Masukปกติคนอื่นข้ามเวลาคงได้รับมิติ พลังวิเศษ ความเทพทรูต่าง ๆ แล้วนางเล่า ไม่เห็นเป็นเหมือนในนิยายที่เคยอ่านบ้าง? เท่านั้นยังไม่พอ! นางดันเข้ามาอยู่ในร่างสาวงามอันดับหนึ่ง มีสถานะเป็นถึงภรรยาของท่านแม่ทัพ ที่สามีหาได้รักใคร่ชมชอบไม่ ออกจะเกลียดแสนเกลียดเสียด้วยซ้ำไป หนำซ้ำสามีหน้าตายผู้นั้นดันมีคนที่ตนพึงใจอยู่แล้ว เช่นนี้นางจะเอาตัวรอดต่อไปในโลกที่ไม่รู้จักได้อย่างไร .......... “ไหนบอกว่าเกลียดข้านักหนา เกลียดแล้วกอดข้าทำไม ท่านกอดข้าเยี่ยงนี้มันเกลียดข้าตรงไหนกัน” นางยังคงบ่นประชดประชันไม่เลิก หลี่เหวินหลางหยัดกายขึ้นจากเตียงนอนวาดขาลงจากเตียงหันมามองนางด้วยสายตาเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ “ข้าไม่รู้ ข้าติดหมอนข้าง” “หมอนข้าง?” “นี่ท่านคงไม่ได้คิดว่าข้าเป็นหมอนข้างใช่หรือไม่” ไป๋ฟางเซียนกดเสียงถาม “อืม คิด... ข้าคิดว่าเจ้าคงเป็นหมอนข้างแล้วเผลอตัวคว้ามากอดตอนหลับแน่ ๆ” ..........
Lihat lebih banyakเอวารินทร์นอนนิ่งอยู่บนเตียงผ้าห่มผืนเก่าห่มอยู่เหนือไหล่บาง ร่างสูงของภูริยังคงอยู่ข้างเธอแขนแกร่งกอดเอวเธอไว้หลวมๆ ราวกับไม่อยากให้เธอหายไปไหน
หัวใจของเดียร์เต้นแผ่วในอกความอุ่นจากร่างกายเขายังอยู่ แต่ความเป็นจริงกลับเย็นชาเกินกว่าจะลืมได้ เธอเป็นแค่ลูกคนใช้ในบ้านของเขา
และเขาจิณณ์ภูริคือคุณชายคนโตและคนเดียวของคฤหาสน์หลังนั้น
“พี่ภูริ” เธอเอ่ยเรียกเสียงเบาขณะที่มือเล็กแตะเบาๆ ที่แขนเขา
“อืม” เขาครางในลำคอ ไม่ยอมลืมตามือยังรั้งเอวเธอไว้แน่นขึ้นอีกนิด
“ใกล้จะตีสี่แล้ว”
ภูริลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความง่วงงัน แต่ลึกๆ แล้วมีแววไม่พอใจฉายชัด เขาขยับตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มองหน้าเธอที่หลบสายตาเขาด้วยความสับสน
“เดียร์เราต้องแอบแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?” เขาถามเสียงต่ำ
เธอไม่ตอบทันทีดวงตาคู่นั้นวูบไหว เธออยากพูดว่าก็จนกว่าคนในบ้านของเขาจะยอมรับเธอ จนกว่าเธอจะไม่ใช่ ลูกคนใช้ที่ถูกมองว่าไม่คู่ควร แต่คำพูดพวกนั้นกลับติดอยู่ที่ลำคอ
“จนกว่าจะถึงวันที่มันไม่ควรเป็นความลับอีกต่อไป” เธอพูดเพียงเท่านั้น
“2 ปีแล้วเดียร์เราคบกันมา 2 ปีแล้วพี่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนว่าตัวเองเป็นชู้”
ภูริสบตาเธอเนิ่นนานเขาอยากจะพูด อยากจะดึงเธอมากอดไว้แน่นๆ แล้วบอกว่าเขาไม่สนใครทั้งนั้น แต่อย่างที่เธอว่ามันยังไม่ถึงวันนั้น
สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจลุกขึ้นจากเตียง หยิบเสื้อตัวนอกขึ้นมาใส่
“ไว้คืนนี้พี่จะแอบกลับมาอีก”
“เดียร์มีอ่านหนังสือ” เธอส่ายหน้าแต่ก็อดยิ้มบางๆ ไม่ได้ ดวงตาของเขาเวลามองเธอไม่เคยหลอกลวง
“เดี๋ยวมาช่วยติว”
“เดียร์อย่าลืมนะ ไม่ว่าใครจะมองเดียร์เป็นแบบไหนสำหรับพี่เธอคือคนที่มีค่าที่สุด” เขาก้าวไปที่ประตูก่อนจะหันกลับมามองอีกครั้ง
ประตูปิดลงเบาๆ เหลือเพียงเดียร์ที่นอนนิ่งอยู่ในห้อง ความอบอุ่นจากเขายังไม่ทันจางหาย แต่ความเป็นจริงก็รีบมาเยือนอย่างรวดเร็ว
ที่ต้องหลบซ่อนๆ เพราะหญิงสาวเพิ่งอายุสิบเจ็ดปี ส่วนเขาอายุสิบเก้า เราท้องสองคนแอบคนกันมาตั้งแต่ช่วงอายุสิบห้า ซึ่งเธอยังเด็กและไม่คู่ควรกับเขา
ภูริเป็นคนน่ารักเขามักเข้าหาเธอและคอยสอนการบ้านทุกครั้ง จนทั้งสองพัฒนาความสัมพันธ์เป็นคนรักกันแรกๆ ก็อยู่ห่างกันได้แต่หลังๆ ภูริเริ่มตามติดชีวิตของเธอมากขึ้น
หลังจากภูริกลับไปเดียร์ก็พยายามข่มตาหลับอีกครั้ง แต่เปล่าประโยชน์สมองของเธอเต็มไปด้วยความคิดยุ่งเหยิง ตั้งแต่สายตาของเขายามพูดคำว่าคนที่มีค่าที่สุดไปจนถึงความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เธอไม่อาจอธิบาย
ไม่นานความรู้สึกคลื่นไส้ก็จู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวเธอรีบลุกพรวดจากเตียง วิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทันเสียงอาเจียนดังสะท้อนอยู่ในห้องเล็กๆ พร้อมกับหยดน้ำตาที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะปล่อย
เธอก้มหน้าลงพิงกับขอบอ่าง ลมหายใจหอบถี่ฝ่ามือสั่นเทา กำแน่นแนบหน้าท้องตัวเองอย่างอัตโนมัติ ก่อนจะฝืนหัวเราะให้กับเงาของตัวเองในกระจก
"สงสัยเครียดเรื่องสอบเกินไป" เธอพึมพำเสียงแผ่ว เหมือนพยายามบอกตัวเองให้เชื่อเช่นนั้น
เธอเป็นนักเรียนทุนต้องทำคะแนนดีถึงจะรักษาสถานภาพนั้นไว้ได้ และใช่มันก็มีเหตุให้เครียดพอสมควร แต่อาการแบบนี้มันเกิดขึ้นมาเกือบทุกเช้าในช่วงหลัง
ภูรินั่งมองใบหน้าแสนหวานที่ทำให้เขาหลงใหลจนหาทางไม่เจอ เดียร์ผู้มีดวงตากลมโตใบหน้าน่ารักราวกับตุ๊กตา ทรวดทรงอกเอวไม่ต้องพูดถึงเพราะเขาสัมผัสมาหมดแล้ว
“อุ้ย พี่ภูเดียร์กำลังดูดฝุ่นอยู่” เธอหดลำคอหนีสัมผัสของเขา ตอนนี้มือของเขาเริ่มลูบไล้ต้นขาของเธอ
“ตอนเช้าไม่มีธุระต้องไปไหน เบบี๋~” น้ำเสียงเขาแหบพร่าพยายามบอกความต้องการของตัวเอง เขาหลอกให้หญิงสาวขึ้นมาทำความสะอาดห้องนอนของเขา
“อ๊ะ เดี๋ยวมีคนมาเห็น”
“เจ้ดีนี่ไม่อยู่ป๊าไม่อยู่คุณปู่ก็ไม่อยู่” เขารู้ว่าคนตัวเล็กกำลังหาข้ออ้างเพื่อหวังเอาตัวรอด
“แต่เมื่อคืนก็...ก็” เธอไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ
“ก็อะไรพูดให้จบสิ” เขาดันตัวเดียร์มานั่งบนตักแกร่งของเขา ปลายคางวางไว้ตรงบ่าของหญิงสาวพอดี
“เราเพิ่งจะนอนด้วยกันมาเองนะ”
“เมื่อคืนส่วนเมื่อคืนสิครับ ตอนเช้าก็ต้องนับรอบใหม่”
“แต่เดียร์ต้องลงไปช่วยแม่” เธอหาข้ออ้างเพราะไม่อยากให้เขาทำอะไรแบบนั้น กลัวว่าจะมีคนว่ากินบนเรือนขี้บนหลังคา
“ครึ่งชั่วโมง” เขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อของเธอ ปลดตะขอบราเชียร์อย่างชำนาญ มือหนากอบกุมทรวงอกที่ใหญ่เกินตัวของเดียร์
“อ๊ะ อื้อ” เธอบิดตัวไปมาเมื่อเขาสะกิดหยอกล้อกับยอดถันเบาๆ ร่างกายเธอเกร็งไปทั้งตัวลมหายใจเริ่มติดขัด
“ถอดชุดถ้าช้าจะไม่ใช่แค่ครึ่งชั่วโมง”
“ใจร้าย”
เดียร์รีบถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกถึงแม้จะเปลือยกายต่อหน้าเขาหลายครั้งแล้ว แต่ยังเขินอายกับสายตาที่หื่นกระหายของเขา
“อ๊ะ อื้อ เดียร์เจ็บ”
“ซี๊ดดด...อ๊าาา...โทษทีต้องทำเวลาเดี๋ยววันหลังจะเลียให้ถึงเท้าเลย” เขากดเอ็นร้อนเข้าหาร่องเยิ้ม ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความคับแน่นที่บีบรัดตัวตนของเขา ปากหนาดูดเลียยอดยันและประทับตีตราแสดงความเป็นเจ้าของ
เดียร์กอดเขาไว้แน่นยามที่เขาถาโถมเข้ามา เนื้อแนบเนื้อแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น ทำให้ภูริมีความสุขปากหนาครางกระเส่าพร้อมกับพร่ำเพ้อบอกรักเดียร์
“พี่รักเดียร์นะ”
“อื้ออ...” เธอไม่มีโอกาสพูดบอกรักเขาเพราะลิ้นหนาแทรกเข้ามาหยอกล้อในโพรงปาก เขากระแทกท่อนเอ็นเข้าออกตามแรงอารมณ์
ก่อนจะปลดปล่อยน้ำกามฉีดพ่นเข้าไปในร่องสวาท เขาไม่ยอมดึงออก ในท้องน้อยของเธอเหมือนผีเสื้อโบยบินเมื่อหายเหนื่อยจึงหันไปต่อว่าเขา เหมือนทุกครั้งที่เขาทำ
“อื้อ พี่ภูไม่ใส่ถุง”
“เดี๋ยวซื้อยาคุมให้ มันฟินเอาออกไม่ทัน” เขาไม่คิดจะดึงออกต่างหาก
“เดียร์ไปล้างก่อนจะลงไปด้านล่างแล้ว” ครั้งนี้เขาไม่รั้งเดียร์จึงรีบเข้าไปล้างตัวและรีบลงมาช่วยแม่ทำงาน ในช่วงวันหยุดเธอไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน แต่จะมีบางวันที่แอบออกไปเที่ยวกับภูริสองต่อสอง
“เดียร์เอาผลไม้ยกไปให้นายน้อยหน่อย”
“แล้วทำไมไม่ยกขึ้นไปเอง”
“เป็นเด็กเป็นเล็กใช้อะไรให้มันขยันหน่อย” ดาทองมองใบหน้าลูกสาว ช่วงนี้รู้สึกขี้เกียจใช้อะไรไม่เคยได้
“ไปก็ได้จ้ะ” ที่ไม่อยากขึ้นไปเพราะกลัวว่าจะถูกเขาจับกินอีกต่างหาก อยู่กันสองต่อสองทีไรเป็นเธอที่ต้องเสียเปรียบเชา
“เดียร์หน้าอกไปโดนอะไรมาแดงเชียว” น้ำอ้อยทักทายสาวรุ่นน้อง
“เอ่อ โดนมดกัดจ้ะเดียร์ไปก่อน” เธอรีบยกผลไม้ขึ้นไปให้เขาที่ชั้นบน ไม่ได้แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจะลงมาหน้าอกของเธอไม่มีที่ว่างให้เขาทำรอยแล้ว
ภูรินั่งเล่นเกมด้วยใบหน้าเคร่งเครียดชีวิตแบบคนรวยแบบเขาไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งๆ นอนก็มีกินมีใช้ไปถึงชาติหน้าด้วยความที่เป็นลูกคนเล็กคนในบ้านจึงเอาใจเขา
“ไปผับป่ะมีสาวๆ ไปด้วยเยอะเลย”
“กูไม่ว่าง”
“ไอ้ภูมึงทำตัวเหมือนมีเมียเลย ไหนบอกโสดว่ะ”
“ก็โสด” แต่มีเมียพวงท้ายมาด้วย เพื่อนในมหาลัยไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เขาคบกับเดียร์ แต่เขาก็ไม่คิดจะมีคนใหม่เพราะในหัวใจก็มีแค่เดียร์คนเดียวและเป็นแบบนี้มาตลอดสองปี
“จะพาไปตีหรี่เสียหน่อยแม่ง”
“พักบ้างมึงไปทุกคืนเลย”
“พริมโคตรแจ่มเลยทำไมมึงไม่รักเขาว่ะ” เตชินบ่นเพราะภูริมีแต่สาวๆ วิ่งเข้าหาแต่อีกฝ่ายไม่สนใจใคร
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“แค่นี้ก่อน” ภูริรีบว่างสายกลัวว่าจะมีคนเข้ามาได้ยินในสิ่งที่พูดเขาพูด พอเดินไปเปิดประตูเห็นเดียร์ยืนนิ่งในมือมีผลไม้
“แม่ให้เอามาให้” เธอรีบยัดใส่มือเขาและหันหลังเดินออกไป เพราะได้ยินในสิ่งที่เขาคุยกับเพื่อนในมหาลัยคงจะมีสาวสวยที่เข้าหาเขา กลัวเหลือเกินว่าเขาจะเจอคนที่ถูกใจและทิ้งเธอไป
“เพื่อนแค่พูดเล่นพริมแค่เพื่อนในกลุ่ม” เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด
“เดียร์เข้าใจค่ะ” สังคมของเขาคงจะมีแต่คนรวยและสาวสวยเข้าหาเพราะภูริเป็นคนหน้าตาดี แถมชาติตระกูลฐานะทางสังคมถือว่าดีมาก
“อย่างอนสิบ่ายนี้เดี๋ยวพาออกไปเดินห้างเย็นค่อยกลับ”
ด้วยความที่ภูริและเดียร์แอบคบหากันเป็นความลับ ทำให้ไม่มีใครในครอบครัวรับรู้ถึงความสัมพันธ์นี้เลย
ภูริมักจะพาเดียร์ออกไปเที่ยวด้วยกันอยู่เสมอ และเพราะความรักที่เธอมีให้เขามากเหลือเกิน เดียร์จึงเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งเธอ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะต้องยืนยาวเธอเชื่อเช่นนั้นมาตลอด
ตลอดสองปีที่ผ่านมาภูริยังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีท่าทีว่าเขาจะรักเธอน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งคู่เก็บความสัมพันธ์นี้ไว้อย่างแนบเนียน ไม่มีใครเคยจับพิรุธหรือสังเกตเห็นว่าระหว่างเจ้านายกับลูกน้องคู่นี้ มีบางอย่างพิเศษซ่อนอยู่
แม้แต่ดีนี่พี่สาวของภูริ ที่สนิทกับเดียร์มากและชอบใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ก็ยังไม่เคยเฉลียวใจเลยสักครั้ง
ไป๋ฟางเซียนที่รับรู้ได้ถึงความเยือกเย็นเบื้องหลังจึงหันกลับไปมอง ก็พบเห็นสามีของตนใบหน้าเขียวคล้ำสลับแดง เขาหรี่ตามองราวกับคนกำลังจับผิด สายตาของเขาทำเอานางรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เสียงลมหายใจหอบถี่ของผู้เป็นสามีทำให้นางเข้าใจได้ทันทีว่านางทำให้เขาไม่พอใจแล้ว ขณะที่กำลังจะเอื้อนเอ่ย ร่างของผู้เป็นสามีก็สะบัดชายอาภรณ์ตรงกลับไปยังห้องนอน ไป๋ฟางเซียนนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะผุดลุกตามไปขณะเดินไปยังห้องนอนของตน นางก็ขบคิดกับตนเองว่าจะง้องอนเขาเช่นไรดี เขาจึงจะหายจากท่าทางปั้นปึ่งเช่นนั้น แต่คิดไปคิดมาพลันนึกขึ้นได้ว่า ตัวนางเองไม่ได้ผิดอันใดเสียหน่อย คนที่มาหานางในวันนี้ล้วนเป็นสหายนางทั้งนั้น ให้ตายนางก็ไม่ยอมง้อเขาหรอกแน่นอนว่านั่นเป็นเพียงแค่ความคิด เพราะทันทีที่เข้ามาในห้องนอนเห็นสีหน้าปั้นปึ่งมองนางตาขวางด้วยแล้ว ไป๋ฟางเซียนก็รีบก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าตรงเข้าหาเขาอย่างเร็วรี่ พลางลอบกลืนน้ำลายเงียบ ๆ “ท่านพี่เจ้าขา เหตุใดถึงทำหน้าเช่นนี้เล่าเจ้าคะ ประเดี๋ยวจะไม่หล่อเอานา” นางเอ่ยเสียงหวานหยอกเย้าเขา หวังให้เขาโต้แย้งเช่นทุกครั้ง แต่กลับได้ความเงียบตอบมาแทนดวงตากลมโตช้อนสายตาหวานขึ้นมองอ
หนึ่งเดือนผ่านไปนับจากวันที่ไป๋ฟางเซียนฟื้นขึ้นมา ทุกอย่างในชีวิตของนางและหลี่เหวินหลางก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ความรักของคนทั้งสองต่างผลิบานและสุกงอมเต็มที่ หลี่เหวินหลางกระทำอย่างปากว่า เขาไม่เคยปล่อยให้นางห่างจากตัวหรือห่างจากสายตาอีกเลย ไม่รู้เช่นกันว่าเขาไปทำเช่นไร จึงสามารถทำให้องค์ฮ่องเต้พระราชทานวันหยุดมาให้ถึงสองเดือนด้วยกัน ทว่าจะบอกว่าหยุดเลยก็คงไม่ถูกนัก เพราะระหว่างนี้หลี่เหวินหลางก็ต้องไปดูระเบียบในค่ายทหารเป็นครั้งคราวด้วยเช่นกัน กระนั้นเขาก็มีเวลาอยู่กับนางมากขึ้นอยู่ดี และนอกจากชีวิตของนางและเขาจะเปลี่ยนไปแล้ว ชีวิตของผู้อื่นก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกันยามนี้สาวใช้ตัวน้อยของนางและคนสนิทของหลี่เหวินหลาง จื่อถิงกับตงผิง ต่างก็กราบไหว้ฟ้าดินเป็นสามีภรรยากันแล้วทั้งคู่ ตลอดหนึ่งเดือนมานี้นางจึงไม่เห็นหน้าสาวใช้คนสนิทเลย แต่ก็เป็นนางอีกนั่นแหละที่ให้จื่อถิงหยุดและใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงานบ้าง แน่นอนว่าคำของนางทำให้ตงผิงมีความสุขอย่างมาก เพราะถ้านางบอกให้จื่อถิงหยุด หลี่เหวินหลางก็จะบอกให้ตงผิงหยุดงานชั่วคราวเช่นเดียวกัน แต่นี่ก็ครบกำหนดเวลาที่นางให้ไปแล้ว คาดว่าไม่เกินสองวันนี้คงได้เห็นห
หลี่เหวินหลางกอดร่างบางแนบแน่น คางสากเกยไหล่มนของนางไว้พร่ำบอกแนบชิดริมหู จนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นอดหัวเราะน้อย ๆ ไม่ได้ มือบางยกมือขึ้นโอบกอดบุรุษร่างโตด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน ความรู้สึกรักและห่วงหาทว่าดูเหมือนพวกเขาจะหลงลืมไปว่าในห้องนี้หาได้มีพวกเขาไม่ ยามนี้ทั้งท่านหมอชรา หลี่เหวินชิง เหลียนฮวา จื่อถิงและตงผิงต่างมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำหน้าไม่ถูกกันแทบทั้งสิ้น ก่อนจะเป็นไป๋ฟางเซียนที่ตั้งสติได้ นางมีกิริยาเลิ่กลั่ก พยายามดันตัวตนเองออกจากอ้อมกอดของหลี่เหวินหลาง แต่เจ้าของอ้อมกอดแสนอบอุ่นหาได้ยินยอมไม่“เซียนเซียน พี่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน คิดถึงเหลือเกิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่กลัวมากเพียงใด กลัวว่าเจ้าจะจากพี่ไป กลัวว่าเจ้าจะไม่กลับมาหาพี่อีก พี่คิดไปต่าง ๆ นานา นอนก็ไม่เคยหลับ กินก็ไม่เคยอิ่ม ใจภวงคิดถึงเป็นกังวลแต่เรื่องของเจ้า เซียนเซียน ขอบคุณที่เจ้ากลับมาหาพี่ นับว่าการรอคอยที่แสนทรมานของพี่สิ้นสุดลงแล้ว ขอบคุณ ขอบคุณจริง ๆ”“เอ่อ ท่านปล่อยข้าก่อนดีไหมเจ้าคะ”“ไม่! จากนี้ไปพี่จะไม่ยอมห่างเจ้าอีกแล้ว ทั้งยังไม่ยอมให้เจ้าห่างสายตาจากพี่อีกด้วย”“ท่านพี่ ปล่อยข้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ
“ข้าขอโทษ” น้ำเสียงแผ่วเบาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด เจ้าของร่างตัวจริงทำเพียงยิ้มรับ ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ สุดท้ายแล้วข้าและเจ้าก็คือคนคนเดียวกัน เจ้าคิดว่าจะมีใครที่ไหนจะมีชื่อแซ่เดียวกับตนเองบ้างเล่า สิ่งที่เจ้าควรรู้คือ เจ้าคือข้า ข้าคือเจ้า ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด”“แต่ว่า...”“ตอนแรกข้าก็สงสัยเหมือนเจ้า ในยามที่ข้าตกตายเพราะจมน้ำ ข้าก็ถูกพามายังสถานที่แห่งนี้ เฝ้ามองดูเจ้าเข้าไปในร่างของข้าอย่างไม่ยินยอมนัก หลายครั้งที่ข้าคิดทำร้ายเจ้า หากแต่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะทุกครั้งที่คิด ข้าจะรู้สึกเจ็บไปด้วยเช่นกัน ข้าไม่เข้าใจและเฝ้าถามตนเองมาตลอดว่าทำไม กระทั่งวันหนึ่งข้าก็ได้คำตอบจากคนผู้หนึ่ง”“ผู้ใดรึ”“คนผู้นั้นบอกกับข้าว่า แท้จริงแล้วทั้งข้าและเจ้าต่างเป็นคนคนเดียวกัน เพียงแต่ว่าตอนเกิด ดวงจิตของเราได้แยกเป็นสอง หนึ่งคือข้า สองคือเจ้า เมื่อดวงจิตแยกไม่รวมเป็นหนึ่งชะตาชีวิตของคนผู้นั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไป เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือ ว่าทำไมตอนที่อยู่ในโลกเดิมทั้ง ๆ ที่เจ้ามีทุกอย่าง มีครอบครัวที่ดีพร้อมและอบอุ่น แต่เจ้ากลับรู้สึกมีความสุขได้ไม่เต็มที่นัก เ
“เรื่องตระกูลโจวเป็นเช่นใดบ้าง” ซูเฉินเปิดบทสนทนาทันทีที่เข้ามานั่งด้านในของกระโจม“เป็นเช่นที่ฝ่าบาททรงสงสัย หลังจากที่ข้าสอบถามบางสิ่งบางอย่างกับโจวเฟิ่งจิ่ว รวมกับข้อมูลต่าง ๆ ที่สืบได้ สรุปได้ว่า ภายหลังมานี้ ตระกูลโจวร่ำรวยผิดหูผิดตาจริง ๆ ทั้งยังร่ำรวยเพราะกระทำความผิด เช่นการยักยอกคลังหลวงน่
ณ ค่ายทหาร“มัวรออะไรอยู่ ชักช้ายิ่ง”“ออกแรงให้มากกว่านี้ไม่ได้หรือ เรี่ยวแรงเช่นนี้จะสู้กับศัตรูได้เช่นไร”“ข้าวปลาที่พวกเจ้ากินไปหายไปไหนหมด เหตุใดจึงได้เหลาะแหละเช่นนี้ ซ้อมให้หนักขึ้นอีก ต่อให้ไม่มีศึกสงครามพวกเจ้าก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม และฝึกปรือฝีมือของตนต่อไปอย่าได้ขาด มิเช่นนั้นหากบ้านเมื
หลายวันมานี้มีหลายครั้งที่ไป๋ฟางเซียนตั้งคำถามกับตนเองว่าความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นคืออะไร นางมิได้ถามว่าความหวั่นไหวนี้หมายถึงสิ่งใด ด้วยความที่มาจากสังคมที่เปิดกว้าง ทำให้ไป๋ฟางเซียนรู้ว่าความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกเช่นใดหากแต่ว่าที่นางมักตั้งคำถามกับตนเองเป็นเพราะว่า ด้วยยังไม่แน่ใจนัก ว่
“ฟางเซียน! วันนี้สามีของเจ้าไม่มาด้วยหรือ ทุกทีเห็นตัวติดกันยิ่ง” หยางตงเยว่เอ่ยถามสหาย หลังจากที่เข้ามาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของไป๋ฟางเซียน บนชั้นสามของร้านเฟยเจิน แล้วไม่เจอบุรุษผู้เป็นแม่ทัพที่ชอบทำหน้าตาน่ากลัวใส่เขา“ไม่มา เขาไปค่ายทหารน่ะ ไปหลายวันอยู่” นางตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อน พลางนึกถึงเหต