นิยายเรื่องนี้เปิดประตูสู่เมืองใหญ่ที่มีทั้งเสียงหัวเราะและเงามืดซ่อนอยู่เบื้องหลังความสนุกของตัวเอกอย่างชัดเจน
สไตล์การเล่าใน 'นายน้อยเจ้าสำราญ คนบ้าแห่งต้าเฉิน' ทำให้ฉันกลับมาหัวเราะกับฉากเล็กๆ ได้บ่อย ๆ แต่พอพลิกมุมก็พบความกล้าและความเจ็บปวดของคนที่ต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและคนใกล้ชิด ฉากแรก ๆ แสดงให้เห็นนายน้อยในมาดเจ้าสำราญ ปากหวาน เล่นมุกไปวันๆ แต่นั่นเป็นหน้ากากที่ช่วยให้เขารอดพ้นจากห่วงโซ่การเมือง
พอเรื่องดำเนินไป จังหวะจะเปลี่ยนจากคอเมดี้เป็นดราม่าได้อย่างเนียน ฉันชอบตอนที่ตัวเอกค่อย ๆ เผยความคิดจริง ๆ ของเขาในวงสนทนากับคนที่เข้าใจ ซึ่งฉากนั้นไม่ได้หวือหวาแต่กลับหนักแน่นและทรงพลัง พล็อตผูกปมการสมรู้ร่วมคิด ความรักระหว่างชนชั้น และการเติบโตของตัวละครได้อย่างลงตัว ทำให้จบเล่มแล้วเหลือความอุ่นในอกแบบไม่คาดคิด