Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 19 — ผู้มองเห็นทางแยก

Share

บทที่ 19 — ผู้มองเห็นทางแยก

last update publish date: 2026-10-19 15:27:14

“เหตุใดข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้”

เจ้าสำนักวางจดหมายลง

หลิงยวนมองตราของหอสังเกตชะตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“ตอนนั้นข้าพบเขาระหว่างเดินทางกลับจากชายแดนเหนือ เขาบอกว่าบาดแผลของข้าต้องให้หลินจิ้งเหยียนรักษา แล้วมอบที่อยู่มา”

“เจ้าจึงไปหลินอัน”

“ขอรับ”

“เขาพูดถึงเยว่ซีหรือไม่”

“ไม่เคย”

เจ้าสำนักเงียบไป

เขารู้ว่าครอบครัวหลินช่วยชีวิตศิษย์ของตนไว้ แต่เข้าใจมาตลอดว่าหลิงยวนเดินทางไปตามคำแนะนำของหมอที่พบระหว่างทาง

“หลังเกิดเหตุ เจ้าเคยติดต่อเขาหรือไม่”

“เคย จดหมายถูกส่งกลับพร้อมคำตอบว่าปิดหอ”

“กี่ครั้ง”

“สามครั้ง”

เจ้าสำนักมองศิษย์ตรงหน้า

ตลอดสิบสามปี หลิงยวนไม่เคยเล่าเรื่องนี้ เขาอาจคิดว่าเป็นเพียงคนชี้ทางไปหาหมอ หรืออาจไม่ต้องการกล่าวถึงคำถามที่ไม่มีผู้ตอบ

แต่ตอนนี้ คนผู้นั้นกำลังจะมา

หลังชื่อของเยว่ซีถูกส่งไปถึงทุกสำนักใหญ่

⸻

เช้าตรู่ เจ้าสำนักเรียกเยว่ซีมาพบก่อนข่าวจะไปถึงเรือนพักศิษย์

นางอ่านหนังสือกล่าวหาจนจบ แล้ววางลงบนโต๊ะ

“พวกเขาต้องการให้ข้าทำอะไรเจ้าคะ”

“ยังไม่มีข้อสรุป” เจ้าสำนักตอบ “บางสำนักขอให้เปิดสอบสวน บางสำนักต้องการส่งคนมาตรวจรากปราณเจ้า”

“ตรวจเพื่อพิสูจน์ว่าข้ามีพลัง หรือเพื่อพิสูจน์ว่าข้าใช้มันทำร้ายใคร”

คำถามทำให้เจ้าสำนักมองนางนานขึ้น

“สองเรื่องนั้นไม่เหมือนกัน ข้าจะให้พวกเขาระบุให้ชัด”

เยว่ซีพยักหน้า

นางไม่ได้กล้าจนไม่กลัว

เมื่อคืนยังคิดว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือที่เรือนหลิงยวนดีหรือไม่ เช้านี้กลับมีคนที่ไม่เคยพบหน้าต้องการตรวจร่างกายนางแล้ว

“ข้าต้องออกจากสำนักหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่”

เจ้าสำนักตอบทันที

“เจ้าเป็นศิษย์ชิงเสวียน การมีรากปราณต่างจากผู้อื่นไม่ใช่ความผิด”

หลิงยวนเลื่อนกระดาษอีกแผ่นให้นาง

เป็นคำชี้แจงที่เตรียมส่งออกไป พร้อมรายชื่อผู้รอดชีวิต สถานที่พบเตา และหลักฐานการบังคับใช้ปราณ

ไม่มีรายละเอียดการรักษาหรือความทรงจำของนางอยู่ในนั้น

“หากมีส่วนใดกล่าวถึงเจ้าไม่ตรง ให้บอกก่อนส่ง” เขากล่าว

เยว่ซีอ่านอย่างตั้งใจ

ตรงบรรทัดหนึ่งเขียนว่า ศิษย์ผู้อยู่ระหว่างรักษาอาการบาดเจ็บของเส้นปราณ

นางแตะปลายนิ้วลงข้างข้อความ

“ขอเพิ่มว่าข้ายังเรียนและฝึกตามเกณฑ์ของสำนักได้หรือไม่เจ้าคะ”

เจ้าสำนักเลิกคิ้ว

“เพราะอะไร”

“ข้าไม่อยากให้คำชี้แจงมีแต่เรื่องที่คนอื่นต้องดูแลข้า”

หลิงยวนหยิบพู่กันส่งให้

“เขียนสิ่งที่เจ้าต้องการเพิ่ม แล้วเราจะตรวจด้วยกัน”

⸻

ข่าวเดินทางมาถึงโรงอาหารก่อนมื้อเที่ยง

เมื่อเยว่ซีถือถาดเข้าไป เสียงพูดคุยโต๊ะใกล้ประตูก็เบาลง

คนหนึ่งมองข้อมือนาง อีกคนรีบหลบตา

เสี่ยวถังขยับชามของตนออกเพื่อเว้นที่

“นั่งนี่”

เยว่ซีนั่งลง

ชายที่อยู่โต๊ะถัดไปกระซิบไม่เบานัก

“ถ้ามีพลังมากจริง เหตุใดวันสอบหินจึงไม่สว่าง”

ไม่มีใครตอบ

จ้าวเฉิงซึ่งกำลังคีบผักเงยหน้าขึ้น

“วันสอบนางเดินทางทดสอบจิตจนจบ เจ้าเดินหรือ”

อีกฝ่ายหน้าแข็ง

“ข้าเพียงถาม”

“เช่นนั้นก็ถามนาง อย่าถามชามข้าว”

เสี่ยวถังเกือบสำลักน้ำแกง

เยว่ซีหันไปมองจ้าวเฉิง เขาก้มกินต่อเหมือนไม่ได้พูดอะไร

ชายผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามนางจริง ๆ

“เจ้ามีพลังที่เปิดประตูโบราณได้หรือ”

เยว่ซีวางตะเกียบ

“ข้าไม่เคยเปิดประตูโบราณ และไม่เคยยอมให้ผู้ใดใช้พลังข้าทำเช่นนั้น”

“แต่เจ้ามี—”

“เรื่องอาการของข้า อาจารย์ฉินกับเจ้าสำนักกำลังชี้แจง ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องทำร้ายคน มีการสอบสวนอยู่”

นางหยิบตะเกียบขึ้นอีกครั้ง

ไม่มีใครถามต่อ

ใต้โต๊ะ เสี่ยวถังแตะเข่านางเบา ๆ

เยว่ซีหันไปยิ้มให้ แม้มือตนยังเย็นอยู่ก็ตาม

⸻

เยี่ยจื้อหยวนมาถึงช่วงบ่าย

เขาเดินขึ้นบันไดหน้าสำนักด้วยตนเอง ไม่มีรถ ไม่มีผู้ติดตาม มีเพียงกล่องไม้ยาวสะพายอยู่ด้านหลัง

ชายผู้นั้นดูอายุราวสี่สิบ เส้นผมขาวตรงขมับ สวมเสื้อสีเทาเข้มซึ่งชายผ้ามีรอยฝุ่น ดวงตาสงบจนยากจะเดาว่ากำลังมองสิ่งตรงหน้าหรือคิดถึงเรื่องอื่น

ศิษย์เฝ้าประตูรับจดหมายแล้วขอให้รอ

เขาก็ยืนรอจริง ๆ

เมื่อเจ้าสำนักกับหลิงยวนออกมาต้อนรับ เยี่ยจื้อหยวนจึงคารวะ

“ข้ามาช้า”

หลิงยวนมองเขา

“ครั้งนี้ หรือครั้งก่อน”

ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างทั้งสาม

เยี่ยจื้อหยวนไม่ได้หลบสายตา

“ทั้งสองครั้ง”

⸻

พวกเขาพบกันในห้องรับรองด้านใน

เยว่ซีได้รับเชิญให้อยู่ด้วย เพราะสิ่งที่จะพูดเกี่ยวข้องกับนางโดยตรง ส่วนเสิ่นซูเหอนั่งข้างโต๊ะชาอย่างคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเชื่อแขกผู้นี้เพียงใด

เยี่ยจื้อหยวนวางกล่องไม้ลง แต่ยังไม่เปิด

“ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำถาม” เขากล่าวกับหลิงยวน

“เหตุใดจึงส่งข้าไปหลินอัน”

“เพราะหลินจิ้งเหยียนรักษาแผลจากอาคมย้อนของเจ้าได้ และเพราะข้าพบร่องรอยว่ามีคนกำลังเตรียมพิธีในเมืองนั้น”

เยว่ซีหันมองเขาทันที

“ท่านรู้ว่าจะเกิดเรื่องหรือเจ้าคะ”

“ข้ารู้ว่ามีอันตราย แต่ไม่รู้ว่าจะลงมือเมื่อใดหรือผ่านใคร ข้าส่งคำเตือนไปให้บิดาเจ้าแล้ว”

หลิงยวนถามเสียงเย็น

“เหตุใดไม่บอกข้า”

“ข้าบอกเขาว่าเจ้าเป็นคนที่ไว้ใจได้ หากต้องการความช่วยเหลือให้ขอจากเจ้า แต่ข้าคิดว่าการถอนคนออกจากเมืองอย่างเงียบ ๆ จะปลอดภัยกว่าการส่งสำนักเข้าไปจนผู้วางพิธีรู้ตัว”

“เขากำลังจะพาครอบครัวออกมา” หลิงยวนกล่าว “แต่ไม่ทัน”

เยี่ยจื้อหยวนก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ข้าประเมินเวลาผิด”

ไม่มีคำว่าชะตาฟ้าลิขิตตามมา

นั่นทำให้เยว่ซียอมฟังต่อ

“แล้วท่านไปอยู่ที่ใดในคืนนั้นเจ้าคะ”

“ช่องเขาทางเหนือ มีหมุดส่งปราณถูกฝังอยู่ในเส้นแร่ ข้าคิดว่านั่นเป็นต้นทางของพิธี เมื่อข้าตัดมัน ปราณกลับเปลี่ยนไปใช้ทางที่ซ่อนไว้อีกสาย”

เขามองหลิงยวน

“กว่าข้าจะรู้ เมืองหลินอันก็ถูกปิดแล้ว”

มือของหลิงยวนวางนิ่งบนเข่า

เยว่ซีเห็นเส้นเอ็นหลังมือชัดขึ้น แต่เขายังไม่ได้ขยับ

“หลังจากนั้น เหตุใดไม่ตอบจดหมาย”

“ข้าบาดเจ็บและถูกกักรักษาอยู่ในหอ จดหมายทุกฉบับถูกกันไว้โดยผู้ดูแล ข้าเพิ่งได้อ่านภายหลัง”

“แล้วภายหลังเหตุใดยังเงียบ”

คราวนี้เยี่ยจื้อหยวนใช้เวลาตอบนานกว่าเดิม

“เพราะข้าไม่รู้ว่าเจ้าพาเด็กไปที่ใด และกลัวว่าการตามหาอย่างเปิดเผยจะนำคนอื่นไปถึงนาง ข้าจึงให้คนตรวจข่าวผู้รอดชีวิตแทน”

หลิงยวนมองเขาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“ท่านถามข้าได้”

เยี่ยจื้อหยวนหลับตาครู่หนึ่ง

“ใช่ ข้าควรถามเจ้า”

⸻

เสิ่นซูเหอเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ

“เรื่องที่ควรทำแต่ไม่ได้ทำ ค่อยเล่าต่อ ตอนนี้ท่านนำอะไรมา”

เยี่ยจื้อหยวนเปิดกล่องไม้

ภายในเป็นแผ่นสำริดเก่าซึ่งมีเส้นโค้งซ้อนกันหลายวง ตรงขอบมีรอยแตก และรอยสลักบางส่วนถูกขูดจนเสียรูป

“แบบประตูฉบับก่อนถูกแก้”

หลิงยวนลุกขึ้นทันที

เขานำภาพที่คัดจากใต้เมืองหลินอันมาวางเทียบ เสิ่นซูเหอขยับถ้วยชาออกเพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้น

เยว่ซีมองร่องปราณด้านล่าง

ทางคืนปราณที่หายไปอยู่บนแผ่นสำริดจริง ๆ

แต่มันไม่ได้ทอดกลับเข้าช่องกลางเพียงเส้นเดียว

มีเส้นหนึ่งแยกไปยังวงอาคมด้านนอก

“ตรงนี้ไปที่ใดเจ้าคะ”

เยี่ยจื้อหยวนมองตำแหน่งที่นางชี้

“ฐานประคอง ต้องมีคนภายนอกควบคุมเพื่อเปิดทางให้ผู้ที่อยู่กลางประตูกลับออกมา”

เสิ่นซูเหอขมวดคิ้ว

“ตำราที่ข้าเคยเห็นไม่มีวงด้านนอกนี้”

“ฉบับที่แพร่ไปหลายแห่งไม่ครบ แผ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของต้นแบบ ข้าเก็บได้จากซากหอเก่าทางเหนือ”

เยว่ซีไล่สายตาจากช่องกลางไปยังวงด้านนอก

“แปลว่าคนข้างในออกมาเองไม่ได้”

“ในแบบนี้ ใช่”

นางถอนมือกลับ

“หากคนข้างนอกเปลี่ยนใจเล่าเจ้าคะ”

เยี่ยจื้อหยวนเงียบ

เสิ่นซูเหอเป็นผู้ตอบ

“คนข้างในก็ถูกทิ้ง”

เยว่ซีมองแผ่นสำริดอีกครั้ง

คราวนี้นางเข้าใจว่าต่อให้มีทางออกอยู่ในตำรา ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้าไปจะได้กลับมาเสมอ

⸻

“ข้าไม่ได้มาขอให้เจ้าเปิดประตู”

เยี่ยจื้อหยวนกล่าวเมื่อเห็นนางเงียบ

“ข้ามาเพื่อบอกว่ามันถูกสร้างไว้กักสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่เก็บขุมพลังให้คนรุ่นหลังเข้าไปเอา”

เจ้าสำนักวางมือลงบนขอบโต๊ะ

“สิ่งใด”

“ปราณจากรอยแยกซึ่งกัดกินปราณของผู้ฝึกตนได้ บันทึกเก่าเรียกมันว่าลมหายใจมาร เมื่อไหลผ่านร่างคน มันทำให้พลังเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่หลังจากนั้นจะเริ่มทำลายเส้นปราณ”

หลิงยวนนึกถึงสีดำที่แล่นใต้ผิวผู้ถูกฝังอาคม

“ท่านพิสูจน์ได้หรือไม่”

เยี่ยจื้อหยวนหยิบกระบอกแก้วปิดผนึกออกมา

ภายในมีเศษโลหะสีหม่น

เขาขอให้เสิ่นซูเหอตรวจผนึกก่อน แล้วจึงวางมันในถาดทองแดงของนาง

เมื่อส่งปราณเข้าใกล้เพียงเล็กน้อย เส้นแสงก็ถูกดึงไปติดผิวโลหะ ก่อนเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ

เสิ่นซูเหอปิดถาดทันที

“คล้ายสิ่งที่ตกค้างในเส้นปราณของคนจากเตา แต่เข้มข้นกว่า”

“นี่ได้จากหมุดที่ข้าตัดเมื่อสิบสามปีก่อน” เยี่ยจื้อหยวนกล่าว “ข้าจะมอบให้ตรวจทั้งหมด รวมถึงบันทึกที่มาของมัน”

เจ้าสำนักพยักหน้าให้เก็บแยก

ไม่มีผู้ใดถือว่าคำบอกเล่าของคนมีชื่อเสียงเพียงคนเดียวเพียงพอแล้ว

⸻

เยี่ยจื้อหยวนหันมาหาเยว่ซี

“หากเจ้ายินยอม ข้าขอตรวจปราณที่ค้างอยู่ในผลึกฝึกของเจ้า ไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกาย”

“เพื่อตรวจอะไรเจ้าคะ”

“ดูว่าพลังของเจ้าทำให้สิ่งตกค้างชนิดนี้เปลี่ยนอย่างไร ข้าสงสัยว่ารากปราณปฐมกำเนิดอาจทำได้มากกว่าประคองประตู”

เยว่ซีมองเสิ่นซูเหอ

หญิงสูงวัยพยักหน้า

“ใช้ปราณที่เจ้าฝากไว้เมื่อวานได้ เจ้าไม่ต้องส่งเพิ่ม”

นางจึงตกลง โดยขออยู่ดูด้วย

การทดลองใช้ปราณเพียงน้อยนิด แยกจากผลึกหลักลงในเข็มแก้ว ก่อนนำเข้าใกล้เศษโลหะภายใต้ผนึกสองชั้น

แสงเขียวสัมผัสผิวหม่น

ในตอนแรกมันถูกดึงเข้าไปเหมือนปราณของเสิ่นซูเหอ

จากนั้นสีคล้ำกลับค่อย ๆ แยกออกเป็นเส้นบาง

โลหะส่วนเล็กตรงปลายเริ่มปรากฏสีเดิม

“พอ” หลิงยวนกล่าว

เสิ่นซูเหอปิดผนึกพร้อมกัน

ปราณในเข็มแก้วหมดลงแล้ว

เยี่ยจื้อหยวนก้มดูรอยใสเล็กเท่าปลายเมล็ดข้าว

เขาไม่ได้ยิ้ม

“เป็นอย่างที่ข้าสงสัย”

เยว่ซีมองรอยนั้น

“ข้าทำให้มันหายไปหรือเจ้าคะ”

“เพียงแยกสิ่งที่เกาะอยู่ได้เล็กน้อย ยังบอกไม่ได้ว่าจะใช้กับร่างคนหรือประตูได้หรือไม่”

เยี่ยจื้อหยวนเงยหน้าขึ้น

“แต่หากเซี่ยจิ้งเหิงรู้เรื่องนี้ เขาจะยิ่งไม่ยอมปล่อยเจ้า”

⸻

การประชุมจบลงโดยเจ้าสำนักสั่งให้ตรวจสิ่งของจากเยี่ยจื้อหยวนแยกจากหลักฐานเดิม และขอคำยืนยันเรื่องการรักษาตัวกับจดหมายที่ถูกกักจากหอสังเกตชะตา

เยี่ยจื้อหยวนรับทุกข้อ

ก่อนออกจากห้อง เยว่ซีหยุดถามเขาอีกครั้ง

“ท่านมองเห็นอนาคตจริงหรือเจ้าคะ”

ชายผู้นั้นมองนาง

“ข้ามองเห็นบางทางที่อาจเกิดขึ้น แต่เมื่อคนตัดสินใจต่างออกไป สิ่งที่เห็นก็เปลี่ยน”

“ถ้าเช่นนั้น หากท่านเห็นว่าข้าควรทำสิ่งใด ท่านจะบอกให้ข้าทำตามหรือไม่”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง

“ข้าจะบอกสิ่งที่เห็น”

“ขอให้บอกสิ่งที่ท่านไม่รู้ด้วยเจ้าค่ะ”

เยว่ซีกล่าวอย่างสุภาพ

“ข้าไม่อยากตัดสินใจจากเรื่องที่ฟังเหมือนแน่นอน ทั้งที่จริงยังมีส่วนขาดอยู่”

เยี่ยจื้อหยวนก้มศีรษะให้นางเล็กน้อย

“ได้”

⸻

หลิงยวนเดินมาส่งนางถึงทางแยกเรือนพัก

วันนี้ไม่มีฝน

เยว่ซีจึงไม่มีข้ออ้างจะเดินใกล้เท่าเมื่อคืน แต่เมื่อคนสองคนก้าวพร้อมกัน ระยะห่างก็ไม่ได้มากขึ้นนัก

“ท่านเชื่อเขาหรือไม่เจ้าคะ”

“บางเรื่องตรวจได้ บางเรื่องต้องรอ”

“แล้วเรื่องที่เขาส่งท่านไปหลินอัน”

หลิงยวนมองแนวต้นสนข้างทาง

“นั่นเป็นเรื่องจริง”

นางพยักหน้า

“แต่ท่านเลือกอยู่ช่วยพ่อแม่ข้าเองใช่หรือไม่”

เขาหันมา

“ใช่”

คำตอบนั้นทำให้นางคลายความรู้สึกบางอย่างที่ค้างอยู่ตั้งแต่เช้า

“ข้าเพียงอยากรู้ว่าท่านอยู่ตรงนั้นเพราะเลือกเอง ไม่ใช่เพราะมีใครบอกว่าต้องอยู่”

หลิงยวนหยุดเดิน

เยว่ซีจึงหยุดตาม

เขามองนางอยู่นาน ก่อนกล่าว

“ตอนนี้ก็เช่นกัน”

นางไม่ได้ถามว่าเขาหมายถึงอะไร

เพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วเดินต่อโดยปล่อยให้ชายแขนเสื้อแตะกัน

⸻

หลังเยว่ซีจากไป เยี่ยจื้อหยวนขอพบหลิงยวนตามลำพังที่ห้องรับรอง แต่เจ้าสำนักยังอยู่ร่วมฟังตามคำขอของหลิงยวน

“มีเรื่องใดที่พูดต่อหน้านางไม่ได้”

เยี่ยจื้อหยวนวางแผ่นสำริดลงอีกครั้ง

เขาชี้วงอาคมด้านนอกซึ่งเป็นทางเปิดให้ผู้ประคองประตูกลับออกมา

“เจ้ารู้จักลายนี้หรือไม่”

หลิงยวนมองมัน

ครู่หนึ่งจึงยกแขนซ้ายขึ้น คลายผ้าที่ปิดข้อมือออก

ใต้ผิวมีรอยสีเงินจางทอดอยู่

รอยนั้นคล้ายกัน แต่ไม่ครบวง

เจ้าสำนักลุกจากเก้าอี้

เยี่ยจื้อหยวนกล่าวเสียงต่ำ

“คนที่มีปราณประสานกับฐานนี้ได้หาได้ยากมาก ข้าเคยสงสัยตั้งแต่พบเจ้าครั้งแรก วันนี้จึงอยากเห็นให้แน่ใจ”

หลิงยวนลดแขนลง

“นี่เป็นอีกเหตุผลที่ท่านส่งข้าไปหลินอัน”

เยี่ยจื้อหยวนไม่ตอบทันที

ความเงียบนั้นทำให้สายตาของหลิงยวนเย็นลง

“เมื่อครู่ท่านเพิ่งรับปากนางว่าจะบอกส่วนที่ยังไม่รู้”

“ครั้งนั้นข้ายังไม่แน่ใจ”

“แต่ท่านก็ส่งข้าไป”

เยี่ยจื้อหยวนรับคำเบา ๆ

“ใช่”

เจ้าสำนักมองแผ่นสำริด แล้วมองศิษย์ของตน

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมคนผู้นี้จึงเดินทางมาด้วยตนเอง

เยี่ยจื้อหยวนไม่ได้ตามหาเพียงผู้ที่ยืนอยู่กลางประตู

เขากำลังตามหาคนที่จะยืนอยู่อีกฝั่งด้วย

หลิงยวนผูกผ้ารอบข้อมือกลับอย่างช้า ๆ

“คราวนี้ท่านจะบอกทุกอย่างก่อน”

เขาวางมือลงบนแผ่นสำริด ตรงวงอาคมที่เยี่ยจื้อหยวนชี้

“เริ่มจากคนที่เปิดทางให้นางออกมา ต้องจ่ายด้วยสิ่งใด”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status