป็นเช่นนั้น นางคงจะต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อความปลอดภัยของพี่ชายและมารดา เพราะว่านางเหลือเวลาอยู่ในจวนตระกูลหลี่ที่แสนวุ่นวายนี้อีกไม่มากแล้ว และผู้ต้องสงสัยในจวนตระกูลหลี่ ยามนี้ก็เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนถ้าหากฟังจากที่เด็กคนนั้นกล่าว ก่อนนางจะสลายหายไป ว่าขอให้ช่วยปกป้องมารดา กับพี่ชายของนางด้วย นั่นหมายความว่า จ้าวซื่อกับหลี่ต้าหลุน ก็คงไม่ใช่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเลวร้าย ที่เกิดขึ้นในตระกูลหลี่อย่างแน่นอน“เหมียวเอ๋อร์…วันนี้เจ้าอยากออกไปฟังอุปรากร ที่โรงน้ำชาจวี่ซุนกับพี่รองหรือไม่”เสียงของหลี่ต้าหลุนดังขึ้นจากทางด้านหลัง หลี่ชิงเหมียวที่กำลังยืนครุ่นคิด อยู่ภายในสวนดอกไม้ข้างเรือนนอน ของตน จ
หลี่ชิงเหมียวเองก็ไม่คิดว่าเรื่องราวของหลี่ชิงหรงจะจบลงง่ายดายถึงเพียงนี้ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่ชิงหรงถึงได้นึกชิงชังหลี่ชิงเหมียวที่เป็นน้องสาวต่างมารดานัก ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเด็กไม่รู้ความ ไม่แม้แต่จะแย่งความโปรดปรานจากบิดาได้ด้วยซ้ำเรื่องนี้ย่อมต้องมีเบื้องหลังอย่างแน่นอน แต่ทว่าเบื้องหลังของนางจะเป็นผู้ใดกัน เรื่องนี้นางยังไม่แน่ใจ แต่นางเชื่อว่าอีกไม่นาน ผู้บงการก็จะต้องเผยโฉมหน้าออกมา ยิ่งนางโดดเด่นและเรียกความสนใจจากบิดาได้มากเท่าไหร่ คนผู้นั้นก็ย่อมจะอยู่ไม่เป็นสุข“ข้าให้อภัยนาง ขอให้นางได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี” หลี่ชิงเหมียวกล่าวจากใจ เหลียวซื่อยิ้มจางๆ ออกมาก่อนที่จะกล่าวลา“ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยไม่รบกวนคุณหนูสามแล้ว โปรดรักษาตัวด้วย” เหลียวซื่อกล่าวจบก็คำนับลาเด็กสาว แล้วเดินจากไปทันทีหลี่ชิงเหมียวมองตามเรือนร่างอรชร ที่ยังคงความงดงามของเหลียวซื่อ พลางคิดใคร่ครวญในใจ ไม่ว่าสตรีจะงดงามปานใด หากไม่ได้รับความโปรดปรานจากบุรุษแล้ว ก็ต้องอยู่ในจวน จนสุดท้าย ก็ต้องกลายเป็นเพียงแค่บุปผาที่โรยราอยู่ดีมิสู้ออกไปใช้ชีวิตเป็นของตนเองเสีย
ทางด้านนายท่านตระกูลจง ได้ยินท่านเจ้าสำนักศึกษาตระกูลหลี่กล่าวเช่นนี้ เขาก็พอจะรู้ได้ว่า อีกฝ่ายหวงแหนบุตรีนางนี้ มากกว่าบุตรีคนรอง ถึงมิได้ยินดีที่จะให้อีกฝ่ายออกเรือน มาอยู่ตระกูลที่ไม่นับว่ามีอนาคตก้าวหน้าเช่นพวกเขา แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนในตระกูลเขา ไม่มีลูกหลานที่ใช้การได้ดีเลยสักคนหลังจากที่หารือเรื่องการถอนหมั้นเสร็จเรียบร้อย หลี่ต้าถงก็รีบนั่งรถม้ากลับจวนตระกูลหลี่ ด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง พลางครุ่นคิดอย่างโกรธเคืองอยู่ภายในใจ ว่าอีกฝ่ายกล้าดีอย่างไร ถึงอยากได้หลี่ชิงเหมียวไปเป็นสะใภ้ เด็กที่ล้ำค่าของตระกูลบัณฑิตหลี่เช่นนี้ เขาย่อมต้องเลือกสรรบุรุษที่ดีให้แก่นาง“ตระกูลจงบังอาจนัก ไม่ได้หรงเอ๋อร์ แต่ก็ยังโลภอยากได้เหมียวเอ๋อร์ เหอะ!! พวกเขาไม่คู่ควร!!” หลี่ต้าถงสบถออกมาด้วยความขุ่นเคือง เฉินจงยิ้มออกมาพลางกล่าวประจบเจ้านาย“จริงขอรับ ข้าเห็นแววตาของนายท่านจงผู้นั้น ยามที่กล่าวถึงคุณหนูสาม ตาเป็นประกายเชียว เขายังคงคิดว่าจะยังมีโอกาสได้เกี่ยวดองกับตระกูลหลี่อยู่อีกหรือไร”ท่านเจ้าสำนักศึกษาตระกูลหลี่ได้ระบายความคับข้องใจออกมาก็ค่อย
หลังจากเหตุการณ์ที่หลี่ชิงเหมียว ได้เปิดโปงความผิดของพี่สาวต่างมารดา หลี่ชิงหรงก็ถูกผู้เป็นบิดาตัดสินลงโทษด้วยวิธีการของตนเอง แทนการใช้กฎของตระกูล คือการขังนางเอาไว้ในเรือนนอน ห้ามผู้คนภายนอกเข้าไปเยี่ยม จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเขาและนั่นก็เพื่อให้บุตรสาวได้สำนึกตน เขาไม่อยากทำเรื่องราวให้มันใหญ่โต จึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ อีกทั้งหลี่ชิงเหมียวก็ยังมีชีวิตอยู่ และอีกไม่นานหลี่ชิงหรงก็จะออกเรือนแล้ว ฮูหยินรอง ซึ่งเป็นมารดาแท้ๆ ของหลี่ชิงเหมียว ย่อมรู้สึกไม่พอใจ ในคำตัดสินของสามี แต่นางกลับมิอาจท้วงติงเขาได้หลี่ชิงเหมียวเองก็ไม่ได้เรียกร้องอันใด เพราะอย่างน้อย นางก็ทำให้ทุกคนได้รับรู้ความจริงแล้ว ว่าพี่หญิงรองผู้นี้มีจิตใจอำมหิตเพียงใด ส่วนบิดาจะตัดสินใจเช่นไรนั้น ก็เป็นเรื่องของเขาแล้ว“คุณหนูจะปล่อยให้คุณหนูรอง ถูกทำโทษแค่การกักบริเวณเพียงแค่นั้นเองหรือเจ้าคะ”อี้เหลียนเองก็รู้สึกไม่พอใจ ในการที่ท่านเจ้าตระกูลหลี่ ตัดสินลงโทษคุณหนูรองเพียงแค่การกักบริเวณ เห็นได้ชัดว่า นายท่านเห็นชื่อเสียงของตระกูล สำคัญกว่าชีวิตของคนในตระกูล“ท่านพ่อเป็นบัณฑิต
Comments