婚約者は私にプロポーズをしたその口で、初恋の幼馴染に愛してると宣う

婚約者は私にプロポーズをしたその口で、初恋の幼馴染に愛してると宣う

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-04-30
Oleh:  籘裏美馬Tamat
Bahasa: Japanese
goodnovel16goodnovel
9.8
5 Peringkat. 5 Ulasan-ulasan
303Bab
99.9KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

加納心には、子供の頃から想い続けていた人がいる。 その想いがようやく成就し、婚約者になれた。 だが、その事を知った婚約者の幼馴染が、海外から帰国した。 心の婚約者、清水瞬は海外から帰国した幼馴染で初恋の人、柳麗奈を忘れられずにいた。 瞬は自分の婚約者である心を蔑ろにし、初恋の人麗奈ばかりを優先するようになる。 そんな時、心は瞬との間に子供を授かったと知る。 喜ぶ心に、瞬は心を傷付ける言葉を口にした。 失意に沈む心は、とある事故に巻き込まれてしまう。 その時、心を助けてくれたのは滝川涼真だった。 心と滝川は、顔見知りのようで… 沈む心を励ます滝川。 滝川の優しさによって、心は少しずつ前を向き始める──。

Lihat lebih banyak

Bab 1

1話

ไร้เหตุผลชะมัด  ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว......

          อุษณกร  เด็กหนุ่มไทยอายุ 17 ปี ที่ปกติแล้วช่วงวัยและเวลานี้น่าจะต้องนั่งเรียนหนังสืออยู่ใน ห้องเรียนกับเหล่าเพื่อนร่วมชั้น ในประเทศ....ไม่สิโลกที่สงบสุข ตอนนี้กลับกำลังอยู่ในสภาพร่อแร่ใกล้ตายเต็มทีจากการปะทะกับกลุ่มมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของต่างโลก กำลังนั่งเอาหลังพึงกำแพง แล้วบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แหบแห้งและแผ่วเบาอย่างที่สุดอยู่เพียงลำพัง

ตึก ตัก............ตึก   ตัก.......................ตึก............ตัก.............................ตึก...................ตัก

          ชีพจรของเด็กหนุ่มกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ  แต่สัมผัสทางกายที่น่าจะหายไปจากการเสียเลือดของเด็กหนุ่มยังไม่ได้จางลงแม้แต่น้อย  ความร้อนจากของเหลวสีแดงที่ไหลออกมาทั่วร่างไม่หยุดก็ยังคงชัดเจน  ความเจ็บปวดที่ปากแผลจากการสูญเสียแขนซ้ายไปเองก็ยังชัดเจน สัมผัสความเย็นจากโลหะของมีดสั้นที่เสียบอยู่ที่หน้าอกค่อนไปทางซ้าย และใบมีดของดาบยาวสองคมมือเดียวอีก 2 เล่มที่ท้องน้อยทะลุผ่านลำตัวและทะลุต้นขาขวาไปก็ยังชัดเจน

ทรมาน......

ให้ตายสิ ถ้าจะตายทั้งทีขอตายแบบไม่ทรมานไม่ได้รึไง......

          เพราะสมองประมวลผลเร็วกว่าปกติละมั้ง ทั้งที่เป็นความสามารถที่แสนภาคภูมิใจจากโลกเดิมแท้ๆ แต่เวลาแบบนี้กลับไม่มีประโยชน์เลย แล้วพอใกล้ตายทุกอย่างมันยิ่งดูช้าไปหมด เด็กหนุ่มคิดแบบนั้นพลางรับสัมผัสจากภาพที่อยู่ข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจ  

.....เวลาแบบนี้ยังมัวมองอะไรไปทั่วอีกงั้นเหรอ?  เพราะไม่มีแรงจะขยับต่างหากเฟ้ย!  ฉันเองก็ไม่อยากไปมองไอ้พวกที่ยำฉันซะจนเป็นแบบนี้นักหรอก

          ในสายตาของเด็กหนุ่มสะท้อนภาพของกลุ่มมอนสเตอร์ที่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าอนาถทั้ง 6 ตัว  สองตัวเป็นมนุษย์ ที่มีหัวและลำตัวท่อนบนเป็นกิ้งก่า มีเกล็ดสีแดงเพลิง เรียกกันว่า ลิซาร์ดแมน ตัวนึงเป็น ก็อบลิน มีผิวสีเขียว หน้าตาอัปลักษณ์ จมูกแหลม ฟันหน้าหลายซี่ยื่นออกมาจากริมฝีปาก ส่วนอีกสามตัวที่เหลือมีรูปร่างเป็นโครงกระดูกมนุษย์ ทั้งหมดที่ว่ามามีส่วนสูงพอๆกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 180 ซม.

จัดการไม่..ได้    ซักตัว..เลยเหรอ....

          เด็กหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองอีกครั้งด้วยเสียงที่เหนื่อยอ่อนเต็มที  ราวกับเย้ยหยันความคิดของเขา  มอนสเตอร์ทั้งหมดเดินจากไปในทิศทางตรงข้ามกับที่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ราวกับหมดความสนใจจากเขาแล้ว

คิดจะหยามกันไปถึงไหนฟะ....

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ นั่นแหล่ะ..... เรานี่มันห่วยชะมัด……

ความสามารถพิเศษที่สุดแสนจะภูมิใจก็ดันใช้ได้ไม่เต็มที่.......

รู้ดีอยู่แล้วหล่ะ ว่าฉันมันกากสุดๆ......ที่ว่าไร้เหตุผลก็แค่ข้ออ้างปลอบใจตัวเองเท่านั้น ไม่อยากจะยอมรับมันในตอนนี้  ถ้ายอมรับมันในตอนนี้จิตใจคงแตกสลายแน่

ถ้าแข็งแกร่งก็รอด  อ่อนแอก็ตาย  ...การที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กก็เป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะโลกไหนแท้ๆ

แต่ถึงเป็นแบบนั้นก็ยอมรับไม่ได้หรอก!  ฉันจะมาตายตอนนี้ไม่ได้!

ยังมีเรื่องที่ต้องทำ! ยังมีเรื่องที่สัญญาไว้กับทุกคนไว้อยู่!

ฉันยังไม่อยากตายซักหน่อย!!!

…….แต่ว่า

ถึงคร่ำครวญไปก็เท่านั้นแหล่ะ รู้ดีอยู่แล้วว่ามันเปลี่ยนอะไรไม่ได้...

หึ! ถึงจะเป็นก่อนตาย แต่ไอ้นิสัยเสียที่ชอบงอมืองอเท้านี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแฮะ...

เฮ้อ!....ไม่เท่เอาซะเลยแฮะ.....อย่างน้อยก็ขอลากไปลงนรกด้วยซักตัว———

          แม้เด็กหนุ่มจะยังมีใจสู้อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ แต่สมองกลับไม่ฟังคำสั่ง สติที่เด่นชัดมาตลอดของเด็กหนุ่มก็เริ่มดับวูบลงไป พร้อมกับความมืดมิดและความหนาวเย็นที่คลืบคลานเข้ามา———

❖❖❖❖❖

ชื่อของฉัน คือ『อุษณกร  วัชรวิรุฬห์』  อายุ 17 ปี  ชั้น ม.5/3 เด็กหนุ่มวัยกลัดมันที่หน้าตาสุดแสนจะธรรมดา  แต่เพราะไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองละมั้ง ทั้งสิวและกระมันเลยขึ้นบนใบหน้าของฉันจนโทรมไปหมดเลยหล่ะ นี่พูดเองยังอายเลยนะเนี่ย....

สาเหตุหนึ่งก็คงเป็นเพราะฉันเป็นไอ้หนุ่มโอตาคุ ที่อุทิศชีวิตให้กับเกมและอนิเมะอย่างบ้าคลั่ง แล้วช่วงหลังยังสนใจหนังสงครามอยู่หน่อยๆ เลยไม่ได้ใส่ใจตัวเองเท่าไหร่ด้วย  ตอนแรกก็กะทำประชดชีวิตหลังพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหรอก  ช่วงนั้นเลยทำตัวไร้สาระไปวันๆ แต่มันดันฝังรากลึกแบบสุดๆเนี่ยสิ  เอาเถอะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันยอมรับความจริงได้บ้างหล่ะน่ะ นั่นเลยทำให้ฉันยังพอกลับเข้าสังคมได้อยู่

ตัวฉันอาศัยอยู่ในเมืองธรรมดาทั่วไป ความหนาแน่นของประชากรก็ไม่มากไม่น้อยเกินไป ถนนหนทางก็ดูโล่งสะดวก สาธารณูปโภคก็ครบครัน ถือว่าน่าอยู่ไม่ใช่น้อย โรงเรียนที่เรียนเองก็เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่ดีที่สุดในเมือง โรงเรียนเองก็มีคุณภาพ บุคลากรเพียบพร้อม ทิวทัศน์ในโรงเรียนก็ดูสะอาดตา ทุนทรัพย์ในการใช้ชีวิตก็มีลุงที่รู้จักกับพ่อแม่ตอนมีชีวิตอยู่ช่วยจัดการให้อีก ถือเป็นชีวิตสุดเพียบพร้อมระดับนึงเลยใช่ไหมหล่ะ....แต่ว่า

แผล่ะ!!!!!!

ตัวฉันที่กำลังนั่งกดเครื่องเล่นเกมแบบพกพาตามปกติในตอนเช้าก่อนโฮมรูมอยู่นั้น สัมผัสได้ถึงวัตถุเปียกชื้นบนหัวของตัวเอง เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นผ้าขี้ริ้วโสโครกเปียกน้ำ

〝ก๊าก!!! ห๊ะห๊ะห๊า  เป็นไงหล่ะไอ้โอตาคุห่วยแตก! 〞

〝นี่แหละบทลงโทษที่ไม่ทำตามที่ลูกพี่บอก สมน้ำหน้า〞

〝〝ก๊าก!!! ห๊ะห๊ะห๊ะห๊ะห๊า 〞〞

          เสียงหัวเราะของผู้ชายสองคนดังไปทั่วห้องเรียนในตอนเช้าก่อนโฮมรูม และมีอีกคนนึงยืนส่งสายตารุนแรงมาทางอุษณกรอยู่ด้านหลัง ซึ่งเขาคนนี้ก็คือ ลูกพี่ ของทั้งสองคนที่แกล้งกรนั่นแหล่ะ

【ให้ตายสิเริ่มอีกแล้วเหรอ】

【สกปรกจัง  เหม็นหึ่งมาเชียว】

【หึหึหึ....สมควรแล้วหล่ะ】

          และแม้เด็กหนุ่มจะถูกแกล้งจนอยู่ในสภาพดูไม่ได้ แต่เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่กลับไม่ได้รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย กลับกันแล้ว พวกเขากลับรู้สึกพอใจเสียมากกว่าราวกับเรื่องที่กรถูกแกล้งเป็นเรื่องสมควรแล้วยังไงอย่างงั้น

อะแฮ่ม! ขอย้ำที่อยู่บนหัวฉันตอนนี้ คือ ผ้าขี้ริ้วสุดโสโครกแถมกำลังเปียกน้ำแฉะอีกต่างหาก

〝 เฮ้ยๆ! นี่ไม่คิดจะโต้ตอบซักหน่อยเลยเหรอวะ!? 〞ผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังเดินเข้ามาหาอุษณกรแทนที่ลูกน้องสองคนด้านหน้า พร้อมกับดึงคอเสื้อของอุษณกรขึ้นมาจากทางหน้าโต๊ะ แล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงท้าทายอย่างจงใจ

ไอ้ผู้ชายคนที่พูดท้าทายฉันอยู่นี่มีชื่อว่า『กฤษณะ  ฤทธิ์เดชา』เป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉันด้วยแหล่ะ ถึงจะไม่เต็มใจก็เหอะ เพื่อนๆในชั้นเรียนชอบเรียกหมอนี่ว่า『ไอ้เสือ』 ไว้ผมยาวกระเซอะกระเซิง  เสื้อออกนอกกางเกงซีกหนึ่งโดยที่กระดุมเม็ดล่างสุดไม่ได้กลัด เข็มขัดและถุงเท้าก็ไม่ได้ใส่อีกต่างหาก มองดูแล้วก็พวกอันธพาลดีๆ นี่แหละ

แต่ว่านะ... ถึงจะถามว่างั้นก็เถอะ...

〝 เรื่องสิ... 〞อุษณกรตอบกลับไปแบบไม่ใส่ใจเหมือนทุกที

〝 ชิ! 〞

ปึ๊ก !!!

แล้วก็เหมือนทุกที เสือที่ท้าทายฉันไม่สำเร็จก็เดาะลิ้นเสียงดังใส่อย่างไม่สบอารมณ์ แล้วฉันก็รับการประเคนหมัดจากมันไปหนึ่งดอกถ้วนที่ใบหน้าด้านซ้าย แล้วก็กระเด็นไปชนกับโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง

อ๊อกกกก!!!!

          เสียงของเด็กหนุ่มที่ถูกอัดจนกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะอีกฝั่งนั้นดังจนได้ยินไปทั่วทั้งห้องเรียน  และที่ริมฝีปากของอุษณกรเองก็มีเลือดไหลออกมาด้วย

【เฮ้ยๆ เพลาๆ มือหน่อยล่ะไอ้เสือเอ้ย】

【ถ้ามาตายในห้องนี่คงหลอนน่าดูเลยนะเฟ้ย】

ไม่คิดจะช่วยกันซักนิดเลยสิเนี่ย แถมซ้ำเติมอีกต่างหาก ไม่สิ... ก่อนโดนชกรู้สึกว่าจะมีทั้งคนที่แอบกระซิบด้วยเสียงเหนื่อยใจ รังเกียจแล้วก็สมน้ำหน้าอยู่ด้วย

ส่วนคนอื่นคงเพราะไม่มีใครอยากมาซวยไปด้วยสินะ เอาเถอะ ถ้าฉันเป็นฝ่ายมองดูอยู่เองก็คงไม่คิดเข้ามาช่วยเหมือนกัน การเออออไปกับกระแสก็เป็นทางเลือกที่ฉลาดดีอยู่หรอก

ถ้าสังเกตดูรอบๆ ก็มีคนที่ทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์อยู่เหมือนกัน ผู้หญิงที่ตกใจสุดๆ จนถึงขั้นเอามือป้องปากก็ยังมี แถมยังมีคนส่งสายตาสงสารมาให้ด้วย ให้ตายสิน่าสมเพชชะมัดเลย

เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ บางคนก็เลยเกิดความชินชาไปแล้ว แต่ไอ้ที่มีเรื่องในห้องนี่ไม่ค่อยบ่อยนักหรอกนะ

          หลังจากที่เสือทำกิจวัตรประจำวันดังกล่าวเสร็จแล้ว ก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่เขาเปิดประตูห้องเรียนแล้วจากไปด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์พร้อมกับลูกน้องที่ยิ้มเยาะเย้ยมาทางกร  และดูเหมือนว่านักเรียนชายทั้งสามคนนั้นจะไม่รอเข้าโฮมรูมเหมือนเคย นั่นก็เพราะทั้งสามคนโดดเรียนเป็นปกติอยู่แล้วนั่นเอง

〜〜〜 เฮ้อ 〜〜〜

นี่หล่ะสภาพแวดล้อมของฉัน ไอ้เรื่องที่ถูกชวนทะเลาะด้วยนี่ก็เกิดขึ้นแทบทุกวัน เอาซะหน่ายเลยหล่ะนะ...

แล้วทำไมถึงไม่ตอบโต้งั้นเหรอ? ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำ แต่ทำไม่ได้ต่างหาก ด้วยสาเหตุหลายๆอย่างหน่ะนะ...

ฉันเองก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เป็นอยู่หรอก  ถึงแม้จะมีเรื่องพรรค์นี้เกิดที่โรงเรียนตลอดแต่แค่ที่เป็นอยู่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว  เกิดไปหนักข้อกับหมอนั่นเข้าเรื่องก็จะยิ่งแย่กว่าเดิม  เพราะฉะนั้นฉันถึงได้อดทนมาตลอด แต่การอดทนเองก็มีขีดจำกัดแน่อยู่แล้ว  ทำไมถึงทนมาได้ขนาดนี้งั้นเหรอ? 

นั่นก็เพราะ...

ครืด!!!

〝อรุณสวัสดิ์ทุกคน   เมื่อกี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเสียงดังจนได้ยินมาถึงข้างนอกเลย———〞

คนที่เปิดประตูห้องเรียนเข้ามาปรากฏตัวต่อหน้านักเรียนในห้องนี้คือ 『ไอริน  ศิลปการสกุล』  เธอเป็นเด็กผู้หญิงไว้ผมยาวเลยไหล่แต่ยังไม่ถึงเอว ผมมีสีน้ำตาลเข้ม เข้ากับชุดปกกะลาสีสีขาว(ก็ชุดนักเรียนไทยทั่วไปนี่แหล่ะ)เป็นอย่างดี ผูกโบว์สีชมพูน่ารักสดใสไว้ที่ข้างศีรษะด้านซ้าย ริมฝีปากดูชุ่มชื่นมีสีชมพูอ่อน ดวงตากลมโต เบ้าหน้าได้รูป ถ้าจะหาคำจำกัดความละก็ คงเป็นคำว่า “น่ารักแบบสุดๆ เลย” นั่นล่ะ

〝กะ กร!  เกิดอะไรขึ้นเหรอเนี่ย!!!!〞

          เด็กสาวเรียกอุษณกรด้วยชื่อเล่นเนื่องจากความสนิทสนมสังเกตเห็นสภาพของเขา เธอจึงรีบวิ่งตรงเข้าไปหาโดยไม่สนใจโต๊ะที่ล้มอยู่เลยแม้แต่น้อย

〝.....อย่าคิดมากเลย ริน มันก็เหมือนทุกทีนั่นแหละ〞

ฉันยิ้มเจื่อนๆ ให้กับรินเพื่อไม่ให้เธอลำบากใจกับสภาพของฉัน

แต่ก็แน่นอนอยู่แล้วว่ามันช่วยไม่ได้มากนัก

〝จะไม่ให้คิดมากได้ยังไง!!!!  ………นี่นายโดนแกล้งอีกแล้วงั้นเหรอ!? 〞

รินทำหน้าโมโหสุดขีด ราวกับโกรธแทนตัวฉันที่นั่งบื้อทำอะไรไม่ถูกยังไงอย่างงั้น

〝เสือ........ใช่ไหม?〞

〝.......อา 〞

ฉันตอบกลับรินไปแบบกระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย แถมยังแอบหลบหน้าเพราะรินมองมาทางฉันด้วยสายตาที่รวมความสงสารและความโกรธเข้าด้วยกันจนกดดันแบบแปลกๆนั่นแหล่ะนะ 

แล้วบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนก็ดำเนินอยู่ซักพัก จนกระทั่งคนที่เข้ามาในห้องต่อจากรินเปิดปากทักพวกเรา...

〝เอ่อ... ขอโทษนะทั้งสองคน ก็ไม่อยากขัดจังหวะหวานแหววหรอกนะ แต่ดูไอ้ที่อยู่บนหัวของกรหน่อยดีกว่ามั้ง 〞

〝อ๊ะ!!!  ……นี่มันผ้าขี้ริ้วสุดโสโครกเปียกน้ำแฉะเลยนี่น่า เดี๋ยวก่อนนะกร ....เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง〞

นี่เธอเป็นเอสเปอร์เรอะ!!!  เกือบจะตบมุขออกไปแบบนั้นซะแล้ว เพราะเหนื่อยใจกับไอ้เสืออยู่หน่ะนะเลยไม่มีกะจิตกะใจจะพูด แล้วเมื่อกี้ฉันโดนชกไม่ใช่เหรอ? ไอ้นี่มันยังไม่หลุดจากหัวอีก เป็นเพราะมันเปียกสุดๆจนมีน้ำหนักกดทับมากหรือว่า........ไม่เอา  ไม่คิดดีกว่า  แต่จะว่าไปพูดชื่อเล่นของ คุณผ้าขี้ริ้ว ได้แบบเดียวกับฉันเลยเนี่ย สุดยอดเกินไปแล้วนะรินเอ๋ย... เอาเถอะเรื่องนั้นช่างมันก่อน  

ส่วนเจ้าผู้ชายที่พูดแทรกขึ้นมานี่ไหงมองบรรยากาศน่าหดหู่แบบนี้เป็นการจีบกันไปได้ฟะ เอาเถอะอย่างน้อยก็เอาพวกเราออกจากบรรยากาศน่าอึดอัดไปได้แล้วกัน ทำได้ดีมากไอ้เพื่อนยาก แล้วไอ้หมอนี่เองก็เป็นเพื่อนของฉันเหมือนกัน ชื่อว่า『ทินโชติ  อัชณโสภณ』หน้าตา....ต้องบอกว่าดูดีแบบสุดๆ แถมยังมีผมสีเหลืองทองเป็นประกาย  ทรงผมเนี่ยจะว่าไปแล้วก็ออกแนวดาราเกาหลีหน่อยๆเลย แล้วโรงเรียนเราก็ไม่เคร่งครัดเรื่องทรงผมซะด้วย เป็นประโยชน์ของหมอนี่ที่ทำงานถ่ายแบบเป็นงานเสริมพอดี  

〝ให้ตายสิ...เกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ไม่เว้นแต่ละวันเลยนะ เอ็งนี่ก็ยังอุตส่าห์ทนได้อีกนะ〞

〝เฮอะ!....ก็ฉันมันทนทายาทนี่หว่า จะงัดกะฉันก็ไปฟาร์มเวลมามากกว่านี้ก่อนเถอะ〞

〝นั่นไม่น่าใช่คำพูดของคนที่โดนเล่นจนหมอบหรอกนะเฟ้ย...  ...พูดแล้วมันเหมือนประชดตัวเองเลยฟ่ะ〞

〝อึก.....หนวกหูน่า ไอ้โชต〞

แม้จะคุยกับฉันด้วยท่าทีขี้เล่น แต่ก็ยังคงกิริยาราวกับเจ้าชายรูปงามไว้อยู่ ถ้าเป็นการ์ตูนตาหวานคงมีเอฟเฟคประกายวิ้งๆเป็นฉากหลังแหงๆ ทั้งห้องที่ได้ยินบทสนทนาของฉันกับโชตดันทำหน้าขยะแขยงใส่ฉันซะงั้น ช่างเจ็บปวดเสียนี่กระไร คิดว่าฉันเพี้ยนรึไงกัน!? ส่วนผู้หญิงในห้องก็เมินฉันที่เป็นผู้เสียหายไปมองไอ้โชตด้วยแววตาเป็นประกายแถมทำหน้าแดงหน่อยๆแทน ชักเริ่มหมั่นไส้ไอ้หมอนี่นิดๆแล้วแฮะ

〝ห๊าๆๆๆ นายเนี่ยน้าาาา... ขนาดเวลาแบบนี้ยังมาพูดจาเพ้อเจ้ออยู่อีก ตลกชะมัดเลย ห๊าๆๆๆ〞

〝นึกว่ามีเสียงเอะอะเพราะอะไรซะอีก ผมอุตส่าห์รีบมาดูนะเนี่ย〞

          นักเรียนชายและหญิงทั้งสองคนพูดขึ้นมาอย่างไม่สนบรรยากาศ เพราะทั้งห้องกำลังสนใจการสนทนาของกร รินและโชตทั้ง 3 คนอยู่ เลยทำให้ไม่มีใครสังเกตทั้งคู่ตอนเข้ามาในห้องเรียน

〝อ้าว....อลิซ  มาแต่เช้าแบบนี้ สงสัยหิมะจะตกซะละมั้งเนี่ย〞โชตเริ่มทักเด็กสาวที่มีนามว่าอลิซด้วยท่าทีสนิทสนม

〝ฉันมีซ้อมตอนเช้าน่ะสิ  เดี๋ยวปั๊ดตบเกรียนแตกเลยนี่!!! ว่าแต่กรกับรินกำลังทำอะไรกันหน่ะ กายบริหารแบบใหม่เหรอ?〞

〝เห็นยังไงถึงคิดเป็นแบบนั้นไปได้กันฟะ  ยัยติ๊งต๊องนี่!!!〞แล้วกรก็ตบมุกกลับไปด้วยความสนิทสนมเช่นเดียวกัน 

และคนที่กำลังหยอกล้อกับโชตและฉันอยู่นี่มีชื่อว่า『อลิชา  ศิริการกุล』ผมสีบลอนด์ทองเข้ม ผิวสีขาวเนียน เพราะเป็นลูกครึ่งไทยเยอรมันด้วย ส่วนสูงนี่เกือบๆ 170 ซม. เลยหล่ะ และอย่างที่อธิบายไป เธอคนนี้หน่ะเป็นดาวเด่นของชมรมกรีฑาเชียวนะเอ้อ ด้วยทรงผมโพนี่เทลหรือหางม้าที่ตัวเธอไว้อยู่ ทำให้ดูมีบรรยากาศเป็นสาวนักกีฬาที่มีความมุ่งมั่นและจริงจัง แต่เพราะมีนิสัยขี้เล่นกับติ๊งต๊องหน่อยๆ แถมขี้เกียจตัวเป็นขน ขนาดที่ว่ามาเรียนทันคาบ 2 เนี่ยยังเรียกว่ามาเร็วสุดๆแล้ว จนเป็นเรื่องปกติในทุกวัน มันเลยดูขัดกันแบบสุดๆ เรื่องนิสัยห่วยๆนั่นก็ว่าไปอย่าง แต่เรื่องหน้าตานี่ไม่ต้องพูดถึง ก็เป็นถึงลูกครึ่งเชียวนะ เรื่องน่ารักมันของตาย ขนาดฉันที่สนใจแค่โลก 2D เองยังต้องยอมรับเลยว่าเธอน่ารักแบบไม่ธรรมดาจริงๆ

〝อะแฮ่ม!!!  จะอธิบายให้ผมฟังได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น〞เด็กหนุ่มที่เข้ามาใหม่อีกคนเริ่มถามหาเหตุวุ่นวายเมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่น้อย

〝จะอะไรหล่ะ.... ก็เหมือนเดิมนั่นแหล่ะชาญเอ้ย 〞โชตเองก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เหมือนกัน

〝อีกแล้วเหรอ.....ให้ตายสิ นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย เฮ้อ!〞พูดเสร็จแล้ว เด็กหนุ่มที่มีชื่อว่าชาญคนนี้ก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้ากังวล

และผู้ชายที่คุยกับโชตด้วยคำพูดสุภาพและฟังดูน่าเคารพคนนี้เองก็เป็นเพื่อนของฉันเช่นกัน เขามีชื่อว่า 『วิเชียรชาญ  รัตนไพศาล』ทรงผมนี่ก็ตัดรองทรงสูง ทำให้ดูเรียบร้อยมาก รวมกับกริยามารยาท การวางตัวก็ถูกกาลเทศะ ทั้งนี้ก็เพราะเขาเป็นรองประธานนักเรียนนี่แหละ ขนาดแนวกระดุม หัวเข็มขัด เป้ากางเกงยังอยู่แนวเดียวกันหมดเลย จะเรียบร้อยเกินไปแล้วเฟ้ย ส่วนหน้าตา..... ให้ตายสิไอ้หมอนี่ก็หน้าตาธรรมดาพอๆกับฉันแท้ๆ แต่เพราะมีอุปกรณ์เสริมอย่างแว่นตาทำให้ดูดีขึ้น พอใส่แล้วก็เข้ากันแบบสุดๆไปเลย

ริน โชต อลิซและชาญ พวกเราทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนกันมานานมาก รินกับโชต รู้จักกันตั้งแต่อนุบาล ส่วนอลิซและชาญรู้จักกันตอน ป.1 ก็ไอ้ที่เค้าเรียกว่าเพื่อนสมัยเด็กนั่นแหล่ะ ฟังดูน่าอิจฉาใช่ไหมหล่ะที่มีเพื่อนสมัยเด็กที่แสนสุดยอดแบบนี้อยู่รายล้อมฉันตั้ง 4 คน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย ตั้งแต่ตอนนั้นทุกคนเติบโตเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจนฉันเทียบไม่ติดราวกับเราอาศัยอยู่กันคนละโลก

ไม่ว่าจะเป็นการเรียน กีฬา การเข้าสังคม หรือภาระงานฉันเทียบไม่ได้ซักอย่าง หน้าตาทุกคนก็อยู่ชั้นแนวหน้าของโรงเรียน ริน โชติและอลิซนั้นเรียกได้ว่าเป็นไอดอลและหน้าตาของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ ชาญเองก็เพราะเป็นรองประธานกับความพยายามของเจ้าตัว แม้จะไม่เท่าทั้ง 3 คน แต่ก็เป็นที่นิยมขนาดว่าได้รับจดหมายรักเฉลี่ยอาทิตย์ละฉบับเลยเชียวหล่ะ

ใช่.... เพราะพวกเราต่างกันแบบนั้นแหละ แต่ถึงอย่างงั้น... แม้ตอนนี้บางคนจะอยู่กันคนละห้อง แต่เจ้าพวกนี้ก็ยังมาคลุกคลีกับฉันที่สุดแสนจะธรรมดาอยู่เสมอ ก็ไม่คิดว่าตัวเองต่ำต้อยหรอก แต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเหมือนกัน ในสายตาคนอื่นหน่ะน่ะ ไอ้เสียงกระซิบกระซาบประมาณว่า【ทำไมคนพรรค์นี้ถึงมาอยู่กับโชตได้】หรือ【ทำไมรินต้องไปช่วยไอ้หมอนั่นด้วย】ก็มีมาไม่ขาด

เพราะงั้นละมั้งเลยมีคนที่เกลียดขี้หน้าฉันเยอะพอสมควรเพราะเรื่องนี้ พูดให้ได้ศัพท์ง่ายๆก็คือ เจ้าพวกนั้นอิจฉานั่นแหล่ะ และที่ทำให้ทุกคนเกลียดขี้หน้าฉันสุดๆก็คงเป็นเหตุการณ์เมื่อเทอมที่แล้วนี่แหล่ะนะ เพราะงั้นจะโทษพวกนี้ก็ไม่ได้ด้วย 

ส่วนตัวฉันเองก็ไม่อยากตัดพ้อเจ้าพวกนี้เพื่อให้ตัวเองรอดจากสายตาและคำพูดพวกนั้นหรอกนะ ไม่มีวันซะล่ะ! เจ้าพวกนี้ คือเพื่อนคนสำคัญของฉัน ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น พวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดทั้งตอนที่ฉันทุกข์ยากหรือสุขใจ ตอนที่เสียพ่อแม่ไปเองก็ด้วย คิดว่าพวกเขาคงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน อย่างน้อยก็หวังให้เป็นแบบนั้นแหละ เพราะงั้นฉันถึงไม่อยากเสียเจ้าพวกนี้ไป ฉันไม่สนสายตาของคนอื่นหรอก เพราะงั้นฉันถึงปล่อยให้สภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นแบบนี้ต่อไปเพื่อคงความสัมพันธ์ของพวกเราไว้ เพราะนั่นเป็นความสุขที่เหลืออยู่น้อยนิดในชีวิตของฉันและเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันอดทนมาตลอดจนถึงตอนนี้ได้

〝เอาล่ะ......เรียบร้อยแล้วหล่ะกร〞

〝อะ โอ้!  ขอบใจมากนะ ริน〞

          ขณะเดียวกับที่กรกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่นั้น รินที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับแผล และใช้กระดาษชำระเช็ดน้ำที่เปียกจากผ้าขี้ริ้วจนแห้งเรียบร้อยดีแล้ว ก็เข้าร่วมบทสนทนาด้วยอีกคน

〝แบบนี้มันรุนแรงเกินไปแล้วนะ!! กร  พวกเราไปบอกเรื่องนี้กับพวกคุณครูกันเถอะนะ!〞

ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง รินก็จะพูดประโยคที่คล้ายๆแบบนี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  แต่ว่านะ....

〝ไม่ได้หรอก... ถึงพูดไปก็เท่านั้นแหละ〞กรตอบกลับไปด้วยท่าทีเสียดายเหมือนทุกที

〝ตะ แต่ว่า!!!!〞

〝ไม่หรอก... กรพูดถูกแล้ว ถึงฟ้องไปผมว่าอย่างมากก็แค่ถูกพักการเรียนเท่านั้นแหละ〞

          ราวกับเดาความคิดของกรออก ชาญจึงช่วยขยายความให้

ใช่แล้ว... ถึงฟ้องไปอย่างมากก็แค่ถูกพักการเรียน เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตกว่านี้ก็หาเรื่องไล่ออกไม่ได้หรอก

การทะเลาะอยู่ในระดับท้าทายกวนประสาท... ไอ้ที่ต่อยกันนี่ก็ไม่ได้บ่อยขนาดนั้นด้วย แถมไม่เคยมีแบบที่รุนแรงถึงขั้นกระดูกหักหรือต้องเย็บแผลเลยซักครั้ง

แถมเรื่องส่วนใหญ่ที่เคยเกิดก็ยังไปไม่ถึงหูของพวกคุณครูอีก เพราะงั้นถ้ามันกลับมาหลังจากถูกพักการเรียน ฉันก็ต้องรับมรสุมที่รุนแรงกว่าเดิมจากการแก้แค้นของไอ้เสือ ซึ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ฉันต้องหลีกเลี่ยงเป็นอันดับแรก

แล้วที่สำคัญ... เจ้าหมอนี่มันมีคนหนุนหลังอยู่ด้วย ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก...

〝 แล้วนายจะปล่อยให้เป็นแบบนี้รึไงกันฟะ!〞

เอ่อ.... ถูกโชตถามกลับมาแบบนี้ ฉันเองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันนะเนี่ย

เจ้าพวกนี้ไม่รู้นี่นาว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆเพราะทางเลือกถูกจำกัด... เพราะฉันไม่อยากให้เจ้าพวกนี้กังวลเลยไม่ได้บอกเรื่องจริงไป

ไม่ได้การหล่ะ... ต้องหาข้ออ้างสำหรับหนีดีๆซะแล้วสิ…

〝หืม〜 คิดว่าฉันจะยอมงั้นเหรอ? ไม่มีวันซะล่ะ〞กรพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจและสีหน้าราวกับวางแผนสุดโฉดไว้ในหัว

〝〝〝 เอ๋!!!! 〞〞〞

          ริน โชตและอลิซ ผิดคาดกับคำตอบของกรแบบสุดๆจนเผลอร้องออกมา ไม่สิ... ที่น่าตกใจคงจะเป็นท่าทางของกรเองต่างหาก

〝ฉันแค่รออยู่เท่านั้น... โอกาสที่จะพลิกกระดานหมากในเวลาที่เหมาะสมที่สุด  แล้วไล่พวกมันออกในทีเดียวหน่ะ หึ... หึหึหึ!〞

          กรพูดแบบนั้น ในขณะเดียวกับที่เอามือซ้ายมาบังดวงตาอันแสนเจ้าเล่ห์ในท่ากุมศีรษะ หากมองในสายตาคนทั่วไป เขาก็แค่ไอ้หนุ่มจูนิเบียวสุดเพี้ยนดีๆนี่เอง

โอ้! เท่ชะมัดเลย ท่าเมื่อกี้นี้เจ๋งจริงๆนะเนี่ยบ่องตง!

ฟังดูไร้สาระงั้นเหรอ? แหมๆ... ไม่มีใครคิดว่าฉันปกติอยู่แล้วนี่นา แต่สายตาทิ่มแทงมองมาทางนี้เต็มเลยแฮะ พูดเองยังรู้สึกเจ็บเลย  แต่ยังไงก็เถอะ คำพูดของฉันที่รวมกับการแสดงระดับตุ๊กตาทองเนี่ยสุดยอดไปเลยแฮะ

.......อย่ามองฉันด้วยสายตาสมเพชแบบนั้นสิพวกนาย

แต่ว่าไม่ใช่หรอก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากพูดจริงๆซักนิด ที่ฉันอยากจะพูดจริงๆหน่ะ คือ 〝คงงั้นมั้ง... ฉันไม่อยากเอาตัวไปเสี่ยงกับเรื่องยุ่งยากหรอก〞ต่างหาก

เพราะถ้าไม่พูดไปแบบนั้นเจ้าพวกนี้ต้องเป็นห่วงฉันยิ่งกว่านี้แน่ แค่เรื่องของตัวเองพวกเขาก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว  จะให้มาพะวงกับเรื่องของฉันไปตลอดไม่ได้หรอก อยากซัดตัวเองชะมัดเลย แต่ไม่รู้พูดแบบนี้ไปแล้วทุกคนจะเชื่อรึเปล่าเนี่ยสิ

〝หืม.....................คิดแบบนั้นอยู่งั้นเหรอเนี่ย〞

ชาญเป็นคนเดียวที่ไม่ตกใจ แต่ดันทำหน้าปั้นยากกับสายตาเฉียบคมมาทางนี้แทนซะงั้น แถมแว่นตายังสะท้อนแสงจนไม่เห็นดวงตาพอดีอีกต่างหาก... น่ากลัวแฮะ เพราะรู้เจตนาจริงของฉันละมั้งเนี่ย  

ให้ตายสิ... เป็นคนที่ฉันไม่ถูกโรคด้วยเลยแฮะ

         

และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นักเรียนส่วนใหญ่นั้นเริ่มออกจากห้องไปได้ซักพักแล้ว จะว่าไปนี่ก็เลยเวลาโฮมรูมมานานแล้วนี่นะ ก็มีบ้างแหละที่ถ้าไม่มีเรื่องให้แจ้งเป็นพิเศษคุณครูก็จะไม่เข้าโฮมรูม เพื่อให้นักเรียนส่วนใหญ่ไปเตรียมตัวกับคาบแรกกัน

อ๋อ! จะว่าไปคาบแรกวันนี้เป็นวิชาคหกรรมที่อาจารย์วันเพ็ญสุดโหดสอนนี่หว่า ลืมซะสนิทเลยแฮะ พอเป็นแบบนั้นทุกคนคงรีบไปรอเรียนกันหมดแล้วหล่ะมั้ง หรือไม่ก็อยากจะหลบจากฉาก จะด้วยเพราะเห็นว่าพวกเรา 5 คนเข้าโลกส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้วหรือไม่อยากจะยุ่งก็ไม่รู้เหมือนกัน จนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในห้องก็เลยมีแค่พวกเรา 5 คนในที่สุด

〝ตะ แต่ว่าพอมาอยู่กันแบบนี้ทำเอานึกถึงเมื่อก่อนเลยนะ ....ฮะฮะฮะ!!!〞

          เพราะดูท่าบรรยากาศไม่ค่อยสู้ดี กรเลยหาโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียวเพราะทุกคนพากันคล้อยตามอย่างง่ายดายราวกับอ่านใจกันและกันออก

〝ใช่ตอนนั้นรึเปล่า?  ที่อลิซตกจากต้นไม้ แล้วกรวิ่งมารับได้ทันพอดีเลยหน่ะ〞โชตตามกรทันในทันทีโดยการขุดคุ้ยอดีตแสนน่าอายมาเล่าสู่กันฟัง

〝อ๋อ... จะว่าไปกรตอนนั้นก็อยู่ในสภาพคล้ายๆแบบนี้เลยนี่นะ〞รินพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม

〝โถ่! เอาเรื่องน่าอายของฉันมาพูดทำไมเนี่ย บู่ๆ〜   ถ้างั้นรินเองก็เคยเกือบตกไปในกระแสน้ำเชี่ยวสุดโหดด้วยนี่นา ดีที่กรพุ่งไปช่วยทัน ตอนนั้นอย่างกับในหนังเลยแน่ะ〞

〝ระ เรื่องนั้นมัน!!!〞

          อลิซที่เอาลมเข้าปากทำแก้มป่องต่อคำพูดของโชตกับริน ช่างดูน่ารักน่าชังราวกับเด็กน้อยเลยทีเดียว  ส่วนรินที่ถูกรื้อฟื้นกลับก็เขินจนหน้าแดง ก็ดูน่ารักไม่แพ้กัน

〝แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ที่คุณหัวหน้ากลุ่มของเราในตอนนั้นจะมาตกอยู่ในสภาพร่อแร่แบบนี้ ผมหล่ะทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ〞ชาญพูดแล้วก็ยกมือขึ้นกุมขมับ

〝นั่นสินะ... จะว่าไปกรในตอนนั้นดูเจิดจ้าสุดๆไปเลยหล่ะ〞รินพูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างร่าเริงในตอนที่พูดถึงกรแบบนั้น

〝ใช่ๆ! กรในตอนนั้นเนี่ยสุดยอดไปเลยหล่ะ  จำได้เลยว่าเคยคีบแมลงวันด้วยตะเกียบได้ด้วยสินา〜〞

〝เฮ้ยๆ ยัยบ๊องนี่ จำฉันได้แต่เรื่องบ้าๆซะงั้น!!!〞กรรับ-ส่งมุกกับอลิซอีกครั้งด้วยสีหน้าท่าทางที่ผ่อนคลายลง

〝ฉันเองก็จำได้นะ ยังมีไอ้ที่เคยจับปลาในแม่น้ำด้วยมือเปล่าได้ เวลาเล่นไล่จับนายก็ชอบเป็นคนหาเจอตลอด  แถมไอ้ตอนที่เล่นตีปิงปองกันตอนนั้นก็ไม่มีใครได้แต้มจากนายเลยด้วย〞

〝เห้ยโชต! เอ็งก็ด้วยเหรอ!?〞

〝แต่พอนึกย้อนไปแล้วมันน่าเจ็บใจชะมัดเลยอ่า〜 ดีหล่ะ!!! พักเที่ยงนายมาแข่งปิงปองกับฉันอีกครั้งเถอะ  นะนะน๊ะ! 〞อลิซพูดแล้วก็ยื่นหน้าเข้ามาหากรอย่างใกล้ชิด

〝เฮ้อ! ไม่เอาอ่ะ.... เหนื่อยจะตายชัก〞กรตอบกลับแบบเลี่ยงนิดๆ

ตกใจหละซี่!  ที่ในตอนเด็กฉันถูกยอมรับจากพวกเพื่อนๆขนาดนี้ เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มเลยเชียวนะ สุดยอดเลยใช่ไหมหล่ะ? แต่มีแค่เรื่องสมัยเด็กนี่เท่านั้นแหล่ะนะที่สามารถเอามาอวดได้อย่างไม่อายใคร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไอ้ที่ทำอะไรสุดยอดแบบนั้นได้เนี่ยไม่ใช่ลูกฟลุ๊คหรือโชคช่วยเลยนะ นั่นก็เป็นเพราะว่า...

〝เป็นความสามารถที่น่าอิจฉาชะมัดเลยนา ไอ้ 『สุดยอดการประมวลผล』นั่นหน่ะ〞

〝โชตเอ๋ย....เอ็งก็เพอร์เฟ็คอยู่แล้วนิหว่า ถ้าไม่มีไอ้นั่นฉันก็เป็นขยะน่ะสิ.....〞กรพูดออกมาพร้อมกับทำสีหน้าราวกับจะถอนหายใจได้ทุกเมื่อ

〝ผมเองก็อยากได้เหมือนกันนะ ไม่งั้นสอบกลางภาคที่จะถึงนี่คงได้คะแนนเต็มอย่างไม่ยากแท้ๆ ผมหล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคุณไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีๆหน่ะ〞ชาญพูดออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดนิดหน่อยที่กรไม่พยายามเหมือนเมื่อก่อน

〝ก็นะ... มันดูน่ารำคาญแถมดูโกงโคตรๆเลยนี่นา... แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก〞แต่กรก็ตอบกลับแบบไม่ใส่ใจเหมือนเคย และเป็นอีกครั้งที่ชาญถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

สุดยอดการประมวลผล』เป็นความผิดปกติทางสมองและระบบประสาทในร่างกายที่ติดตัวฉันมาตั้งแต่กำเนิดแต่ไม่มีอันตรายใดๆกับร่างกายเลยตั้งแต่เกิดมา  จึงนับได้ว่าเป็นความสามารถอันสุดแสนจะโกงโคตรๆ ซึ่งมันทำให้ฉันสามารถเพิ่มประสาทสัมผัสทั้งหลายให้เฉียบคมขึ้นได้หลายเท่าตัว

หากมีเวลา 1 วินาที  คนอื่นอาจมีเวลาทำอะไรได้ซัก 1-2 อย่าง แต่ฉันสามารถทำมันได้มากกว่านั้น คือ 6-10 อย่างได้สบายๆเลยทีเดียว ในสภาวะปกติมันจะทำให้ฉันเห็นภาพทุกอย่างช้าลงราวๆ 10 เท่าของปกติเลยด้วยซ้ำ ซึ่งฉันได้พยายามฝึกควบคุมมันให้เท่าคนปกติจนสำเร็จด้วยการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลง รวมถึงรับยาจากหมอประจำตัวที่สนิทกับคุณพ่อด้วยหน่ะนะ

มันเป็นอีกสาเหตุนึงที่ฉันต้องทำตัวสุขุมอยู่ตลอดด้วย

แต่นั่นก็เพื่อปิดผนึกความสามารถนี้ไว้เนี่ยแหละ ถ้าเอาจริงละก็... จะทำให้ฉันมองเห็นโลกทั้งใบเป็นวิดีโอซุปเปอร์สโลโมชั่นได้เลยหล่ะ

แล้วไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ! ทั้งความจำและความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาททั่วร่างเองก็เร็วและแม่นยำกว่าปกติแบบเหลือเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น หากร่างกายคนอื่นจะตอบสนองจากการถูกสะกิด ต้องใช้เวลา 0.1 วินาที แต่ฉันจะรู้ตัวตั้งแต่คนที่จะมาสะกิดฉันมันเริ่มขยับนิ้วโดยที่ฉันไม่ได้มองด้วยซ้ำ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

แต่เห็นคุณหมอบอกว่าอาจเป็นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆที่ปล่อยออกมาจากร่างกายของแต่ละคนก็ได้มั้งที่มากระตุ้นฉันก่อนที่จะสัมผัสด้วยร่างกาย เพราะงั้นฉันถึงต้องควบคุมตัวเอง ไม่งั้นละก็ตอนเดินบนถนนที่คนพลุกพล่านฉันคงอาเจียนแน่ๆ เลย  ไม่สิ... เอาจริงๆก็เคยอาเจียนออกมาด้วยแหล่ะนะ เฮ้อ!

สุดยอดไปเลยใช่ไหมหล่ะ! แล้วคิดว่าฉันเอาความสามารถโคตรโกงนี้ไปทำอะไรเหรอ? แน่นอนอยู่แล้ว…

ก็เอาไปอุทิศให้กับเกมและอนิเมะไงล่ะ!!!!!!

รู้รึเปล่าฉันหน่ะดูอนิเมะ 27 เรื่อง พร้อมกับเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เมาส์อีก 3 เกมไปพร้อมกันได้สบายๆเลยล่ะ ถ้ามีซัก 10 หน้า 20 มือเหมือนทศกัณฑ์ละก็คงทำได้เยอะกว่านี้ เพราะนี่เป็นขีดจำกัดทางร่างกายของฉันหล่ะนะ แล้วคนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่คุณหมอกับเพื่อนๆทั้ง 4 คนเท่านั้น ก็แหมถ้ารู้ไปทั่วละก็เรื่องใหญ่แหงมๆ

แต่เอาเถอะ ถึงมันจะสุดยอดยังไงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างได้หรอก เรื่องของไอ้เสือก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างนั้น

แล้วเรื่องของพลังนี้เองก็ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอดด้วย “ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ห้ามใช้มันเด็ดขาด” เป็นคำขอร้องเชิงคำสั่งที่คุณหมอพร่ำบอกฉันเสมอมา และฉันก็ทำตามมันอย่างดี เพราะเข้าใจอยู่แล้วว่าถ้าคนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้เข้าจะเกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นอีกเหตุผลนึงที่ไม่คิดจะใช้พลังนี้ในการแก้ปัญหาด้วยกำลัง

แล้วถึงจะโชว์เมพไปต่อยตีกับมัน ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรอก แย่ลงด้วยซ้ำ ฉันนี่แหละที่อาจจะเป็นฝ่ายได้รับความหนาวเย็นจากแอร์ห้องปกครองแทน ฉันไม่อยากเสียประวัติซะด้วยสิ แล้วร้ายสุดหมอนี่อาจยกโขยงพาพวกเพื่อนๆมารุมยำฉันก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะเห็นว่าเคยไปต่อยตีกับพวกโรงเรียนอื่นกันจนเกือบจะเป็นสงครามเลยทีเดียว

แต่ปัญหาไม่ใช่เรื่องจำนวนหรอกนะ... สาเหตุที่ฉันไม่อยากใช้พลังนี้ในการแก้ปัญหา เป็นเพราะช่วงที่พ่อแม่เสีย ฉันเคยใช้พลังนี้ไปทำเรื่องวุ่นวายอยู่พักนึงหน่ะสิ บางครั้งมันก็แอบคิดไม่ได้เลยว่านี่เป็นผลกรรมจากเมื่อตอนนั้น แต่ตอนนี้เลิกคิดเรื่องนั้นไปแล้วหล่ะนะ

มันเลยเป็นบทเรียนที่ไม่อยากใช้พลัง หรือกลัวว่าใช้พลังไปแล้วปัญหาจะตามมา…

ไม่ว่าจะพลังหรืออะไรก็ตามมันต้องมีจุดพอดีที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป นั่นคือสิ่งที่ได้รู้จากเรื่องนั้น...

ไม่สิ... ไม่ใช่บทเรียน มันคล้ายกับแผลใจมากกว่านะฉันว่า...

〝แต่พอนึกย้อนไปแล้วนายนี่มันสุดยอดไปเลยนะ... นายหน่ะ... เป็นฮีโร่ของพวกเราเลยหล่ะ!〞

          ในขณะที่กรคิดไปเรื่อย จู่ๆอลิซก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังอย่างกะทันหันจนเหมือนนิสัยขี้เล่นของเธอเป็นของปลอมยังไงอย่างงั้น แต่คำพูดที่อลิซพูดขึ้นมานี้ก็ทำให้กรนึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีตได้ ซึ่งนั่นทำกรจุกในอกไม่น้อยเลย...

〝ทำให้ผิดหวังรึเปล่า?〞กรถามออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยแบบแปลกๆ

〝ปล่าวซ๊ากหน่อย! ก็นายไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนี่นา〞อลิซพูดแล้วก็เอาศอกเข้าไปกระทุ้งเอวกรด้วยท่าทีขี้เล่นของเธอเหมือนเดิม

〝ชะ ใช่แล้วหล่ะ! กรไม่ได้เปลี่ยนไปเลยซักนิดเดียว!〞ทางรินเองเพราะเห็นว่ากรแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยออกมาก็เริ่มให้กำลังใจกรในแบบของตนเช่นกัน

          แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะสาวๆทั้งสองรู้สึกเป็นห่วงกร สภาพแบบนั้นของทั้งสามคนทำเอาโชตและชาญยิ้มไม่หุบอย่างมีเลศนัยเลยทีเดียว

พวกเธอเนี่ยน้า... แต่ว่านะ...

ตัวฉันในตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนหรอกนะ... ไม่เลยซักนิด...

ฉันในตอนนี้มันก็แค่ไอ้ขี้แพ้คนนึงมากกว่า...

〝เอาเถอะ... ฉันว่าคนที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยคือพวกนายต่างหาก อลิซเองก็ยังทำตัวเหมือนเด็กจนถึงตอนนี้เลยนี่นะ〞กรพูดแล้วก็แสร้งยิ้มออกมาเพื่อให้บทสนทนาหลุดออกจากวังวนแห่งอดีตที่แสนมาคุ

〝หนอย... ว่าไงน้าเจ้าหมอนี่!!!〞

〝ปากดีนะเอ็ง!〞

          แล้วทั้งอลิซและโชตก็คล้อยตามกรโดยการเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างสนิทสนมในทันที โดยที่กรไม่รู้เลยว่าพวกเขามองการแสร้งยิ้มเพื่อให้ทุกคนสบายใจของตนออก

〝แต่ว่า... พอนึกย้อนไปมันก็สนุกชะมัดเลยเนอะ... เวลาได้ไปผจญภัยกันตอนเด็กๆเนี่ย〞

〝......ก็ ......นั่นสินะ〞

          พอกรตอบกลับคำพูดของรินซึ่งราวกับเป็นความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในใจนั่นแล้ว กรกลับรู้สึกเหมือนเกิดช่องว่างในจิตใจที่ทั้งใหญ่และลึกสุดๆ ขึ้นมา พร้อมกับทำให้กรเกิดความรู้สึกเจ็บปวดทรมานตรงหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก

【 จริงๆแล้วฉัน... อาจจะอยากกลับไปมีช่วงเวลาแสนสนุกแบบนั้นอีกซักครั้งหล่ะมั้งนะ 】

          ทั้ง 5 คนหวนนึกถึงช่วงเวลานั้นพร้อมกันราวกับนัดแนะกันไว้ พวกเราในวัยเด็กนั้น  ไม่ว่าจะตอนเล่นในแม่น้ำ ลุยป่าหรือแม้กระทั่งปีนเขาก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้ง 5 คนเห็นภาพของตัวเองในวัยเด็กพร้อมกับเพื่อนๆ วิ่งเล่นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจอย่างสนุกสนานและร่าเริงอย่างที่สุด บรรยากาศช่างดูอบอุ่น สัมผัสได้ถึงความสุขอย่างชัดเจนราวกับมันมีตัวตนอยู่ตรงหน้าของพวกเขายังไงอย่างงั้น ไม่ว่าจะเวลาไหนก็อยู่ด้วยกันเสมอ ทุกคนเป็นเพื่อนที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ทั้ง 5 คนคิดแบบนั้น พลางมีความปรารถนาที่อยากจะย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ราวกับเป็นนิรันดร์นั่นอีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าอีก 4 คนที่เหลือเองก็กำลังคิดแบบนั้นอยู่เช่นกัน

〝เอ๋!!! นี่มันจะเริ่มคาบแรกแล้วเหรอเนี่ย〞

〝ว่าไงน่ะ!!!  แย่หล่ะสิ คาบแรกเราเรียนกับครูวันเพ็ญไม่ใช่เหรอ?〞

〝เห้ยๆ ไม่ตลกนะเฟ้ย!!!  รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ซวยหรอก 〞

          พอรินพูดขึ้นมา ทั้งกรและโชตก็สะดุ้งโหยงทันทีที่หลุดออกมาจากห้วงแห่งความทรงจำพร้อมๆกับอลิซและชาญ

          แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไม่สิ... แค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น หลังบทสนทนาของทั้ง 5 คนได้จบลง ก็เกิดเหตุการณ์อันแปลกประหลาด ที่จะสั่นคลอนชะตาชีวิตของทุกคนไปตลอดกาลขึ้น

〖เอาหล่ะ!  เหล่าหนุ่มสาวทั้งหลายเอ๋ย  จงเตรียมพร้อมกับชะตากรรมของตัวเองจากนี้ต่อไปให้ดี 〗

วิ้ง!!!!!

          หลังจากได้ยินเสียงพูดที่มีความเบื่อหน่ายปนอยู่ ก้องขึ้นมาในกะโหลกศีรษะเมื่อครู่ เสียงที่เหมือนสัญญานขาดหายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตามมาติดๆกัน ผ่านเข้ามาในใบหู เสียงของมันดังราวกับจะทำให้แก้วหูปริแตกยังไงอย่างงั้น แล้วทิวทัศน์อันว่างเปล่าที่แสนมืดมิดก็เริ่มเข้าโอบล้อมสัมผัสของกร

อะไรเนี่ย... นี่มันอะไรกัน ? ทุกคนหล่ะหายไปไหน ?

อืม... ตั้งสติไว้  มืดแบบนี้มองไม่เห็นแน่ๆ อยู่แล้ว  ก่อนอื่นก็ต้อง...

.

.

สุดยอดการประมวลผลไม่ทำงานงั้นเหรอ? ไม่สิ...  ก็ยังทำงานอยู่แต่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วต่างหาก...

          พอกรจะใช้สุดยอดการประมวลผลตามหาเพื่อนที่อยู่รอบๆตัวเขาของเขา แต่กลับหาไม่เจอเลยทำให้เกิดความกลัวที่จะสูญเสียความสามารถเพียงหนึ่งเดียวของตนไป กรจึงลับประสาทสัมผัสให้คมกริบ แล้วลองตรวจสอบการเต้นของหัวใจตัวเอง ก็พบว่ายังคงสัมผัสได้แม้การเปลี่ยนแปลงจะเล็กน้อยก็ตาม จึงตีความว่าความสามารถของตนยังไม่หายไปนั่นเอง

เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย.....

พอจะมีเวลาให้คิดแบบนั้นซักหน่อย หลังจากนั้นความมืดมิดที่อยู่รอบตัวฉันก็เด่นชัดขึ้น........แล้วสติของฉันก็ดับวูบลงในเสี้ยวของเสี้ยววินาทีโดยที่ไม่ทันได้รู้สึกตัว———

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

 KUMI
KUMI
完結作を探してて見つけました。 他の作品にない言語があったりして それが読むにつれ納得できる言語でハマるし 主人公がホンマにええ子やったし スパダリ好きには大変良い作品でした。
2026-07-17 15:24:53
3
0
 KUMI
KUMI
涼真と心の気持ちや想いが通じ合ってからは ふたりとも正直に話すことで 変に拗れるような事がなく 涼真のスパダリ感と心の純粋さを 余す事なく感じられて良かったし 最後もメッチャ良かったです! 作者様の作品をこれからも読みたいです。 楽しみにしております。
2026-07-17 15:17:10
1
0
ぷっかりん
ぷっかりん
優しい二人の間を狡猾に引き裂く女に腹が立つ!一回捨てられたのにしがみつく男もなんなの!心よ、涼真とこれから幸せになるのよ。
2026-03-01 10:03:06
10
0
Masako Fujii
Masako Fujii
よくある設定ですが、ヒロインが優しい女の子で、サクッと読み進められます。作者は日本人なのかな。言葉遣いが安定してるので、読みやすいです。
2025-11-10 03:51:45
26
0
佐藤真樹子
佐藤真樹子
良かったです。しつこく面倒臭い展開が多い作品ばかりの中………。正直やっと最後まで読める作品に出会えました。
2026-07-23 17:48:19
0
0
303 Bab
1話
私が行きたい、と言っていた夜景が素敵なレストラン。高層階にあるこの場所は、窓から見える夜景が有名で。まるで星を散りばめられたような光景に私の目は釘付けになっていた。目の前には、どこか緊張した面持ちの婚約者――清水 瞬(しみず しゅん)が座っている。素敵な時間も、もう終盤。あとは食後のデザートを残すのみ、となった頃。緊張した面持ちのまま、瞬が口を開いた。「心(こころ)」「どうしたの、瞬?」瞬が、緊張した面持ちのまま、小さな小箱を取り出した。私の目は、それを視界に映した瞬間、驚きに目を見開く。瞬はすぅっと息を吸い込むと、私を真っ直ぐに見つめたまま、言葉を紡ぐ。髪の毛の隙間からちらりと覗く瞬の耳は、真っ赤に染まっていた。「加納 心(かのう こころ)さん。俺はこれからもずっと君と一緒にいたい。結婚しよう」「――瞬っ、嬉しいっ。もちろんよ、よろしくお願いします!」私達が付き合って、5年。婚約を結んでから、2年。今日は私達の記念日だった。そんな記念日に、こうしてレストランでプロポーズを受けるなんて。私の視界は、涙で滲んでいく。私たちの周りには、いつの間にか沢山のお客さんが集まり、拍手で祝福してくれた。感動して泣き出す私を瞬が優しく抱きしめ、そっと唇にキスを落としてくれた。◇それなのに――。「心、君の気持ちは十分伝わったよ。俺たち付き合おう」そう、愛おし気に目を細めて言ってくれたのは、全部嘘だったのだろう。今、私に向けられている瞬の目は、かつての温かさや優しさ、愛おしさなんか微塵も残っていなかった。ただただ、煩わしそうに瞳が細められ、冷たい視線が注がれている。「……何だその顔は?嫌そうな顔をするな。麗奈は今、帰国したばかりで大変なんだ」瞬は、心底煩わしそうに私を一瞥し、すぐに顔を逸らしてしまう。「何も、言ってないわ……行ってらっしゃい」「最初から快く送り出しておけばいいものを……面倒な事をするなよ、心」瞬はふん、と鼻を鳴らして私をひと睨みした後、冷たく背を向けて部屋を出て行ってしまう。苛立ち混じりに力任せに閉められた扉の音が大きく響く。私は一人、広い部屋にぽつりと残され、佇んでいた。今日は、記念日だったのに。テーブルの上には瞬の好物が沢山用意され、所狭しと並べられていた。瞬はそれを一口も食べる事はせず、会社か
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-20
Baca selengkapnya
2話
スマホから軽快な音がなる。通知音に気づき、私はその内容を確認した。SNSに、一通のDMが届いたようで開封する。その文章を見た瞬間、私はぐっと眉を寄せた。「麗奈……。どうして、いまさら……」差出人は、麗奈。柳麗奈だ。瞬の幼馴染で、初恋の人。瞬は麗奈の事がずっと好きだったのだ。けど、麗奈は突然海外に渡り、今まで帰国した事はなかった。彼女が海外に渡ったのは、今から7年前。7年もの間、帰国しなかったのに。瞬も、私もまだ学生の時だ。「プロポーズ、嬉しかったのにな……」私はそっと自分の左手薬指に収まる婚約指輪を撫でる。緊張した面持ちで、結婚を申し込んでくれたあの日の瞬の顔は、今でもはっきりと思い出せる。真剣で、真っ直ぐな瞳。その瞳には嘘なんて一切なかった。「ご飯、処分しなくちゃ」麗奈からは、明日になったら返す。と送られてきている。という事は、今日はもう瞬はこの家に帰って来ないだろう。きっと今頃は麗奈に会いに行く車の中。もしくは、もう会っているのか分からない。そして、きっとそのまま麗奈とホテルに泊まるつもりだろう。私はテーブルの上に用意していた豪華な沢山の料理を、次々とディスポーザーに捨てていく。瞬の事を考え、作った料理をゴミとして処分する。私の胸に、ひやりとした冷たい何かが込み上げた。「長旅で疲れただろう、麗奈?早く部屋で休もう」「ありがとう、瞬。突然連絡しちゃったのに、こんなに良くしてくれてありがとう」部屋の扉を開け、麗奈を先に通す。扉が閉まった途端、麗奈はがばりと瞬に抱きついた。ぎゅう、と縋るように回された麗奈の細い腕。その腕が微かに震えているような気がして、瞬は麗奈の荷物であるスーツケースを放り投げて強く抱きしめ返した。「そんな水臭いことを言うな、麗奈。俺がどれだけ麗奈を想っているか……どれだけ君を愛しているか!この2年間で、君は十分分かっているだろう?」「ええ……。いつも来てくれてありがとう、瞬。でも、もう私は国内に帰ってきたわ。今までみたいに少しの期間だけ一緒に過ごすんじゃなくて、これからはずっと一緒なのね……!」「ああ、そうだよ。これからはずっと一緒だ」二人は熱い視線を交わし合い、惹かれ合うように顔を近づける。そうして、瞬は麗奈を抱き上げてそ
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-20
Baca selengkapnya
3話
「うぅ…っ、う…」けほけほ、と何度も咳き込んだあと、トイレを流す。胸のあたりは、未だに不快感がぐるぐると渦巻いている。放り投げてしまったスマホは、今はしん、と静まり返っている。動画が、終わったのだろう。私は、気持ち悪さに、目に滲んだ涙をぐいっと拭う。こんな酷い事って、ない。どうして、こんな動画を人に送れるの。麗奈には、恥も、外聞もないのだろうか。トイレから出た私は、力なくソファに腰を下ろす。この2年。瞬がプロポーズしてくれた日から、徐々に瞬は冷たくなっていった。最初の1年はまだ付き合った頃のように優しく、瞬は私を愛してくれていた。けれど、時折寂しい横顔を見せたり、苦痛に耐えるような顔でスマホをじっと見つめる事が増えていた。そして、次第に瞬の仕事が忙しくなり、家に帰る事が少なくなり、忙しさに比例して出張も増えた。長期間出張に出たあとはきまって瞬の機嫌は悪くなり、この頃からは些細な事で喧嘩も増えた。けれど、瞬は元々とても優しい性格だ。瞬と喧嘩をし、私が寝室のベッドで泣いていると瞬も言いすぎた、と反省してくれるのだろう。いつも「ごめん」と謝り、私を優しく抱きしめてくれた。だが、ここ1年はどうだろう。瞬の口調がきつくなり、冷たい視線を向けられる事が増え、酷い態度を取られる事も増えた。そして、愛し合う行為も減り、時折接待でお酒に酔った瞬が乱暴に私を抱く事が増えた。「あ、…待って」その事を考えていた私の頭に、ふとある考えが浮かんだ。そして私はドキドキと速まる鼓動をそのままに、自分のお腹にそっと手を当てた。「そう言えば、ここ最近は…」生理がきたのは、いったいどれくらい前だろう。ストレスで遅れてしまっているとばかり考え、次第に生理の事すら忘れてしまっていた。さっきの吐き気も、あの動画の気持ち悪さに込み上げてきたものだと思ったけど、そう言えば料理を片付けたあとだった。私はスマホを開き、スケジュールを確認する。「……!もう、2ヶ月もきてないわ……!」嬉しくて、弾んだ声を上げてしまう。もしかしたら、今私のお腹には瞬と私の子供が宿っているのかもしれない。「早速明日、薬局に行って、病院に行かなくちゃ!」もし、本当に瞬と私の子供が宿っていれば。瞬も、冷たい態度はなくなり、麗奈の事は忘れ、私を見てくれるようになるかもしれない。
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-20
Baca selengkapnya
4話
はっと目が覚めた私は、その場に飛び起きる。背中には、じっとりと嫌な汗をかいていた。すぐに隣を確認したけれど、ベッドの隣は空っぽ。昨夜、瞬が帰ってきていない事を知り、私は無意識の内に自分のお腹に手を添えた。「夢……だった、の」苦しさにぐっと息を詰めたけど、私は自分に言い聞かせるようにして呟く。「……大丈夫、大丈夫よ。瞬だってきっと、子供ができたと知れば喜んでくれる」きゅ、と唇を噛み締めた後、私は薬局に行くために準備をする。薬局で検査薬を買い、家に帰ってから検査薬を使用した。検査薬にはしっかりと「妊娠している」結果が出た。「本当に、私と瞬の赤ちゃんが……!」嬉しさで視界が滲む。私は急いでスマホで瞬の番号を呼び出し、早速彼に電話をかけた。きっと、今頃は会社にいるだろう。昨夜は戻って来なかったけれど、恐らく麗奈の所から直接会社に向かっているはず。何コール目かのあと、ようやく電話が繋がり、ほっとした私が瞬の名前を呼ぼうと口を開いたところで、スマホから良く知った声が聞こえた。「やだ、心?何の用?瞬は今シャワー中よ」「……ぇ」信じられない事に、電話に出たのは瞬ではない甲高い女性の声。それも、良く知った声。私は唖然としながらその女性の名前を口にした。「麗奈……?どうして……、これは瞬の……」「確かに瞬のスマホだけど、瞬からシャワーに行く前に頼まれたの。もし電話がかかってきたら、代わりに出といて欲しいって。仕事で大事な連絡があったら大変でしょう?」「瞬が、あなたに電話に出るようにって頼んだの……?」「そうよ。何かおかしい?」麗奈から語られる言葉に、頭の中が真っ白になってしまう。私は、瞬のスマホを託された事などない。仕事の関係者から連絡が来た時に代わりに出といて、なんて頼まれた事だってない。そんなに、瞬は麗奈を信用しているの?私にはスマホなんて触らせてくれないのに。「用がないなら切るわよ」私が呆然としている間に、麗奈が素っ気なくそう言う。スマホの向こうから、瞬の低い声が聞こえてきて、麗奈と何か喋っているような声が聞こえてきた。もしかしたら、電話がきていた事に気づいて、瞬が代わってくれるのでは、と思った。けど、呆気なく電話はぶつり、と切れてしまい、それから暫く待っても瞬から折り返しの電話が来ることはなかった。
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-25
Baca selengkapnya
5話
夕方。病院から帰ってくると、玄関に瞬の靴がある事に気づき、私は急いでリビングに向かった。バッグの中には、母子手帳とエコー写真が入っている。大事なそれらが入ったバッグを胸に抱え、リビングの扉を開けたところで、中にいた瞬が肩越しに振り返った。「…帰ってきたのか。どこに行っていた」「瞬、おかえりなさい」あのね、と言葉を続けようとした所で、瞬が酷く冷たい目をしている事に気づき、私は思わず言葉を飲み込んだ。「麗奈が長旅で疲れ、体調を崩しているって言うのに、お前は呑気に遊びに行っていたのか。いいご身分だな」まるで吐き捨てるように、瞬の口元は歪んでいる。遊びに出かけていたと思われていたなんて。病院に行っていたんだ、と。瞬との間に子供ができたのだ、と。その事を説明しようと、私は母子手帳とエコー写真を取り出そうとバッグを開けて、中からその2つを取り出した。「瞬、違うの。遊びに出かけていたんじゃなくて、病院に行っていたの」「──病院?」「ええ、そうよ」病院の単語に、瞬の目元が幾分か和らぐ。瞬の瞳に、一瞬だけ私の事を心配するような感情が浮かんだが、それもすぐに消え去ってしまい、ここ最近で見慣れた冷徹な色が浮かぶ。「これを見て、瞬」瞬の冷たい態度にも、もう慣れた。今までは冷たい態度や視線に傷付いたけれど、今ではもう慣れてしまい、過去のように傷付く毎日を送ってはいない。私は冷たい視線を向け続ける瞬に、バッグから取り出した母子手帳と、エコー写真を目の前に差し出した。背の高い瞬に、まるで掲げるようにして差し出した。それを見た瞬は、目を見開いて驚いた表情を浮かべる。「これは……」「瞬、私のお腹に赤ちゃんがいるの。私たちの子供よ」嬉しくて、お腹に手を当てたまま笑顔で瞬を見上げる。瞬は子供が好きだ。まだ、私たちの仲が良かった頃。出かけ先で家族連れや、小さな子供を見た瞬は眩しそうに目を細め、優しげな表情を浮かべていた。そして、私に顔を向けると、いつか自分たちにも天使のように可愛らしい子供ができるだろう、と言っていた。結婚する前に授かってしまったのは少し意外だったが、いずれは瞬との間に子供を設ける予定だったのだ。多少順番が前後してしまっただけで、きっと瞬も喜んでくれるはず。私が見つめる先で、食い入るようにエコー写真を見つめていた瞬が、表情を緩
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-25
Baca selengkapnya
6話
ぐわんぐわん、と頭が揺れる。どうして?何で瞬はこんなに冷たい人になってしまったのだろうか。私は力の入らない足を必死に動かして、ソファに腰を下ろす。体中がずっしりと鉛のように重く、手足の指先がすうっと冷たくなっていく。何も考えられなくて、考えたくなくて、私は暫くの間ずっとソファでぼうっとしていた。◇車内。瞬は、ハンドルを掴んだ手に額を乗せ俯いていた。ハンドルを握る手に、ぐっと力が入る。「……麗奈が言ってた事は、本当だったんだな」瞬は冷たい目を真っ直ぐ前方に定めたまま、吐き捨てる。瞬の頭の中には、麗奈から言われた言葉がぐるぐると巡っていた。言われた時、最初は信じられなかった。けれど、麗奈が嘘を言うとは思えない。今まで麗奈は瞬に嘘をついた事など、一度も無い。それに、そんな嘘を麗奈が言っても何の得にもならないはずだ。「麗奈……そうだ、麗奈が俺を待っている……」瞬は、車のエンジンをかけ、アクセルをぐっと踏み込んだ。◇リビング。暫くぼうっとしていた私は、無意識に座り込んでいたけれど、のそのそと立ち上がった。「お買い物、行かなくちゃ……」夕食の準備をしなくちゃいけない。瞬は、夕食の事は特に何も言っていなかった。きっと夕食は家で摂るはず。私はいつものように財布と家の鍵をバッグにしまう。先程、瞬から突き返されてしまった母子手帳とエコー写真は、リビングのテーブルに残したままにしようかと思ったが、それも2つ一緒にバッグに入れる。車のキーを手に取ろうと考えた所で、私はキーに伸ばしていた手を止めた。「……何かあったら嫌だから、近所だし歩いて行こう」お腹の赤ちゃんに何かあったら嫌だ。私はそう考え、車のキーを置いてそのまま玄関に向かう。鍵を開けて外に出た。背後で、重い扉がバタン、と音を立てて閉まる音が聞こえた。
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-28
Baca selengkapnya
7話
「今にも雨が降りそうね」外に出ると、どんよりと空は曇っていて昼過ぎだというのに薄暗い。午前中は晴れていたのに、となんだか悲しくなってきてしまう。「なんだか、今の私の気持ちみたい」そんな事を呟いて、馬鹿馬鹿しくなってしまう。どんよりと重い空。それが今の自分の気持ちを更に暗くしていく。とぼとぼと歩き、デパートの地下にある食品売り場を目指す。デパート前の交差点で赤信号に捕まってしまい、足を止めてそこで青信号に変わるのを待っていると、遠くから誰かの怒声が聞こえてきた。「危ない!」「──ぇ」無意識のうちに俯いていた私は、誰かのその言葉にふいに顔を上げた。すると、信号無視をした車が直進していた車と接触し、接触された車が交差点の信号待ちをしていた歩行者の方に突っ込んでくるのが見える。そう、今まさに私が立っているこの場所に──。「……っ」瞬。胸中で瞬の名前を叫ぶ。まるでスローモーションのように、車が目前にまで迫ってくるのが見えた。周囲の人々は慌ててその場から逃げ出す者や、転んでしまう人、勇敢にも私を助けようと駆け寄ろうとする人、腕を伸ばしてくれる人が視界に映る。けれど、それも間に合う事なく、私は自分の体に訪れた物凄い衝撃に、そこでプツリと意識を失った。◇事故直後。ざわざわ、と人だかりが出来ている一角と、歩行者信号のポールに激突して止まっている車を、車内から見ていた男は後部座席から運転席に向かって声をかけた。「交通事故か」低く、落ち着いた声音。どこか艶やかな重低音に、運転手はハンドルを握ったまま答えた。「そのようです。どうやら、信号無視をした車が走っていた車に衝突して、衝突された車が歩行者達に突っ込んでしまったようですね」「それは……はた迷惑な話だな」「ええ。信号無視など……それで、歩行者まで巻き込むのは流石に最低ですね」「──ああ、あの人だかりは歩行者が巻き込まれたのか」運転手の言葉に、男はなんの気なしに人だかりの方へ顔を向ける。誰か、女性が倒れているのが人々の隙間から見える。(可哀想に。巻き込まれたか……)どれくらいのスピードを出していたのかは分からないが、歩行者に車が衝突したのだ。相当な怪我をしているだろう事が分かる。白くしなやかな細い指先がちらりと見えた。人だかりの隙間から、倒れている女性の顔までが見えた
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-29
Baca selengkapnya
8話
ふ、と意識が浮上する。目の前には真っ白な壁のようなものが広がっていて、そこでようやく私は自分が横たわっている事、視界の白い壁は白い天井なのだ、と気づいた。「…?」どこなのだろう。ここは一体、どこなのだろうか。体中が酷く痛みを覚えていて、身動ぎ一つできない。それでも何とか体を動かそうとしたところで、ふと自分の腕に何か管のようなものが繋がっているのに気づいた。点滴を受けているらしく、私はそこでようやくここが病院なのだ、と分かった。それと同時に、意識を失う直前の事も思い出し、思わず声を漏らす。「目が覚めたか!?」「──っ!?」自分一人だけだと思っていた場所に響く、男の人の声。聞き慣れない低い声に、瞬時に「瞬ではない」と分かり、私は急いで声が聞こえた方へ顔を向けた。「え…っ、なんで、ここに…」私は見覚えのある男の顔に、呆然としながら呟く。「たまたま、事故現場の近くにいたんだ。…体は大丈夫か?」「え、ええ…。大丈夫です、その…あなたが私をここに運んでくれたんですか?」「いや…他の人が救急車を呼んでくれて…。俺は君を知っていたから…あとは、すまない。周囲の人に勘違いされた」「え…?」すまない、と言いながら彼は気まずそうに胸ポケットから小さな手帳を取り出した。そして、それを私に差し出す。「──!ぁ、あ…」それを見た瞬間、私は思わず自分の腹部に視線を向けた。体中が未だ、ズキズキしていてとても痛く、起き上がれそうにはない。それでも痛む腕を必死に伸ばし、彼が差し出した「母子手帳」に触れようとした。だが、触れる寸前、体に鋭い痛みが走り私は顔を顰めた。「すまない!大丈夫か!無理はしないでくれ」「すみません…、滝川さん、大丈夫です」滝川──滝川 涼真(たきがわ りょうま)。彼は、元華族で大企業の御曹司だ。年は私より2つ年上の、26歳。複数の会社の役員と、CEOを務めていて忙しいはずの人なのに、こんなことに巻き込んでしまった。それがとても申し訳なくて。「お忙しいところ、すみません…。私はもう大丈夫ですので、お仕事に戻ってください…」「そうはいかないだろ…。君の婚約者に連絡しないと…。その…腹の子のことも、話した方がいい…」暗く、重い声で嫌でも悟ってしまう。そして、それは私自身が不
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-10-01
Baca selengkapnya
9話
私の言葉に、滝川さんがひゅっと息を呑むのが分かった。気まずそうな、何とも言えない顔で見つめられる。私は苦笑いを浮かべながら、痛みに耐えつつ滝川さんの手から母子手帳を受け取った。「加納さ──」「失礼します」滝川さんが何か言おうとして、話し始めたところで、個室の扉を開けて白衣を着たお医者さんが入室してきた。私の意識が戻った事に気づいたお医者さんがほっとしたように頬を緩め、口を開く。「ああ、加納さん。目が覚めたんですね、良かったです」「先生…」「あ…」お医者さんが、私の手にある母子手帳を見て悲しそうに眉を下げた。「その…、加納さん。残念ですが、お子様は…」ちらり、と滝川さんに視線を向けつつ、気まずそうにお医者さんがそう口にする。私は滝川さんの前で話しても大丈夫だ、と言う事を示すために「構いません」と返答した。するとお医者さんは一度頷いてから、私に向かって歩いてきた。ベッド脇にお医者さんが立ち、私に向かって説明を始めた。「…事故で血を流したのが影響したのでしょう…。加納さんはまだ妊娠初期でしたので、お子さんは残念ながら、流産してしまいました。怪我の具合も酷く、左足首の骨折と頚椎の捻挫も確認しています」「──そう、ですか」「生身で車にぶつかられたのです。残念ではありますが、あなたの命が無事だった事が奇跡です」だから、落ち込みすぎないで。お医者さんはそう言いたいのだろう。私は笑みを作り、お医者さんに「ありがとうございます」と答える。それ以外に、何を言えばいいのか分からなくって。私がそう言ったあと、滝川さんがお医者さんに話しかけた。「先生。加納さんはどれくらい入院が必要ですか?」「…そうですね、骨折をしていますので2週間ほどは入院して経過観察をしましょう」──2週間。それだけの間、入院することになったら家の事がなにもできなくなってしまう。私がしゅん、と落ち込んでいると滝川さんとお医者さんの間で話が進んでいく。「分かりました。それでは、俺は入院手続きをします」「そうですね、入院手続きは一階の──……」どうやら滝川さんが手続きを代わりにやってくれるようだ。私はお医者さんと滝川さんの話が終わり、お医者さんが部屋を出て行ったのを確認して滝川さんに話しかけた。「滝川さん、何から何まで…
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-10-02
Baca selengkapnya
10話
「──は?」真っ暗で、冷えきった室内。瞬は、自宅に帰ってくるなり不愉快そうに眉を顰め、低い声を漏らした。「不貞腐れているのか?おい、心…!心!」ネクタイを乱雑に外し、スーツを脱ぎ捨てるとリビングのソファに放り投げる。足音荒くリビングを過ぎ、寝室へ向かった。ノックもせず、そのまま勢い良く扉を開けた瞬の視界に入ったのは、真っ暗なままの寝室だ。「…いない?」ならば、私室か。そう考えた瞬は苛立ちを表すように足音を立てて心の私室に向かう。「心!いつまで拗ねてるんだ、確かに言い方は悪かったが、鑑定は必要で──」喋りながら扉を開けた瞬の言葉が途中で止まる。拗ねて泣いてでもいるのだろう、と思っていた。なのに、心の部屋の中は真っ暗だ。瞬は慌てて扉近くのスイッチを押し、電気をつける。パッと明るくなった室内。ベッドに目をやるが、人の膨らみはない。室内を隅々まで確認し、瞬はクローゼットの中まで確認したがそこにも心の姿はない。「…どこに、行った…?」どくどく、と心臓の鼓動が速まる。今まで、こんな事は一度もなかった。心がこんな時間まで、夜まで家に帰らない事は一度もなかったのだ。そこで思い出したかのように、瞬は自分のプライベート用のスマホを取り出した。パッとスマホが明るくなった瞬間、通知がきているのが見えた。恐らく、心からの連絡だろう。瞬は何故か逸る気持ちのまま、心からの連絡を開こうとしたところで──。麗奈からの着信をスマホが表示し、瞬はすぐさま麗奈からの連絡をとった。「──麗奈?どうしたんだ、こんな時間に」「はは、さっきまでずっと一緒にいたじゃないか。寂しくなってしまったなんて…可愛い事を言うなよ。俺もまた会いたくなる」麗奈の言葉に、瞬は頬を緩めたまま即座に返事をしようとして、そこで自分が今心の部屋にいる事を思い出した。室内はしんと静まり、どこか冷たく物悲しい。瞬は僅かに躊躇ったが、すぐに心の部屋から出る。歩きながら、先程ソファに投げ捨てていたスーツを拾い、スマホを首と頬で支えながら会話を続ける。「ああ、構わないよ。今から戻る。寝ないで待っててくれよ?」本当?嬉しいわ、瞬。待っ
last updateTerakhir Diperbarui : 2025-10-03
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status