ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช

ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช

last updateDernière mise à jour : 2025-03-16
Langue: Thai
goodnovel18goodnovel
Notes insuffisantes
176Chapitres
4.0KVues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

จูมี่เอิน เกิดมาพร้อมดวงตาวิเศษ นางสามารถมองเห็นอนาคตของผู้คนได้ หากแต่ว่าเรื่องที่เห็นไม่เคยมีเรื่องดีเลยสักครั้ง ยามเมื่อเยาว์วัยบิดาจากไป หลงเหลือเพียงมารดา ทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดแต่ใดนำพามาทำให้นางและมารดาพลัดหลงกันในป่า ด้วยนางรู้ว่าคนในหมู่บ้านต่างพารังเกียจนาง อยากขับไล่นางและมารดาออกไป ด้วยความกลัวมารดาเดือดร้อนนางจึงตัดใจจากไป ใช้ชีวิตในอารามแห่งหนึ่งและปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก เพียงเพราะนางแตกต่าง เพียงเพราะไม่มีใครเหมือน เพียงเพราะความหวาดกลัวของผู้คน นางที่ไร้ความผิดกลับได้รับชะตากรรมที่น่าเวทนา หากแต่ความโชคร้ายหลายปีที่ได้ประสบพบเจอมากำลังจะจบสิ้นลงแล้ว เมื่อนางได้พบกับบุรุษผู้มีสายเลือดมังกร... คนหนึ่งถือทางธรรมละทางโลก สะอาดบริสุทธิ์ราวกลับผ้าขาว อีกคนสว่างไสวราวกลับทองคำ ดื้อรั้นเอาแต่ใจ ซ้ำยังมากเล่ห์เจ้าแผนการ คนสองคนที่ไม่น่าบรรจบพบเจอกันได้ หากแต่โชคชะตากลับไม่คิดเช่นนั้น การหลอกล่อทำให้นางกลายเป็นของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น

Voir plus

Chapitre 1

ตัวอย่างบทบาทตอน + แนะนำตัวละคร

     ...เป็นบทนำเสนอหน้าเล่มนะเจ้าค่ะ เพราะเนื่องจากเรื่องจะดำเนินตั้งแต่นางเอกเด็กๆ ทำให้ตอนปูเรื่องมาอาจน่าเบื่อไปบ้าง เลยถือโอกาสหยิบยกตอนที่เริ่มเข้มข้นแล้วมานำเสนอไว้ตอนแรกสุด และเป็นที่มาของชื่อนิยายด้วยค่ะ.....

     ......

     "ในเมื่อเท่าที่เจ้าเล่ามา... การสัมผัสอาจทำให้เจ้าเห็นอนาคตของผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น งั้นเรามาลองกันหน่อยดีหรือไม่?"

     เหรินโย่วหลุนมองหญิงสาวในชุดขาวไม่วางตา ใบหน้าสวยสะครานตาก้มหน้าลงต่ำ ผมดำยาวของนางถูกจัดแต่งทรงไว้อย่างงดงาม หัวไหล่มนเล็กที่คล้ายสามารถโดนลมพัดปลิวได้พาให้คนอยากปกป้อง

     ความน่าดึงดูดที่แปลกประหลาดที่เกิดจากตัวนางนั้น มาจากความสามารถพิเศษของนางหรือไม่เขาก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่นางกลับสามารถทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากนางได้เลย โดยไม่รู้ตัวทุกวันเมื่อเมื่อยล้าสายตาก็จะหันไปมองนาง ก็จะเห็นนางนั่งอยู่ต่อหน้าตนเองตลอด อยู่ในห้องทรงอักษรด้วยกันกับเขา นั่งหลับตาคล้ายตัดตนออกจากโลกภายนอก ยามนางจากไปเพียงไม่กี่วันเขาก็แทบทนไม่ไหว รู้ตัวอีกทีก็ต้องการเอาเชือกมาผูกมัดนางไว้กับเขาตลอดเวลาเสียแล้ว

     หากพูดถึงถ้านางไม่ได้เป็นนักบวช ใบหน้าเช่นนี้คงถูกจับมาเป็นบุตรสาวบุญธรรมของพวกขุนนางไปแล้ว คนพวกนั้นต้องการอำนาจมากมายเพียงใดทำไมเขาจะไม่รู้ ต่อจากรับนางมาเป็นบุตรสาวแล้วก็คงจับนางแต่งเข้ามาเป็นสนมของเขาเป็นแน่ ทว่ายามนี้นางกลับสวมอาภรณ์ของนักบวชหญิง ใครอยากทำเช่นนั้นก็ทำได้แค่เพียงคิดเท่านั้น

     เหรินโยว่หลุนยื่นมือออกไปหานาง

     จูมี่เอินที่ก้มหน้าอยู่ก็เหลือบตามองไปแว็บหนึ่ง คลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมา นางจึงขยับเข้าไปใกล้ช้าๆ ก้าวเดินของนางนั้นแผ่วเบา คล้ายเทพเซียนที่ลอยตัวได้ ยามขยับอาภรณ์สีขาวก็ไหวปลิวตามลมเหมือนธารของสายน้ำดูงดงามตา ดูยังไงนางก็เป็นนักบวชที่น่าเลื่อมใสไม่อาจเถียงได้

     เหตุใดต้องอยากให้นางเห็นนิมิตรของเขากัน ในเมื่อนางก็บอกไปแล้วว่าสิ่งที่นางเห็นคือการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือหนักสุดก็เป็นการเสียชีวิต ไม่ได้มีนิมิตรที่น่ายินดีเลยสักครั้ง ถ้าหากนางเห็นฮ่องเต้ในนิมิตรของตนก็แสดงว่าเขาต้องพบชะตากรรมที่อาจนำพาไปสู่ความตายได้ ทำไมยังอยากจะให้นางมองเห็นตนในนั้นอีก หรือกำลังกำลังกังวลว่าบางทีนางอาจจะมองพลาดไป ไม่เจอนิมิตรที่อันตรายถึงชีวิตเขากัน แต่ในเมื่อเบื้องสูงมีรับสั่งเช่นนั้น นางสามารถขัดได้หรือ?

     จูมี่เอินหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเตียงของฮ่องเต้ ยื่นมือทั้งสองข้างไปจับที่ปลายนิ้วของเขา แตะมือลงแผ่วเบาประกบปลายนิ้วของเขาไว้ด้วยมือทั้งสองของตน พระวรกายของฝ่าบาทนั้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำ หากนางทำพลาดเพียงนิดไม่แน่ว่าอาจจะรักษาหัวของตนไว้ไม่ได้

     ต่อให้ที่ผ่านมาได้อยู่กับเขาทั้งวันในช่วงเช้าก็ไม่คล้ายจะเรียกว่าสนิท วันๆ พูดกันแทบนับคำได้ แถมเขายังมีฐานะสูงส่งเช่นนี้นางมีอาจตีตนเสมอได้ ยามนี้ในใจนางก็เห็นเขาคือฮ่องเต้ของแคว้นและเป็นผู้มีพระคุณของนางคนหนึ่งเท่านั้น

     เมื่อแตะมือไปแล้วนอกจากรับรู้ได้ถึงความร้อนจากฝ่ามือของอีกฝ่าย จูมี่เอินก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งใดอีก ไร้นิมิตรจากดวงตาวิเศษ

     เหรินโย่วหลุนหรี่ตาเล็กลงอย่างชั่วร้ายเมื่อเห็นนางจับมือเขาไว้แล้ว เขากระตุกมือเล็กมาไว้ในมือของตนแล้วดึงร่างบางเข้ามาหาตัวเองทันที

     "..." จูมี่เอินเบิกตาโต กำลังจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่ก็มีสติได้ทันรีบสั่งตัวเองยกมือมาปิดปากไว้ก่อนจะหลุดเสียงร้องออกมา

     ตุบ

     ร่างบางเซลงไปนั่งลงบนตักของเหรินโย่วหลุน ทิ้งน้ำหนักลงที่ตัวเขาทั้งหมด ด้วยไม่อาจทรงตัวได้นางจึงซบไปที่ตัวเขาทั้งตัวอีกด้วย

     ใบหน้าเล็กที่ก้มต่ำมาตลอดกำลังเบิกตาโตก็แหงนหน้าจ้องขึ้นไปด้านบน เมื่อเห็นฮ่องเต้กำลังก้มมองตนเช่นกันนางก็เพิ่งได้สติ ก้มหน้าลงหนี ไม่มองหน้าเขาอีก

     ในนิมิตรนางเคยเห็นใบหน้าเขามาก่อน แน่นอนว่านั้นไม่ถือว่าผิดที่มองพระพักตร์ของฮ่องเต้โดยตรง เพราะในนั้นนางไม่อาจควบคุมตนเองได้ ภาพที่เห็นชัดเจนแม้กระทั่งสีก็ไม่มีเพี้ยนทำให้เห็นถึงความรูปงามของเขาอย่างชัดเจน ไม่มีใครเทียบเขาได้ นางเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ คราได้เห็นเขาในนิมิตรยังว่าใจเต้นแล้ว ครานี้เมื่อเขาอยู่ไม่ห่างเช่นนี้นางกลับยิ่งไม่สามารถควบคุมหัวใจตนเองได้ เสียงหัวใจของนางเต้นดังสะท้อนอยู่ในหู จูมี่เอินเม้มริมฝีปากแน่น กลัวฮ่องเต้จะได้ยินไปด้วย นางเพียงคิดว่าตนนั้นเสียหลักล้มลงมา ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกแกล้ง จึงรีบขอโทษเขาออกไป

     "ขอ ขออภัยที่เสียมารยาทเพคะ" จูมี่เอินรีบจะลุกออกจากตัวของเขา ทว่ากลับไม่สามารถขยับได้ พลันเพิ่งจะได้รู้สึกถึงมือที่เอวของตน มือนั้นแข็งราวกลับเหล็กชิ้นโต ยิ่งนางขยับเขาก็ยิ่งออกแรงกดนางไว้แน่นกว่าเดิม เหตุใดถึงไม่ปล่อยนางเล่า?

     ในตอนนั้นเสียงบนหัวก็เอ่ยถาม

     "มองเห็นอะไรรึไม่?" เหรินโย่วหลุนหลุบตามองเรือนผมของนางที่อยู่เบื้องหน้าของตน อารมณ์ที่อึดอัดมานานเริ่มคลายตัวลงเล็กน้อย จมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ มาจากร่างบนตัก คล้ายกลิ่นของกลับดอกบัวจางๆ

     "ยัง ยังไม่เห็นเพคะ" อย่างที่จูมี่เอินได้บอกไปก่อนหน้านี้ นางไม่สามารถควบคุมการมองเห็นอนาคตได้ เมื่ออยู่อารามบางครั้งเดินชนกับใครอาจจะเห็นอนาคตของเขา แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งไป แถมยังเป็นภาพสีขาวดำไม่ชัดเจนอีกด้วย

     เหรินโย่วหลุนรอบนี้กลับไม่ได้ดูเหมือนเสียใจที่ได้ฟังเช่นนั้น ต่างกับก่อนหน้านี้ที่ผิดหวังที่นางไม่เห็นเขาในนิมิตรของตนเอง ยามนี้เรื่องนั้นมันกลับเข้าทางของเขา มือใหญ่จับคางมนของคนตัวเล็กในอกให้เงยหน้าขึ้นมามองเขา

     ใบหน้าสวยของนักบวชหญิงเงยขึ้นตามแรงดันก็จริง แต่ดวงตาสีดำกระจ่างของนางกลับหลุบต่ำลงไม่มองเขาโดยตรง

     เหรินโย่วหลุนจ้องมองริมฝีปากเล็กแต่อวบอิ่มและเป็นสีชมพูของคนใต้ร่าง ช่างน่าดึงดูดจนเขาไม่อาจละสายตาได้ ความต้องการบางอย่างถูกปลุกขึ้นในตัวของเขา ในเมื่อนางจงใจหลอก เขานางก็ต้องโดนสั่งสอนบ้างจริงไหม แผนในใจที่คิดว่าจะค่อยๆ หลอกล่อนางยามนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว

     เหรินโย่วหลุนตัดสินใจก้มลงไปประกบปากลงบนริมฝีปากของนาง ความนุ่มอุ่นจากริมฝีปากของคนตัวเล็กทำให้เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก รู้สึกดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก แทบไม่อยากผละออกและต้องการมากกว่านี้

     จูมี่เอินเบิกตาโต มองเห็นขนตาของอีกฝ่ายที่กำลังหลับตาลงอยู่ชิดกับดวงตาของนาง รับรู้ถึงความนุ่มชื้นที่ริมฝีปากของตน อีกทั้งลมหายใจของอีกฝ่ายที่เป่ารดใบหน้าของนางนั้นอุ่นจนนางสามารถรับรู้ถึงมันได้อย่างชัดเจน

     ไม่ได้!แบบนี้ไม่ถูกต้อง!

     มือเล็กผลักอกแกร่งอย่างไวโดยลืมตัวว่าเขาเป็นใคร

     คนโดนผลักก็ผละออกไปตามแรงดัน ทว่ากลับไม่ยอมปล่อยเอวบางแน่งน้อยของนางออกให้เป็นอิสระ ยังคงโอบกอดร่างเล็กไว้ด้วยมือเดียว ความหวานจากริมฝีปากของนางยังคงไม่จางหาย ฮ่องเต้หนุ่มยกยิ้มกรุ่มกริ่มอย่างพอใจ มองดูใบหน้าของนักบวชหญิงที่แดงก่ำ ความแดงบนใบหน้ายังแผ่กระจายไปถึงใบหูเล็กๆ ของนางอีกด้วย ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเอ็นดูนางเข้าไปใหญ่ ไหนจะดวงตาสีดำกลมโตกำลังจ้องมาที่เขาด้วยความตกใจนั้นอีก ดูเหมือนกระต่ายขี้ตกใจไม่มีผิด

     "เช่นนี้เล่าเห็นไหม?" เขายังคงหยอกล้อนาง ในใจหวานล้ำคล้ายได้กินของที่ชอบ ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากของตนไปอีกทีเพื่อย้ำรสสัมผัสจากริมฝีปากของคนงามที่ตนเพิ่งขโมยมา

     "..." จูมี่เอิ่นแทบหาเสียงของตนเองไม่เจอ จิตใจที่กระเจิดกระเจิงไปไกลไหนเลยจะมีสมาธิในการรับรู้สิ่งอื่น นางจะไปมองเห็นอนาคตได้ยังไงกันเมื่อโดนเขากระทำเช่นนั้น ถึงนางจะอยู่ในสายธรรม ใช้ชีวิตอยู่ในอารามมานาน แต่ก็เข้าใจดีว่าสิ่งที่ฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงทำลงไปมันเกินเลยกว่าที่จะอยากให้นางมองเห็นนิมิตรของเขา เกินเลยกว่าหญิงสาวและบุรุษที่คบหาดูใจกันพึ่งกระทำด้วยซ้ำ นี่มันการกระทำของคู่รักที่แต่งงานไปแล้วต่างหาก

     พระองค์ทรงรู้ตัวรึไม่ว่าทำสิ่งใดอยู่ แน่นอนว่าเขาเป็นถึงผู้ครองแคว้น อยากได้สิ่งใดก็ย่อมได้ แต่กับนางนั้นมันต่างออกไป นางหาใช่หญิงสาวทั่วไปไม่ นางตัดสินใจอย่างกล้าๆ กลัวๆ ลองย้ำกับเขาออกไปว่า

     "ฮ่องเต้...หม่อมฉันเป็นนักบวชนะเพคะ!"

...........

     ที่ได้ยกมาให้อ่านคือบทที่ 51 นะคะ 

     คำเตือน ✨ เนื้อหาที่ไม่เหมาะกับผู้มีอายุต่ำกว่า  18+  จะใส่ 🔥🔥🔥 กับสัญลักษณ์รูป +++ ไว้นะคะ  ใครไม่ชอบกดข้ามได้ค่ะ ส่วนมากไม่มีผลกับเนื้อเรื่อง 

.........

     จูมี่เอิน: เด็กสาวที่มีดวงตาวิเศษ มองเห็นอนาคตของผู้คน ถูกเลี้ยงดูมาโดยนักบวช มีนิสัยคล้ายผู้ฝึกตนจนเหมือนคนซื่อบื้ออยู่บ้างในเรื่องความรัก

     เหรินโย่วหลุน: ฮ่องเต้แคว้นเซียว เอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ย่อมได้

     เหรินเยว่เทียน: อ๋องห้า พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เป็นจอมเสเพลไม่เอาการเอางาน

     หลี่ลู่ซือ: อาจารย์ของจูมี่เอิน ผู้ดูแลอารามที่หมู่บ้านจิ้ง

     ศิษย์พี่ทั้งสี่: ศิษย์พี่ทั้งสี่คนของจูมี่เอิน นางเรียกเขาตามลำดับการเข้ามาในอาราม ศิษย์พี่อี้(ศิษย์คนแรกของอาราม)

                 ศิษย์พี่เอ้อร์ (คนที่สอง) ศิษย์พี่ซาน (คนที่สาม) ศิษย์พี่ซื่อ (คนที่สี่)

     เพยเพย/ถิงถิง: สองนางกำนัลฝาแฝดที่เป็นคนสนิทของ จูมี่เอิน เพยเพยเป็นแฝดพี่มีนิสัยสุขุมและรอบขอบ ถิงถิงเป็นแฝดน้องมีนิสัยขี้กลัว

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Latest chapter

Plus de chapitres
Pas de commentaire
176
ตัวอย่างบทบาทตอน + แนะนำตัวละคร
...เป็นบทนำเสนอหน้าเล่มนะเจ้าค่ะ เพราะเนื่องจากเรื่องจะดำเนินตั้งแต่นางเอกเด็กๆ ทำให้ตอนปูเรื่องมาอาจน่าเบื่อไปบ้าง เลยถือโอกาสหยิบยกตอนที่เริ่มเข้มข้นแล้วมานำเสนอไว้ตอนแรกสุด และเป็นที่มาของชื่อนิยายด้วยค่ะ..... ...... "ในเมื่อเท่าที่เจ้าเล่ามา... การสัมผัสอาจทำให้เจ้าเห็นอนาคตของผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น งั้นเรามาลองกันหน่อยดีหรือไม่?" เหรินโย่วหลุนมองหญิงสาวในชุดขาวไม่วางตา ใบหน้าสวยสะครานตาก้มหน้าลงต่ำ ผมดำยาวของนางถูกจัดแต่งทรงไว้อย่างงดงาม หัวไหล่มนเล็กที่คล้ายสามารถโดนลมพัดปลิวได้พาให้คนอยากปกป้อง ความน่าดึงดูดที่แปลกประหลาดที่เกิดจากตัวนางนั้น มาจากความสามารถพิเศษของนางหรือไม่เขาก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่นางกลับสามารถทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากนางได้เลย โดยไม่รู้ตัวทุกวันเมื่อเมื่อยล้าสายตาก็จะหันไปมองนาง ก็จะเห็นนางนั่งอยู่ต่อหน้าตนเองตลอด อยู่ในห้องทรงอักษรด้วยกันกับเขา นั่งหลับตาคล้ายตัดตนออกจากโลกภายนอก ยามนางจากไปเพียงไม่กี่วันเขาก็แทบทนไม่ไหว รู้ตัวอีกทีก็ต้องการเอาเชือกมาผูกมัดนางไว้กับเขาตลอดเวลาเสียแล้ว หากพูดถึงถ้านางไม่ได้เป็นนักบวช ใบหน้าเช่นนี้คง
Read More
1 วัยเยาว์ที่รันทด
บทนำ บ้านของจูมี่เอินก็ไม่ได้ร่ำรวยอันใด เพียงทำธูปหอม กำยานทั่วไป แต่ก็ถือว่ามีเงินทองเก่าแก่ของรุ่นปู่รุ่นย่าทิ้งไว้ให้ ทำให้ครอบครัวของนางมีอันจะกินมากกว่าบ้านอื่น จูมี่เอินปีนี้อายุได้เพียงแค่สิบขวบ กลับต้องพบเจอเรื่องสะเทือนใจที่เด็กคนหนึ่งยากจะรับไหว เป็นเพราะครอบครัวของนางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลไร้หมอ ไร้ยารักษาโรค บิดาของนางป่วยหนักจึงเสียชีวิตลงโดยไม่ทันได้รับการรักษา นางเป็นเพียงแค่เด็กสิบขวบไหนเลยจะเข้มแข็งพอที่จะเผชิญเรื่องสูญเสียขนาดนี้ได้ แต่ยังดีที่ว่านางยังมีมารดาอยู่เรื่องราวในตอนนี้เลยไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป ตอนนี้ค่ำแล้ว จูมี่เอินยืนมองประตูรั้วบ้านที่เปิดอ้าออกอยู่ แสงจันทร์วันนี้ดูเหมือนเป็นใจ มันส่องสว่างจนมองเห็นบริเวณรอบกายโดยไม่ต้องใช้คบไฟ ประตูบานนี้ที่นางกำลังมองอยู่นั้นดูแปลกตาเล็กน้อย เพราะปกติมันมักจะปิดอยู่เสมอ นางจำไม่ได้แล้วว่านานเท่าไหร่ที่นางไม่เคยก้าวขาออกจากบ้านหลังนี้ จำได้เพียงสาเหตุของเรื่องราวที่ทำให้นางถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างเลือนลางเท่านั้น เรื่องราวเกิดขึ้นเพราะดวงตาวิเศษของนาง การมองเห็นความตายของผู้อื่น
Read More
2 พลัดหลง
ค่ำแล้ว...นางกัดฟันมองประตูรั้วของบ้านที่ถูกทำขึ้นมาจนปิดหมดทั้งจวน เนื่องจากจะได้ไม่มีใครมองเห็นนาง บิดาถึงได้ทำประตูรั้วจนทึบเช่นนี้ไว้รอบบ้าน ตัดนางออกจากผู้คนภายนอก ยามนี้พอนางจะก้าวขาออกจากบ้านก็นึกหวาดกลัวขึ้นมา หันมองร่างไร้วิญญาณของบิดาที่มีผ้าขาวปิดไว้ นางก็กัดฟันก้าวขาเดิน ลากรถเข็นที่มีร่างของบิดาอยู่บนนั้น ความกลัวกัดกินในใจ คล้ายออกจากที่หลบภัยสู่โลกภายนอก มองเห็นมารดายืนรออยู่หน้าบ้านก็พยายามออกแรงลากรถเข็นออกไปหา มือเล็กเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มจากความประหม่า ทว่าเมื่อเดินออกมาพ้นประตูแล้วก็มีความกล้าขึ้นหลายส่วน ยามนี้เพราะมืดแล้วคนในหมู่บ้านต่างพากันเข้านอนหมด นางจึงสามารถนำร่างของบิดาออกไปฝังกับมารดาได้ 'ถ้าหากวันใดข้าจากไปแล้วให้เจ้าพาข้าไปฝังไว้ที่เขาด้านหลัง ที่นั่นมีหลุมศพอยู่หลุมหนึ่ง ฝังข้าไว้ตรงนั้นข้างหลุมศพนั้น' นึกถึงเสียงพูดของบิดาที่อ่อนแรงยามพูดออกมาคล้ายคนที่ไม่อาจจากไปได้อย่างสงบ นางสงสารเขาจับใจ แน่นอน ด้วยดวงตาของนางนั้น จูมี่เอินรู้ว่าบิดาจะจากไป นางเห็นภาพตั้งแต่ครั้งนั้นที่บิดาโอบกอดนางไว้กลางฝูงชน แต่เพียงเพราะกลัว กลัวที
Read More
ตอนที่ 3 จำต้องจากไป
"นางปีศาจ นางเป็นปีศาจ นางอยู่ทางนี้!" ชายผู้นั้นตะโกนไม่เลิก เพราะกลัวจูมี่เอินจะมาทำร้ายตนเอง จูมี่เอินใจสั่นขาอ่อน แต่จำต้องหันหลังวิ่งหนี นางไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนที่เหลือมาถึง ชายผู้ที่พบนางเป็นคนแรกนั้นหวาดกลัวนางไม่กล้าเข้าใกล้ หากแต่มนุษย์นั้นเมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มก็คล้ายฝูงสุนัข กัดไม่เลือก ยอมตายไม่ยอมถอย เมื่อถึงเวลานั้นนางที่ไร้ที่พึ่งคงไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ ในหัวน้อยๆ ตอนนี้มีเพียงคำว่า 'หนี' เท่านั้น เท้าเล็กออกวิ่งไปในป่าด้วยความกลัว หนีจากคนเหล่านั้นเข้าไปลึกกว่าตอนแรกเสียอีก ปากก็ยังคงเรียกหามารดา อยู่ร่ำไป ทั้งที่รู้ว่าตนเรียกไปก็เท่านั้น นางไม่ได้อยากให้มารดาออกมาตอนนี้ เพราะกลัวมารดาจะเดือดร้อนไปด้วย ตุ๊บๆๆ จูมี่เอินไม่ระวังกลิ้งตกเนินไปหลายต่อหลายรอบ นางยังเด็กไร้ประสบการณ์ ไร้ความเคยชินในป่า กลิ้งตกเนินอยู่แบบนั้นจนหนีพ้นกลุ่มคนเหล่านั้นได้ในที่สุด เนื้อตัวที่คราแรกเปื้อนดินยามขุดหลุม ยามนี้ก็เปื้อนดินที่ตนกลิ้งใส่ แถมตามเนื้อตัวยังมีรอยเลือดจากการโดนบาดด้วยหินและกิ่งไม้ที่พื้นอีก สภาพนางตอนนี้น่ากลัวเสียยิ่งกลัวน่ากลัวไปแล้ว ผ
Read More
ตอนที่ 4 ยึดอาราม
"ข้ายังนึกว่าเจ้าจะหลับเลยวันเสียอีก หากเจ้าตื่นแล้วข้าจะได้ไปเสียที" หญิงชราเองยังนึกว่าเด็กน้อยคงต้องนอนพักอีกหลายวันกว่าจะฟื้น แต่เด็กคนนี้กลับตื่นขึ้นมาไวมาก ยามนี้หญิงชราก็สามารถกลับบ้านได้อย่างสบายใจแล้ว จูมี่เอินเมื่อเห็นว่าคนที่ให้อาหารกำลังจะจากไปก็รีบคลานลงเตียงไปด้วยความไว เดินตามหญิงชราไป ยามนี้ถึงเพิ่งจะสังเกตชุดใหม่ที่ตนใส่ ผ้าพันแผลที่มีตามตัว เป็นหญิงชราหรือที่ทำแผลให้นาง? หญิงชราหันมองจูมี่เอินที่ตามมาจนถึงหน้าห้อง "เจ้าหลงทางหรือ?" หญิงชราถามออกไปแต่กลับไม่ได้คำตอบใดๆ กลับมา "..." เด็กน้อยมองนางตาใสแป๋ว ปากเคี้ยวแผ่นแป้งไม่พูดไม่จา ดวงตาของเด็กหญิงกระจ่างใสคล้ายไม่ถูกโลกอันโหดร้ายกัดเซาะได้ ทั้งที่น่าจะผ่านความโหดร้ายมากมายกลับไม่ถูกสิ่งเหล่านั้นรบกวนจิตใจแม้แต่น้อย "จำทางกลับบ้านได้รึไม่?" เมื่อลองถามประโยคอื่นดูก็เหมือนเดิม ไร้ซึ่งคำตอบใดๆกลับมา "..." "ถ้างั้นเจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อนเถิด ข้าต้องกลับแล้ว ไว้จะมาหาเจ้าใหม่" หญิงชราลูบไปที่หัวเด็กน้อยเบาๆ นางมาไหว้ขอพรที่อาราม ยามนี้ใกล้ค่ำแล้ว นางเองก็ต้องกลับจวนเหม
Read More
ตอนที่ 5 ตัดขาดจากโลก
สี่ปีแล้วตั้งแต่จูมี่เอินเข้ามายึดอารามในวันแรก หลี่ลู่ซือโค้งหัวลงเล็กน้อยรับไหว้จากชาวบ้านที่มาอารามและกำลังจะลากลับ ยามนั้นเมื่อมองผู้มาเยือนจากไปก็ทอดสายตากลับไปมองเด็กสาวที่ลานกว้าง กำลังขมักเขม้นกวาดพื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ นางสวมใส่ชุดเก่าๆ สีน้ำเงินเข้ม ชายเสื้อขาดหลุดรุ่ยหลายส่วน ผมถูกมัดไว้ลวกๆ คล้ายไม่ใส่ใจกับรูปลักษณ์ของตน นึกถึงตอนที่นางเริ่มพูดกับเขาใหม่ๆ เมื่อสามปีก่อน ยามนั้นนางเองก็เริ่มเปิดใจคุยกับชาวบ้านที่มายังอารามบ้าง แต่หลังจากที่นางทักท้วงบางอย่างไปคนที่หมู่บ้านก็เริ่มมาที่อารามน้อยลง เขาสังเกตก็ได้รู้ว่านางนั้นมีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น นึกถึงครั้งที่นางพยายามขอให้เขารับนางเข้ามาในฐานะนักบวชหญิง เขาก็ลังเลเพราะรู้ว่านางไม่อาจเป็นแค่นักบวชหญิงธรรมดา จึงยังชั่งใจอยู่นานจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้เสียที ตอนหลังเมื่อนางไม่รบเร้าเรื่องนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีกเช่นกัน จูมี่เอินที่กวาดพื้นเอาเป็นเอาตายเองก็นึกถึงเรื่องที่ตนทำพลาดอีกแล้วเมื่อสามปีก่อน หลังจากเริ่มพูดคุยกับคนอื่นได้อีกครั้งก็เกิดเรื่อง
Read More
ตอนที่ 6 เข้าใจถึงพรวิเศษ
จูมี่เอินนั้นนอกจากจะเย็บผ้าไม่เป็นแล้วทักษะด้านอื่นในการเป็นหญิงสาวนางก็พอมีบ้าง ทำอาหารก็ใช้ได้ งานบ้านก็เรียบร้อย อารามแห่งนี้แม่จะเก่าแต่ก็ถูกนางทำความสะอาดจนไม่มีแม้แต่ฝุ่น แต่เพราะอารามตั้งอยู่ในเขตป่าทำให้มีใบไม้มากทีเดียว สิ่งที่ทำให้นางหนักใจที่สุดก็คือใบไม้พวกนี้นี่แหละที่กินเวลางานของนางมากกว่าสิ่งอื่น วันนี้พอทำความสะอาดเสร็จนางก็ไปยกกองหนังสือมากองหนึ่ง ปักหลักลงใต้ต้นไม้ใหญ่กลางอาราม ที่ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของจูมี่เอิน นางนั่งอยู่ตรงนั้นล้อมรอบด้วยกองหนังสือที่อยู่ข้างกาย หนังสือพวกนี้เป็นของคุณหนูท่านหนึ่งฝากให้บ่าวรับใช้นำมาบริจาคไว้ที่อารามเผื่อมีคนมาเอาไปอ่าน ซึ่งก็มี่แค่จูมี่เอินเท่านั้นที่สนใจ ในกองหนังสือมีเล่มหนึ่งที่จูมี่เอินสนใจเป็นพิเศษ นั้นคือเรื่องราวของคนที่มีพรสวรรค์ คล้ายกับว่าได้รับพลังมากจากเทพเซียน บางคนฝึกยุทธมีพลังลมปราณเหนือผู้อื่น บางคนมีความสามารถในการดูดวงดาว แม่นยำ อ่านชีวิตของผู้อื่นได้ บางคนสามารถได้ยินไกลหลายลี้ ที่จูมี่เอินชอบที่สุดคงจะเป็นเรื่องเล่าของ หัตถ์เซียน นาม กู่เฟยเซียน ยาที่ผ่านมือ
Read More
ตอนที่ 7 นิมิตรที่ชัดเจน
จูมี่เอินวันนี้ออกมาตักน้ำในป่าแถวลำธาร เมื่อก่อนนางยังกลัวอยู่บ้างที่จะเข้ามาในป่าเพราะความฝังใจในวันเด็ก แต่ศิษย์พี่ของนางเวลามาตักน้ำที่ลำธารแห่งนี้มักจะพานางมาด้วย สลับพากันมาตักน้ำในทุกวันเพื่อช่วยให้นางสามารถก้าวต่อไปได้ ทำให้นางเปิดใจในความกลัวของตนเองอีกครั้ง และเพราะนางทำให้พวกเขาเดือดร้อนมาครั้งหนึ่งจนแทบเกือบจะรักษาอารามไว้ไม่ได้ เรื่องตักน้ำในภายหลังนางจึงเป็นคนอาสามาเองตลอด เพื่อให้พวกเขาได้มีเวลาศึกษาเรียนรู้อย่างเต็มที่ เรื่องดูแลอารามนางจะช่วยเอง แม้นางจะพูดเช่นนั้นแต่พวกศิษย์พี่ก็ไม่มีใครเอาเปรียบนางเลย มักจะช่วยกันทำทุกอย่างอยู่ตลอด นางอยู่ที่อารามแห่งนี้นั้นสบายใจเป็นอย่างมาก ขอแค่มีกินในแต่ละวันนางก็พอใจมากแล้ว นางไม่มีความฝัน ไม่วาดหวังอนาคต คล้ายคนไร้จุดหมายที่มีความสุขมากคนหนึ่ง ฮึบ ที่ลำธารนางออกแรงแบกคานซึ่งมีน้ำสองถังห้อยอยู่ขึ้นบ่าของตน ก้าวเดินกลับเข้าไปในป่าที่ตนออกมา ถัดจากป่าเล็กๆ เดินไม่พอหนึ่งก้านธูปก็จะไปถึงที่ใต้เนินของอาราม พรึบๆ คล้ายเสียงสลัดผ้าดังขึ้นในหู ร่างเล็กชะงักค้างอยู่กลางทาง ดวงตามีประกายสีทองวาบผ่าน
Read More
ตอนที่ 8 เหล่าศิษย์พี่
เมื่อถึงอารามนางก็รีบเข้าไปด้านใน ทิ้งคานที่หาบอยู่บนไหล่ลงไปที่พื้น รีบหันกลับปิดประตูทันที ใส่กลอนไม้ลงอย่างแน่นหนา เอามือตบไปบนบานประตูหลายครั้งเพื่อดูว่ามันแน่นดีหรือไม่ ปกติอารามจะเปิดประตูไว้จนถึงหลังยามเซินค่อยมาปิด ซึ่งก็คือต่อจากเวลาในตอนนี้สักพักถึงค่อยจะปิดได้ แต่จูมี่เอินไม่วางใจนางรู้สึกไม่ดีนางปิดไว้ดีกว่า จูมี่เอินยกคานกลับมาใส่บ่า เมื่อหันกลับไปเดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เจอศิษย์พี่ของนางเข้าพอดี "ศิษย์น้องอู่ เหตุใดมีสีหน้าเช่นนั้น" ศิษย์พี่อีเห็นนางวิ่งกลับมาด้วยถังที่ว่างเปล่า ที่ขากางเกงยังเปียกน้ำเหมือนหกล้มจนน้ำเลอะขามาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ "เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเจ้ารึไม่" เขาถามนางด้วยความเป็นห่วง รีบเดินเข้ามาดูจับตัวนางพลิกซ้ายทีขวาที เด็กหญิงคนนี้เขาเลี้ยงมากับมือตั้งแต่ตัวเท่าเอว เห็นนางเป็นน้องสาวแท้ๆ ไปแล้ว พอคิดว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับนางก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ศิษย์พี่เอ้อร์เห็นคล้ายศิษย์พี่อีกำลังแกล้งน้องเล็กของเขาก็รีบเดินมาดู ร่างบางของน้องอู่กำลังถูกจับหันไปหันมา ใบหน้าเล็กก็ดูตื่นกลัวต่างจากปกติที่มักจะมีรอยยิ้มบางๆ ไว้เสมอ "ท่
Read More
ตอนที่ 9 คนจากไปไม่ร้อง คนอยู่กลับร้องแทน
ผ่านไปหลายปีคล้ายเพียงชั่วครู่ ยามนี้จูมี่เอินอายุได้สิบเจ็ดปีแล้ว หากนางเป็นสาวชาวบ้านปกติถ้าเลยวัยปักปิ่นคงถูกบิดามารดารีบพาไปหาบุรุษมาแต่งออกไปเป็นแน่ แต่นางเป็นคนของอาราม ต่อให้นางหน้าตาดีแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้ามาทาบทาม ความจริง...ก็มีมาบ้างนั้นแหละ นางงดงามถึงเพียงนี้ผู้ใดพบเห็นเป็นต้องชมชอบ มีบางครั้งหนุ่มชาวบ้านก็มาตามจีบนาง แต่กับพบว่านางนั้นนิสัยคล้ายนักบวชเหลือเกิน พวกเขามาจีบนางกลับไม่รู้เรื่อง เทียวไปมาหาสู่นางอยู่ทุกวันแต่นางเล่าทำอันใด! นางกลับชวนพวกเขาบวชเข้าอารามด้วยเพราะความเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขานั้นเลื่อมใสในทางเดินของลัทธิเต๋า จนเป็นบุรุษเหล่านั้นที่พากันถอดถอนใจไปแต่งสตรีอื่นเข้าบ้านแทน หลี่ลู่ซือยืนมองเด็กสาวโตเต็มวัยพร้อมออกเรือนกำลังขมักเขม้นกวาดใบไม้กลางลานเหมือนทุกวัน มองนางสวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงินเก่าๆ ที่มีเพียงไม่กี่ตัวแล้วก็ปลงตกแทนนาง นางเหมาะจะเป็นนักบวชจริงๆ นั้นแหละ แต่หลี่ลู่ซือไม่อาจบวชให้นางได้สมใจปรารถนา เขานั้นเห็นเรื่องราวเหล่านั้นทั้งหมด ทั้งความตั้งใจในการบวชเรียนของนาง หากแต่เขายังไม่อาจตัดใจให้นางเป็นนักบวชหญิงได
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status