تسجيل الدخولนิยายนักสืบอาจจะสืบหาคนร้ายหรือฆาตกร แต่นิยายเรื่องนี้คือการสืบหารักแท้ให้แก่ผู้ว่าจ้าง
عرض المزيدเข้าสู่ช่วงนี้ของปีทีไรดูเหมือนตลาดจะชุกชุมไปด้วยผู้คนมากเป็นพิเศษ อาคารไม้เก่าแก่แต่ไร้วิ่แววการผุพัง หลังคามุงจากดูง่อนแง่นแต่ครานั้นผู้คนก็ยังเข้าออกทำธุรกรรมการค้ากันอย่างขวักไขว่ เช่นกันกับบริเวณด้านนอก แม้แผ่นดินจีนจะแห้งแล้งหน่วงหนัก แต่ก็ได้ความหนึบแน่นนี่แหละ ที่รองมือรองเท้าผู้คนให้สัญจรกันอย่างล้นหลาม เสียงกระดิ่งกรีดร้องจากรถลากดังกระเพื่อม เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังสนั่น มันดีเหลือเกิน ดีเหลือเชื่อที่กิจการเคลื่อนที่ของนางจะได้ลงหลักปักฐานกันเสียที
.
"ฮึบ! , อ่าาา..เหนื่อยเสียจริงเชียวตรงนี้น่าจะเหมาะ! ขอวางของลงตรงนี้เลยล่ะกันเราเองก็คงต้องพักสักหน่อย , ฮ่าาาา~!"
.
จอมยุทธหญิงนางนี้มีนามว่าแม่นาง เหวินเหยา (闻瑶) ไม่สิ! ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่าอดีตจอมยุทธเสียมากกว่า นางเลิกทำสิ่งนั้นมานานแล้ว เราจึงไม่ได้เห็นภาพลักษณ์ของนางเป็นการถือดาบสะพายกระบี่ เราจะมิเห็นนางใช้เข็มอาบยาพิษโจมตีคู่ต่อสู้ หรือแม้แต่การสะบัดฝ่ามือกระแทกใส่ศัตรูก็ไม่มี นางผ่านจุดนั้นโดยสิ้นเชิง และตอนนี้เหวินเหยาก็เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดานางหนื่ง ผู้ซึ่งออกเดินทางร่อนเร่ไปตามเมืองต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่เก็บไว้ในใจอันยากจะให้ใครรับรู้
.
ชื่อของนางแปลว่า "หยก" ซึ่งเป็นการสะท้อนตัวตนว่าหญิงงามนางนี้มิได้บ้าคลั่งความรุนแรง นางมิเคยขับเคลื่อนชีวิตด้วยความแค้น หากแต่เป็นปักษาแกร่งที่เก่งเรื่องการจับสัมผัส นางรับรู้ในรายละเอียดต่าง ๆ รอบตัว ประหนึ่งก้อนหยกที่มีสสารมาโดนตัวก็จะสั่นไหว บางครั้งเปลี่ยนสี บางครั้งกะเทาะร่อน กลายเป็นการแจ้งเตือนและระวังภัยได้อย่างทันท่วงที นี่คืออัตลักษณ์ของนาง เป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีอยู่ในตัวแม้นางเหวินเหยา แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
.
แต่ก็นั่นแหละกว่านางจะเดินทางมาถึงตลาดกลางเมือง ฉางหลิง (长陵) แห่งนี้ได้ ก็ใช้เวลาร่วม 3 ราตรี ในที่สุดก็ถึงเวลาเปิดกิจการกันแล้ว นางตื่นเต้นจนมือไม้สั่น ฆ่าหมู , ฆ่าปลา , ฆ่าคน , ทำมาหมดแล้วแต่ก็ยังไม่สั่นเทาเท่าครั้งนี้ โต๊ะไม้พับได้แบบจีนโบราณถูกกางออกกับดิน นางปลดเก้าอี้พับตัวจิ๋วลงจากแผ่นหลังพลันวางลงข้างกันอย่างละมุนละม่อม ต่อด้วยการปลดห่อผ้าที่สะพายอยู่บ่นบ่าออกเพื่อนำมาทำเป็นผ้าปู
.
"หนีห่าว ฉิ่งเวิ่น หนี๋น ซื่อ ไหน่เว่ย สวัสดีเจ้าค่ะ ข้าขอตั้งร้านค้าตรงนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?"
แข็งเป็นไม้กระดาน แต่ครานั้นสำนวนทักทายสุดสุภาพนี้ก็โพล่งออกไปจากปากเหวินเหยาจนได้ นางค่อนข้างประหม่าในการกระทำ แต่ถ้าไม่ลองทำกิจการก็จะไม่เดินต่อ และทุกสิ่งที่คิดไว้ก็จะถูกแช่แข็ง
.
"ซิง อะ สุยเปี้ยน หนี่ (行啊 , 随便你) ได้เลยแม่นางตามสบายเลย"
คุณลุงคนขายผักฟากตรงข้ามยิ้มอย่างเป็นมิตรให้นาง แกไม่พูดอะไรมากมายทั้งยังผายมือเป็นสัญลักษณ์ว่าเชิญเลย
.
ที่นี่เป็นเมืองจีนในโลกยุทธภพ ไม่มีมาตรการกีดกันการค้าอะไรเหมือนในโลกเสรียุคปัจจุบันหรอก แต่แกก็มิวายป้องปากเตือนด้วยความเป็นห่วงว่าให้ระวังพวก เฉิงก่วน (城管) ไว้หน่อยหนึ่ง ไอ้พวกนี้วรยุทธไม่กล้าแกร่งเท่าไหร่ พลังปราณก็น้อยเพียงหยิบมือ แต่มักจะอวดเบ่งรังแกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเป็นประจำ เหวินเหยาเพิ่งมาใหม่จึงควรจะรู้เรื่องนี้เอาไว้บ้าง ซึ่งนางก็น้อมรับฟังแต่โดยดี
.
"หืม.. คงประมาณเจ้าหน้าที่เทศกิจของชาวไท้กั๋วล่ะมั้ง? เรามิเคยออกนอกแผ่นดินใหญ่หรอก แต่ก็เคยได้ยินมาบ้างว่าที่ดินแดนสุวรรณภูมิ พ่อค้าแม่ค้ามักจะไม่กินเส้นกับเทศกิจ อืม ๆ เราต้องระมัดระวังไว้จริง ๆ นั่นแหละ"
.
สัมผัสพิเศษเริ่มทำงานสัญชาตญาณระแวดระวังเปิดโหมด แม้เหวินเหยาจะเลิกเป็นจอมยุทธมานานแล้ว แต่ก็ใช่ว่านางจะไร้ซึ่งวรยุทธ ระดับนางน่ะจัดการกับพวกเฉิงก่วนได้สบาย เพียงแต่ต้องปิดบังตัวตนเอาไว้ ยังไงซะกิจการของนางก็สำคัญที่สุด และถึงชั่วยามนี้ทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้ว ร้านค้าขนาดย่อมของนางได้ฤกษ์เปิดตัวเสียที รอเพียงลูกค้ารายแรกที่จะมุ่งตรงเข้ามา
.
.
ตรงข้ามเป็นแผงขายผัก ด้านซ้ายเป็นแผงขายเหล้า เยื้องไปด้านขวาเป็นคุณป้าขายหมู ทุกร้านรวงดูออกหมดว่าใครเป็นใครและขายอะไร จะมีก็แต่ร้านของเหวินเหยานี่แหละที่แลดูไม่เป็นอะไรเลย นางมีแค่โต๊ะไม้เก่า ๆ หนึ่งตัวกับเก้าอี้สองตัวไว้สำหรับให้นางและลูกค้าหันหน้าเข้าหากัน ป้ายชื่อร้านก็ไม่มี บนโต๊ะมีเพียงโหลใส่เลือดสีแดงฉานที่แปะป้ายเอาไว้ว่า "เลือดซิงเด็กสาว" , มีกระดองเต่าที่เอาไว้ใช้สำหรับเสี่ยงทาย , มีหุ่นฟางมัดตราสังสัญลักษณ์ของการเป็นคู่ , มีว่านหรืออะไรสักอย่างขาว ๆ คล้ายโสม แต่นางกลับเขียนป้ายติดไว้ว่า "อสุจิปลาวาฬ" ฯลฯ สารพัดของเหล่านี้วางอยู่บนโต๊ะ รอเพียงใครสักคนที่กล้าพอจะมานั่งลงตรงข้าม แล้วสถาปนาเป็นลูกค้าของนาง
.
หวยจึงมาออกที่เด็กสาวผู้หนึ่ง ในชุดเสื้อคลุมตัวโคร่งปล่อยชายปลิวไสว ผ้าแพรผืนหนาพันทับไว้เป็นซับในมิดชิด ทั้งยังมีปิ่นปักผมกลัดไว้ที่กลางอก ดูทรงแล้วแม่หนูนางนี้น่าจะมีอายุราว 15 - 16 ปี เธอน่าจะอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นแล้วก็แลดูมีฐานะในระดับหนึ่ง สังเกตได้จากคณะผู้ติดตามที่ยืนกันทรงอยู่ห่าง ๆ
.
คุณหนูท่านนี้เดินเตร็ดเตร่อยู่ในตลาดฉางหลิงอย่างออกรส ชมนกชมไม้ไปเรื่อยจนกระทั่งมาสะดุดตาเข้ากับการแต่งกายสุดสมรรถะ และร้านรวงอันอนาถาของเหวินเหยาเข้า สบตากันราว 1 ช่าหน่ากับอีกหนึ่งจิตหายใจ จิตประสานจิตใจประสานใจ โดยไม่ต้องใช้วรยุทธลวงตาใด ๆ คุณหนูวัยใสก็กลายเป็นลูกค้ารายแรกเข้าจนได้
.
"แกร็ก ๆ !"
(เสียงเลื่อนเก้าอี้ไม้ครูดกับพื้นดิน)
.
"หนีห่าวพี่สาวพี่ขายอะไรหรือเจ้าคะ? ข้าน้อยมิเคยเห็นสิ่งของเหล่านี้มาก่อนเลย หรือพี่สาวเป็นนักทำนายดวง? อิ ๆ !"
รอยยิ้มแป้นแล้นแสนสดใสผุดขึ้นเต็มดวงหน้า ใครเห็นก็ต้องยิ้มตามคุณหนูท่านนี้มีแต่พลังงานด้านบวกเต็มไปหมด และแน่นอนว่าฝั่งของเหวินเหยาเองก็ตอบนางออกไปแบบตรง ๆ
.
"อาจจะฟังดูแปลกสักหน่อย แต่ตัวข้าขาย "ความรัก" แม่นางสนใจจะซื้อไหมล่ะ?"
.
"เอ๋! ความรักหน้าตาเป็นเช่นนี้หรอ? นี่กระปุกเลือดซิง นี่ก็อสุจิปลาวาฬ ข้าน้อยมิเคยมีความรักมาก่อน เลยมิเข้าใจในสิ่งที่พี่สาวพูดมาเลย"
.
อดหัวเราะในความสดใสมิได้ แต่เมื่อนี่คือลูกค้าเหวินเหยาก็เลยต้องยกเอากระดานไม้แจ้งราคาที่ซุกไว้ใต้โต๊ะขึ้นมาแสดงให้ดู ลักษณะมันคล้ายกับแผ่นฟิลเจอร์บอร์ดขนาดพอเหมาะ แต่ทำจากไม้ทั้งแผ่น มีการเขียนเรตราคาด้วยตัวอักษรจีนโบราณว่าลูกค้าต้องการความรักแบบไหน ต้องการใครให้มาตกหลุมรัก , รักสามเศร้าก็ราคาหนึ่ง , รักแบบต่างชั้นวรรณนะก็ราคาหนึ่ง , รักแบบโลกสองใบคบชู้ , รักแบบเพื่อนกันวัยใส , รักแบบวาย ฯลฯ รวม ๆ แล้วมีเป็นสิบรูปแบบ
.
แม่ค้าเหวินเหยาการันตีว่าเธอจัดให้ได้หมด ขอเพียงลูกค้าให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงแก่นาง ๆ สามารถตามหารักแท้ให้กับลูกค้าได้ทุกคน แต่ทว่าก็มีหมายเหตุดอกจันไว้อย่างหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งนางเขียนพู่กันจีนตัวเล็ก ๆ ระบุไว้ที่ใต้กระดาน กล่าวคือในกรณีที่นางตามหารักแท้มาให้ลูกค้ามิได้ นางจะไม่คิดเงินและมี Secret Item มอบให้เพื่อแทนคำขอโทษ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเดินทางรอนแรมมาก็หลายเมือง เหวินเหยายังไม่เคยมอบ Secret Item นี้ให้ใครเลยสักครั้ง
.
"โอ้โห! ทำไมอาชีพพี่สาวแปลกจังเลยเจ้าคะ ที่จวนสกุลข้ามีคนของท่านพ่อมากมาย ข้าน้อยเพิ่งเคยเห็นพี่สาวคนแรกนี่แหละที่ทำอาชีพเช่นนี้ ท่านบอกข้าหน่อยสิว่าท่านทำได้เช่นไร?"
พูดเสร็จคุณหนูในชุดฮั่นฝูก็สะบัดแขนเสื้อ ชี้นิ้วให้แม่นางเหวินดูบรรดาคนติดตามที่ยืนคุมอยู่ห่าง ๆ ทุกสายตามองมาที่โต๊ะราวกับเห็นเป็นบูธวิกลจริต บางคนถึงกับจับด้ามกระบี่เตรียมจะเข้าชาร์จเพื่อชิงตัวคุณหนูออกมาด้วยซ้ำ
.
เห็นท่ามิดีสกิลระมัดระวังตัวจุติอีกคำรบ ฉลามได้กลิ่นคาวเลือดฉันใดจอมยุทธแม้จะวางมือไปแล้วก็ยังไวต่อลางสังหรณ์ฉันนั้น กลิ่นการปะทะคลุ้งกลางตลาด และเพื่อให้สถานการณ์เบาลง เหวินเหยาจึงใช้ทักษะความสวยของนางกวักมือเรียกผู้ติดตามให้มายืนฟังกันใกล้ ๆ นางกำลังใช้ยุทธวิธีแบบซอร์ฟเพาเวอร์ ทำง่ายแต่ได้เยอะ ไม่มีการสูญเสีย อันเป็นกรรมวิธีที่แม้แต่จอมยุทธชายตัวโต ๆ ก็ยังทำในสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อจิตใจระดับนี้มิได้
.
"เอาล่ะถ้าแม่นางอยากจะรู้ข้าก็จะเล่าให้ฟัง ที่มาของอาชีพตามหารักแท้ของข้าคงต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อครั้งที่ข้ายังคงเป็นหญิงธรรมดา หาได้มีวรยุทธหรือพลังปราณใด ๆ และเมื่อพวกเจ้าฟังจบ พวกเจ้าก็จะเข้าใจว่าทำไม "ความรัก" ถึงเป็นสิ่งที่ข้านำออกมาขาย!"
อาการครุ่นคิดกินมิได้นอนมิหลับเริ่มกลืนกินตัวตน มิน่าเชื่อว่าสตรีผู้วางแผนอะไรก็มิเคยผิดพลาดอย่างเหวินเหยาจะมีช่วงเวลาแบบนี้กับเขาด้วย! นางอยู่ที่โรงเตี๊ยมมามากกว่า 3 ราตรีกับอีก 4 อรุณรุ่ง ครานั้นกลวิธีในการนำตัวคุณชายเซียวออกจากหอกักขังก็ยังคงมืดแปดด้าน! ทำให้ชวนให้คิดว่าตกลงเป็นนางหรือเป็นเขากันแน่ที่ถูกจองจำ จนมิเห็นเดือนเห็นตะวัน."หรือเราจะแหกคุกเข้าไปชิงตัวเขาออกมาดี! คุณชายเซียวน่าจะถูกตัดเส้นลมปราณไปหมดแล้ว เขาคงต้านทานแรงปรารถนาของเรามิได้!?"เหวินเหยาถึงกับใช้หมึกพู่กันกากบาททับหน้ากระดาษแผ่นนั้นทิ้งแทบจะทันที เริ่มต้นบทเหมือนคุณชายเซียวถึงย่อหน้านี้นางก็ชักจะเหมือนเยว่เอ๋อเข้าไปอีก กิริยานางมิต่างจากนายน้อยสกุลจ้วงที่ขยำจดหมายทิ้งเป็นร้อย ๆ ฉบับ!.เพราะนางเองก็มีกระดาษขาวที่ใช้วาดแผนการต่าง ๆ ซึ่งใช้มิได้อยู่เกลื่อนโต๊ะเต็มไปหมด สิ่งนี้ตอกย้ำว่าจอมยุทธหญิงพยายามมาหลายวันแล้ว หากแต่ความเป็นไปได้ยังเท่ากับศูนย์ คุณชายเซียวจวิ้นอวี่ไม่มีคุณค่าพอที่จะให้นางเสี่ยงทำเรื่องเช่นนั้น การเลือกเป็นศัตรูกับราชสำนักก็มิต่างจากเอาคอขึ้นไปพาดไว้บนเขียง แค่คิดก็เสียสติสิ้นดี!."หรือต่อ
"世上无难事 ,只怕有心人" สำนวนจีนนี้หากแปลเป็นไทยน่าจะตีความได้ว่า "ทุกปัญหามีทางแก้ อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรค" แล้วใครล่ะที่คู่ควรกับวลีนี้ที่สุดหากมิใช่เหวินเหยา! คดีพลิกเสียแล้วทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่นายน้อยเยว่เอ๋อยังอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จะบอกมิบอกแหล่ ทว่าพอนางโพล่งสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา จอมยุทธหญิงที่เรียกตนว่าเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจก็ถึงกับต้องกุมขมับ! กลายเป็นนางเสียเองที่ตะกุกตะกัก คิดมิตกว่าจะหาทางบอกเรื่องคุณชายเซียวกับคุกที่ขังเขาไว้ยังไง."เจ้าเงี่ยนมากเลยรึ? เจ้าทนมิไหวเลยใช่หรือไม่เยว่เอ๋อ?"เหวินเหยาพยายามถามด้วยเสียงอัดเงียบเบากึ่งกระซิบ."หงึก! , หงึก! , หงึก!"ร่างเล็กตอบผ่านการพยักหน้า พูดไปก็อายปากเลยเอาสีหน้ากับท่าทางนี่แหละใช้แทนคำตอบ.ซ้ำร้ายที่เพียงคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา หว่างขามันก็ร้อนวาบขึ้นอีกแล้ว! เยว่เอ๋อถึงกับต้องเอาต้นขาบี้บดใส่กันยืนบิดไปบิดมาคล้ายกับคนคลั่งควย! และถ้าหากมีกล้องอีกสักตัวอยู่ด้วยตัดภาพไปที่ห้องนอนบนชั้นสอง ป่านนี้ในลิ้นชักตรงเก๊ะที่ใส่ดิลโด้ยักษ์ไว้ก็คงจะสั่นโครมคราม! ปั๊ก! ๆ ๆ ๆ ประหนึ่งเปลี่ยนปราณแท้ที่เคลือบอยู่บาง ๆ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีบลูทูธระดับสูง
"ใจเย็นก่อนพี่สาว! เหตุไฉนท่านจึงต้องแสดงกิริยาน่ากลัวเช่นนั้น ข้ามิได้ไปสังหารใครมาสักหน่อย ข้าก็แค่สังหารพรหมจรรย์ของตนเอง ผ่านอุปกรณ์ที่ท่านนั่นแหละที่เป็นผู้ส่งมา!"ตรงพอไหมถามใจเหวินเหยาดู เพราะที่พูดมาก็เป็นความจริงล้วน ๆ ทำไมด้ายแดงของเยว่เอ๋อถึงสะบัดแรงจนนิ้วมือผู้ใช้วิชาแทบขาด นั่นก็เพราะดิลโด้ที่ส่งมาให้มิใช่หรือ?."นี่องคชาตปลอมของคุณชายเซียวมีฤทธิ์รุนแรงถึงเพียงนั้นเชียวรึ? เจ้าเย้าข้าเล่นใช่หรือไม่สาวน้อย?"เหวินเหยาถามขณะที่สาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ หมายจะดูเศษซากจดหมายที่เขียนค้างไว้บนโต๊ะ."หาไม่เจ้าค่ะ! ก็ท่านน่ะเป็นคนเขียนวิธีใช้แนบมาเอง แล้วข้าก็ทะลวงผ่านไปถึงด่านที่ 5 ก้าวย่างปรมัตถ์เลยด้วย!"."ห๊า!!! เจ้าทำได้เยี่ยงไรกัน!!! ข้าประเมินเจ้าไว้เพียงแค่ระดับ 3 แดนสวรรค์เซียนเหยาเท่านั้น! ที่ระดับการสั่นนั้นมนุษย์ทั่วไปก็ถึงจุดสุดยอดได้แล้ว แต่นี่เจ้าเล่นอั้นไปจนถึงระดับ 5 เจ้าวิปลาศไปแล้วรึเยี่ยงไรเยว่เอ๋อ?! กลีบผกาเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?! ข้าจะพาเจ้าไปโรงหมอเพียงแค่เจ้าเอ่ยวาจา!"ฤทธิ์ความตกใจสุดขีดตรงนี้ เหวินเหยาก็ทราบแล้วว่าเหตุอันใดเสี่ยวผ่างถึงลงทุนบินมาฟ้อง เพราะตั้
ดวงตะวันเริ่มรับขอบฟ้าแสงตะเกียงจากชายคาอาคารร้านบะหมี่นวลสลัว เหล่าบรรดาคนงานพนักงานร้านเริ่มทยอยกลับเข้าเรือนพัก แม้แต่เสี่ยวโม่บ่าวรับใช้คนสนิทที่รักษาตัวจนหายดีจากเหตุปะทะที่สกุลเวยแล้ว ก็ยังขอตัวกลับเข้าเรือนคนใช้ไปพลางก่อน เยว่เอ๋อมิได้สนใจเขาเท่าไหร่นักหรอก อันที่จริงนางมิยอมสนใจใครเลย! พลางคร่ำครึอยู่กับจดหมายลายมือของนางที่เขียนแล้วก็ขยำทิ้ง! แล้วก็เขียนใหม่อยู่หลายต่อหลายรอบ! ."เจ้าจะขอตัวไปนอนก็ไปเถอะเสี่ยวโม่ บอกคนอื่น ๆ ด้วยว่าเดี๋ยวข้าเสร็จธุระข้าจะดับตะเกียงเก็บทุกอย่างเอง ขอบคุณที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อยสำหรับวันนี้นะ.."นายน้อยพูดทั้ง ๆ ที่ดวงหน้ายังก้มเขียนจดหมายอยู่ ฝั่งเสี่ยวโม่เองก็เลยต้องผละตัวจากไปแบบงง ๆ เขาแทบจะไม่มีบทบาทในนิยายพาร์ทนี้อีกต่อไปแล้ว และหลังจากที่ด้ายแดงประจำตัวถูกตัดออกจากวิชาด้ายทอวิญญาณ (红魅织魂) เหวินเหยาเองก็แทบจะมิได้ใช้บริการจากเขาอีกเลย."ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยก็ขอตัวก่อนนะขอรับคุณหนู คุณหนูเองก็รักษาตัวด้วย ใกล้เข้าเหมันต์ฤดูลมกลางคืนมักรุนแรง"."อืม..ม..ม ๆ ไปเหอะ ๆ ข้าดูแลตัวเองได้ เจ้าเองก็เพิ่งหายเจ็บกลับมา แทนที่จะเป็นห่วงข้าควรแบ่งไปห่วงตน











