Masukปลายกระบี่ไม้แตะหน้าผากหลินเยว่ซี ก่อนกระบี่ในมือนางจะยกพ้นเอวเสียอีกนางยืนนิ่งโม่หลิงยวนลดมือลง“อีกครั้ง”“เมื่อครู่ข้ายังไม่ได้ตั้งท่า”“ข้าเห็นแล้ว”เยว่ซีหรี่ตาใส่เขาลานฝึกด้านตะวันออกยังปกคลุมด้วยหมอกบาง แสงเช้าส่องผ่านยอดไม้ลงบนพื้นหินซึ่งมีรอยกระบี่เก่าพาดอยู่หลายแนว รอบลานมีรางน้ำตื้นและแปลงไม้เลื้อยสำหรับศิษย์ฝึกปราณ ไม่มีแผ่นอาคมให้เลื่อน ไม่มีโต๊ะหรือแบบแปลนให้ก้มอ่านมีเพียงเขา กระบี่สองเล่ม และระยะห่างสามก้าวก่อนเริ่ม หลิงยวนตรวจแผลที่มือนางแล้ว รอยข่วนไม่ลึก ไหล่ยังตึงเล็กน้อยแต่ขยับได้ตามปกติ เขาจึงกำหนดให้ฝึกช่วงสั้น สลับพัก และยังไม่ใช้ปราณจนกว่าจะอุ่นร่างกายพอเยว่ซีขยับเท้าขวาไปด้านหลังคราวนี้นางยกกระบี่ทันทีเสียงไม้กระทบกันดังแปะกระบี่ของนางถูกปัดออก ปลายกระบี่อีกฝ่ายหยุดตรงหัวไหล่“อีกครั้ง”นางสูดลมหายใจครั้งที่สาม เยว่ซีไม่รอให้เขาลงมือก่อนนางแทงตรงเข้าหาหน้าอกหลิงยวนขยับเพียงครึ่งก้าว คมไม้ของนางผ่านชายเสื้อไป ขณะที่กระบี่เขาแตะข้อมือนางเบา ๆนิ้วคลายโดยไม่ตั้งใจกระบี่ร่วงลงพื้นเยว่ซีก้มมองมัน แล้วเงยหน้ามองเขา“ท่านทำเช่นนี้กับศิษย์ทุกคนหรือ”“คนท
“ของที่ช่วยให้หลับสบายอยู่ที่ใด”โม่หลิงยวนถามทันทีที่ก้าวเข้าประตูเรือนพักหลังใหม่ผู้อาวุโสผู้ดูแลคณะจากสามสำนักลุกขึ้นจากโต๊ะ ใบหน้ามีแววไม่พอใจจากการถูกเปลี่ยนที่พักกลางดึก แต่เมื่อเห็นกระดาษในมือเขา สีหน้าก็เปลี่ยนไป“เกิดอะไรขึ้นอีก”หลิงยวนวางสำเนารายชื่อบนโต๊ะ“คนเหล่านี้ได้รับของก่อนเดินทางมาหรือไม่”อีกฝ่ายก้มอ่าน ก่อนชี้ชื่อศิษย์สองคนของตน“ได้รับหมอนสมุนไพร บอกว่าเป็นของรับรองจากเรือนชิงเหอ ข้าให้ตรวจแล้ว มีแต่ใบยาแห้งกับดอกไม้”“ใครเป็นผู้ตรวจ”คำถามนั้นทำให้ห้องเงียบลงผู้อาวุโสหันไปมองชายชุดน้ำตาลที่ยืนอยู่ข้างหีบเดินทางชายผู้นั้นค่อย ๆ วางถ้วยชา“ข้าเอง”หลินเยว่ซีหยุดอยู่หลังหลิงยวนครึ่งก้าว นางเห็นมือขวาของชายชุดน้ำตาลหายเข้าไปในแขนเสื้อ“มือเขา!”ถ้วยชาถูกปาใส่ตะเกียงทันทีหลิงยวนชักกระบี่แสงสีเงินอมฟ้าตัดถ้วยกลางอากาศ เศษกระเบื้องยังไม่ทันตกถึงพื้น ชายชุดน้ำตาลก็ถีบหีบเดินทางใส่ผู้อาวุโสแล้วพุ่งไปทางประตูด้านข้างจ้าวเฉิงยืนขวางอยู่ก่อนแล้ว“ข้าอุตส่าห์เลือกประตูที่ลมไม่โกรก”ปลายฝักกระบี่กระแทกข้อมืออีกฝ่ายของชิ้นเล็กหลุดออกจากแขนเสื้อเป็นหลอดกระดูกยาวเพียงครึ
“หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ
“นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่
หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้
“อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง







